The Road Home – ทางกลับบ้าน เมื่อวานนี้

ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง

 

ความมืดเริ่มแผ่ปกคลุมรอบๆบริเวณ หญิงเฒ่ากำเศษเหรียญจำนวนสามบาทห้าสิบสตางค์เอาไว้ในมือ สายตามองตามรถปรับอากาศติดแอร์สีส้มสาย 60 ที่เพิ่งผ่านไปอย่างเลื่อนลอย แต่ด้วยจำนวนเงินที่มีในมือคงทำได้เพียงอดทนรอเหมือนที่ริ้วรอยย่นบนหน้าผากและผิวพรรณที่แห้งกร้านแสดงออกมาทั้งชีวิต การรอคอยยังมีความหวัง เพราะอีกไม่นานรถเมล์คันสีแดงคงจะขับผ่านมาอีกรอบ เมื่อไม่นานมานี้เองเศษเงินราคาไม่ถึงห้าบาทยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังของเส้นทางกลับบ้าน  

 

เพียงกระพริบตากาลเวลาก็ล่วงผ่าน ถึงพุทธศักราช 2551 ภายในรอบครึ่งปีแรก ราคาน้ำมันในตลาดดลกทุนนิยมเสรีถีบตัวขึ้นสูงลิ่วจ่อทะลุ 40 บาทต่อลิตรจากเดิมที่มีราคาไม่ถึงยี่สิบบาท ทำให้ค่าตั๋วรถเมล์ประจำทางต้องขยับปรับราคากันหลายขยัก เงินห้าบาทไม่สามารถขึ้นรถเมล์ได้อีกแล้ว

 

ในคืนวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 ฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก เป็นที่รู้กันว่าช่วงเวลาแบบนี้รถจะติดมาก ที่อยู่ไกลหน่อยถึงมีรถส่วนตัวกว่าจะถึงบ้านก็ดึกดื่น แต่วันนี้รถเมล์สีขาว รถปรับอากาศสีน้ำเงิน หรือแม้แต่รถเมล์คันเล็กๆสีเขียวที่เรียกกันว่า รถร่วมหยุดวิ่งให้บริการหมดแล้ว เขาบอกว่ามันไม่คุ้มกับการวิ่งที่ต้องแบกรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

 

…..มันคงไม่คุ้มค่ากับการแบกความหวังของการกลับบ้านของผู้คนเอาไว้ด้วย….

 

ฝนยังคงตกหนัก แต่ที่ป้ายรถเมล์คนยังออกันแน่น ผลัดกันชะเง้อออกมองไปลิบๆของถนน คอยรถเมล์คันต่อไปด้วยความหวังและอ่อนล้า แม้ว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาด้วยการจัดหารถมาเสริมแทนที่ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มากนักเมื่อเทียบกับปริมาณผู้คนที่เดิมทีก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว แท็กซี่และสามล้อถูกเรียกใช้สำหรับผู้พอมีพอกินที่กัดฟันได้ แต่มันไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสามารถตัดสินใจทำเช่นนั้นได้

 

ชุดนักเรียนสีขาวเริ่มเปียกชุ่มละอองฝน มือกอดอกสะท้านขนตั้งเป็นหนังไก่ หลังตรากตรำความเครียดของการศึกษามาเกือบสิบชั่วโมง คุณพ่อ คุณแม่บางคนนำรถมาเทียบจอดเฉื่อยฉิวรับลูกกลับบ้านอย่างอบอุ่น แต่อีกหลายคนกำลังล้วงกระเป๋านับเศษเหรียญเพราะรถเมล์ขยับราคาหลายครั้งจนจำไม่ได้แล้วว่าเมื่อวานจ่ายค่าตั๋วไปกี่บาท

 

ในบางเส้นทางเคยมีแต่ รถร่วมวิ่งอย่างเป็นปกติ แต่วันนี้ที่ไม่ปกติรถเสริมที่จัดหามาแทนที่มีแต่รถปรับอากาศราคาก็ต้องสูงขึ้นตามเส้นทาง เศษเงินในกระเป๋ากระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง แต่ไม่มีทางเลือก ลมฝนซ่อนความหนาวสะท้าน ในขณะที่ถนนไม่ได้มีทางเท้า หลังคาหรือแม้แต่ทางเดินที่ปลอดภัยในทุกช่วง บนเส้นทางกลับบ้าน แม้แต่การเดินเท้าก็ยังดูตีบตันเหลือเกิน

 

กรุงเทพมหานครเมืองใหญ่ที่มีแสงสีและมีความฝันมากมาย แต่ความหวังของคนจนในเมือง เส้นทางกลับบ้านยังคงเป็นเรื่องโหดร้ายยากเย็น

 

วันนี้ คุณยายชราที่กำลังรอเมล์สาย 60 คนนั้นจะกลับถึงบ้านหรือยังหนอ….

Advertisements

ย้อนรอย ‘ดาวสยาม’ สื่อเพื่อ ‘ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ’ กับกรณีปล่อยผีดูดเลือด 6 ตุลา 2519

26 พ.ค. 51

 

ไม่คิดว่าจะต้องรำลึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กันตั้งแต่เดือนพฤษภาคมของปีนี้ เพราะเดือนพฤษภาคมก็มีประวัติศาสตร์บาดแผลจากเหตุการณ์ พ.ศ. 2535 ที่ต้องรำลึกกันอยู่แล้ว แต่ด้วยบรรยากาศทางสังคมที่เป็นอยู่ คนร่วมสมัยนั้นหรือผู้ที่ศึกษาเรื่องราวในปี 2519 ค่อนข้างกังวลกันมากว่ามันคล้ายกับบรรยากาศใน พ.ศ. 2519 ที่มีความล่อแหลมทางสถานการณ์และกลิ่นคาวเลือดอย่างยิ่ง โดยเฉพาะปรากฏการณ์การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนบางองค์กรที่สร้างภาพลักษณ์ของตัวเองให้ อนุรักษ์นิยมตกโลก และทำหน้าที่นักปลุกระดม เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์แบบเดียวกับสื่อมวลชนกลุ่มหนึ่งใน พ.ศ. 2519 เคยทำหน้าที่นี้ด้วยการจัดผู้ที่มีความคิดเห็นต่างไปวางไว้ในฝ่ายที่ต้องจี้ให้รัฐปราบปราม วิธีการที่ไม่ปรับปรุงเลยแม้จะล่วงผ่านเวลามากว่า 30 ปีแล้วก็คือการแปะยี่ห้อบนหน้าผากอีกฝ่ายไว้ก่อนว่า ผู้ล้มล้างสถาบันเพราะสามารถสร้างกระแสอารมณ์ทางสังคมให้จัดการคนเหล่านี้ได้อย่างไม่เลือกวิธีใช้และอาจจะไม่บาปด้วย

 

หากพูดถึงการกระทำอันป่าเถื่อน โหดเหี้ยมและไร้มนุษยธรรมที่สุดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในประเทศไทย จะต้องถูกนับไว้ในนั้นด้วยและชนวนเหตุสำคัญที่นำไปสู่ความป่าเถื่อนในครั้งนั้นก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนโดยเฉพาะการนำเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ชื่อ ดาวสยาม

 

หนังสือพิมพ์ ดาวสยาม เป็นหนังสือพิมพ์ที่มีหัวชื่อหนังสือสีส้ม แต่สำหรับนักศึกษาในยุค 2519 เรียกว่า กระดาษเปื้อนหมึกสีส้ม มีสัญลักษณ์เป็นรูปปลาดาวสีขาวเปล่งรัศมี 32 แฉกภายในวงกลม โดยมีตัวพิมพ์สีดำว่า ดาวอยู่ตรงกลาง บรรทัดถัดไปเป็นคำขวัญ หนังสือพิมพ์เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ฉบับแรกออกเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2517 แต่มามีบทบาทครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในวันที่ 4,5 และ 6 ตุลาคม 2519 และอาจเป็นไอด้อลของสื่อมวลชนไทยหลายฉบับในขณะนี้

 

โดมิโนสังคมนิยม  2519 ‘ความกลัว

วันที่ 6 ตุลาคม 2519 เกิดกรณีสังหารหมู่นักศึกษาและประชาชนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 39 คน และบาดเจ็บ 145 คน [1] (แต่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันบอกว่ามีคนตายเพียง 1 คนเท่านั้น) สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือการนองเลือดครั้งนี้ไม่มีการจับกุมฆาตกรผู้สังหารเลยแม้แต่คนเดียว ในทางตรงข้ามนักศึกษาและประชาชนที่เหลือรอดจากการถูกสังหารจำนวน 3,094 คน กลับถูกจับกุมทั้งหมดในวันนั้นเอง [2] ต่อมามี 27 คนถูกอายัดตัวเพื่อดำเนินคดี สุดท้ายตกเป็นจำเลย 19 คน ถูกคุมขังและดำเนินคดีเกือบ 2 ปี

 

เหตุการณ์เดินมาถึงการสังหารหมู่อย่างเลือดเย็นโดยประชาชนด้วยกันเองและรัฐในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้อย่างไร คงต้องย้อนกลับไปมองกันตั้งแต่กรณี 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งนักศึกษาและประชาชนได้ลุกขึ้นมารวมตัวเรียกร้องรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยจากรัฐบาลเผด็จการจอมพลถนอม กิตติขจร ที่สืบทอดอำนาจกันเรื่อยมาตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจรัฐได้ ระบอบนี้ดำเนินต่อเนื่องถึง 16 ปี จนมาถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อมีการรวมตัวกันของประชาชนดังกล่าวก็สามารถกดดันจนจอมพลถนอม กิตติขจร ต้องประกาศลาออกจากนายกรัฐมนตรี และเดินทางออกนอกประเทศ

 

ชัยชนะของ 14 ตุลาคม 2516 ทำให้การผูกขาดความคิดโดยรัฐพังทลายลง สังคมไทยมีเสรีภาพทางความคิดเต็มที่ ความรู้ ความคิดแบบสังคมนิยมที่เคยเป็นสิ่งต้องห้ามจึงได้รับความสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกระแสการตื่นตัวของประชาชนที่สนใจในเรื่องความรู้เกี่ยวกับจีนอย่างจริงจัง หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่ทำให้ความคิดสังคมนิยมเป็นที่สนใจมากขึ้นคือ นิทรรศการจีนแดงจัดโดยองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2517 ซึ่งมีทั้งประวัติบุคคลสำคัญลัทธิคอมมิวนิสต์ ความรู้เรื่องราวเกี่ยวกับจีน การเมือง การศึกษา เศรษฐกิจและฉายภาพยนตร์ที่มาจากจีนคอมมิวนิสต์ด้วย ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เรื่องราวเกี่ยวกับจีนเผยแพร่ต่อสาธารณะชนในมุมที่หลากหลายอย่างกว้างขวาง [3]

 

นอกจากนี้ มีหนังสือแนวสังคมนิยมตีพิมพ์ออกมาอีกหลายเล่ม เช่น ศิลปะปฏิวัติ ซึ่งเป็นหนังสือแสดงภาพปั้นชาวนาของจีน (ถูกสันติบาลสั่งเก็บเป็นเล่มแรกในปี 2518 เพราะทางกรมตำรวจได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นหนังสือที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้) หนังสือคำประกาศแห่งความเสมอภาค ของ คาร์ลมาร์กซและเฟรเดอริก เองเกลส์  วิวัฒนาการของสังคม ของ สุพจน์ ด่านตระกูล หนังสือโฉมหน้าศักดินาไทย ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ซึ่งทำสถิติหนังสือขายดี และอีกเล่มหนึ่งซึ่งขายดีเช่นกันคือ ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน

 

เรื่องราวที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งในยุคนั้นเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจอย่างเสมอจากประชาชนเสมอและถูกตีพิมพ์อย่างมากในปี 2517 คือ กรณีสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล มีการพิมพ์เรื่อง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต ของ สุพจน์ ด่านตระกูล กรณีสวรรคต 9 มิถุนายน 2489 ของ สรรใจ แสงวิเชียร และ วมลพรรณ ปีตธวัชชัย ส่วนเล่มสำคัญในกรณีนี้คือ กงจักรปีศาจ ซึ่ง ร.อ.ชลิต ชัยสิทธิเวช แปลจาก The Devil’s Discus ของ Rayne Kruger

 

บรรยากาศช่วงนี้อาจเรียกว่าเป็นบรรยากาศช่วง ดอกไม้ร้อยเบ่งบานซึ่งต่อเนื่องไป จนถึงปี 2518 การเผยแพร่ของหนังสือเหล่านี้ถือได้ว่านำมาซึ่งการปฏิวัติภูมิปัญญาของสังคมไทย ทำให้นักศึกษาปัญญาชนจำนวนมากหลุดจากรอบความคิดแบบเก่าสู่โครงสร้างทางความคิดแบบใหม่ คือ สังคมนิยม การที่แนวคิดของสังคมนิยมเป็นที่ยอมรับส่วนหนึ่งเพราะทฤษฎีมาร์กซสามารถวิเคราะห์สังคมเก่าได้อย่างมีพลัง [4] และเสนอทางออกได้ชัดเจนว่า สังคมมนุษย์เป็นสังคมที่มีชนชั้น มีการกดขี่ขูดรีดเอาเปรียบกัน

 

เพื่อรักษาการขูดรีดนั้น ชนชั้นปกครองจะสร้างรัฐขึ้นมาปกป้องอำนาจตน และสร้างศาสนาและวัฒนธรรมขึ้นมอมเมาประชาชน แต่สาระสำคัญที่ชนชั้นปกครองต้องรักษาไว้คือการขูดรีดทางเศรษฐกิจ แต่ปรัชญาสังคมนิยม มนุษย์เป็นผู้สร้างสังคมของตนเอง ดังนั้น ชนชั้นชาวนาและกรรมกรจึงสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้โดยรวมพลังกันปฏิวัติเพื่อโค่นล้มสังคมที่กดขี่ลง แล้วสร้างสังคมใหม่ของชนชั้นกรรมาชีพที่มนุษย์จะมีความเสมอภาคไม่มีการขูดรีดกัน

 

เหตุเหล่านี้ทำให้อุดมการณ์สังคมนิยมค่อยๆกลายเป็นอุดมการณ์ของขบวนการนักศึกษาไทย (มีแกนกลางอยู่ที่ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย มีบทบาทสูงมากตั้งแต่ก่อน 14 ตุลาคม 2516) เป็นอาวุธที่ใช้วิพากษ์ชนชั้นและวิเคราะห์สังคม ว่าเป็นสังคมชนชั้น กดขี่ขูดรีด ชนชั้นปกครองสมคบกับจักรวรรดินิยมอเมริกา หนทางแก้ไขจะต้องปฏิวัติประเทศไปสู่สังคมนิยม โค่นล้มทุนนิยม ขุนศึก และศักดินา

 

การเคลื่อนไหวเหล่านี้เป็นแรงกระตุกที่ทำให้ทั้งผู้ปกครอง ศักดินา และพรรคการเมืองชนชั้นนายทุนเริ่มเกิดความหวาดระแวงต่อแนวทางแบบสังคมนิยม เริ่มมีการกล่าวถึงอีกฝ่ายอย่างแยกขั้ว เช่น พรรคสังคมนิยม 3 พรรคที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นถูกกล่าวหาว่าได้รับเงินจาก เคจีบี. แห่งสหภาพโซเวียต ขายชาติให้เวียดนาม หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นต้น

 

ปฏิกริยาสะท้อนกลับของฝ่ายรัฐยังรวมไปถึงการใช้ความรุนแรงด้วย โดยมีกรณีสำคัญก่อนหน้าเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หลายครั้ง ครั้งสำคัญคือ กรณีการเผาหมู่บ้านนาทราย อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย ในวันที่ 24 มกราคม 2517 ทางราชการอ้างว่าผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์เป็นผู้เผา แต่เมื่อนายธียุทธ บุญมี ได้นำนายลม กาญจนสาร ผู้ใหญ่บ้านนาทรายมาเปิดเผยเรื่องราวว่า แท้จริงแล้วเจ้าหน้าที่เป็นผู้เผา ปิดล้อมหมู่บ้านและสังหารชาวบ้านตาย 3 คน ในที่สุดผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายต้องยอมรับว่าเจ้าหน้าที่เป็นผู้เผา วันที่ 28กุมภาพันธ์ 2517 พล.ท.สายหยุด เกิดผล ผู้อำนวยการป้องกันและปราบปรามภัยคอมมิวนิสต์ ยอมรับว่าเหตุการที่บ้านนาทรายเจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุจริง

 

อีกกรณีหนึ่งคือ ถีบลงเขา เผาลงถังแดงที่จังหวัดพัทลุง ในระหว่างปี 2514-2516  ฝ่ายเจ้าหน้าที่ปราบปรามคอมมิวนิสต์ภาคใต้ได้ใช้นโยบายเหวี่ยงแหล้อมจับกุมประชาชนไปสอบสวนแล้วฆ่ากว่าสามพันคน กรณีนี้ พล.อ.สายหยุด เกิดผล ชี้แจงในเบื้องต้นว่าให้ฟังหูไว้หู แต่พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ยอมรับว่ากรณีถังแดงเกิดขึ้นจริง และนำไปสู่กระแสเสนอให้ยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) แต่หน่วยงานนี้ก็ยังคงอยู่มาถึงปัจจุบัน

 

กระแสสังคมนิยมที่หนุนเนื่องเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่กุมอำนาจดูเหมือนจะหวั่นวิตกมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเมื่อเกิดกรณีการปฏิวัติไปสู่สังคมนิยมในประเทศกัมพูชาและเวียดนามในเดือนเมษายน พ.ศ. 2518 และการปฏิวัติในลาวปีเดียวกันอันนำมาสู่การยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ในลาว ยิ่งก่อให้เกิดความหวั่นวิตกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทำนองเดียวกันในประเทศไทย

 

กลุ่มต่างๆที่ออกมาเคลื่อนไหวไม่ว่าประเด็นใดๆจึงถูกมองอย่างเหมารวมว่าเป็นคอมมิวนิสต์ไปเสียทั้งหมด รัฐจึงได้เริ่มใช้วิธีการที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆในการจัดการให้กลุ่มต่างๆยุติบทบาทโดยเฉพาะกลุ่มของขบวนการนักศึกษา และวิธีการที่ถูกนำมาใช้ในขั้นสุดท้ายคือการพยายามสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การรัฐประหารเพื่อนำรัฐบาลที่เข้มแข็งและปราบปรามคอมมิวนิสต์เข้ามาบริหารประเทศแทนรัฐบาลพลเรือน กระบวนการเหล่านี้คือเส้นทางสู่ประวัติศาสตร์เลือด 6 ตุลาคม 2519

 

จุดชนวนสังหารหมู่จาก ดาวสยามเพื่อ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์

ดาวสยามเข้ามาเกี่ยวพันกับสถานการณ์ได้อย่างไร

 

คงต้องพูดถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่หลังการฆ่านักศึกษาและประชาชนจำนวนมากในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่ค่อนข้างคลี่คลายตัวเองในระดับหนึ่งเมื่อคณะทหารในนาม คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้ทำการยึดอำนาจล้มเลิกการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในช่วงเย็นวันนั้นเอง และระบอบเผด็จการทหารก็ฟื้นกลับมาอีกครั้งอย่างมีอำนาจและยาวนาน

 

แต่เงื่อนไขของการฆ่าเพื่อกวาดล้างและการรัฐประหารจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มีการสร้างความชอบธรรมเพื่อปูเส้นทางเสียก่อน ตั้งแต่ปี 2517 เป็นต้นมา จึงเกิดโฆษณาชวนเชื่อเพื่อทำลายขบวนการนักศึกษาอย่างต่อเนื่องมีตั้งแต่ระดับการสร้างข่าวลือ การปลุกระดมผ่านบทเพลงต่างๆ เช่น เราสู้หรือหนักแผ่นดิน ไปจนถึงการเผยแพร่แนวทางผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งเป็นของรัฐเสียส่วนมาก รวมไปถึงการใช้หนังสือพิมพ์เป็นสื่อ เช่น รายวัน บ้านเมือง สยามิศร์ คอลัมภ์นิสต์หลายคนในไทยรัฐ และ ดาวสยามประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาใช้ทำลายกระบวนการนักศึกษาอย่างมีนัยยะสำคัญคือการปลุกกระแส ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์และกล่าวหานักศึกษาว่าเป็นบ่อนทำลายสถาบันเหล่านี้

 

หนังสือพิมพ์ ดาวสยามมีบทบาทค่อนข้างสูงในประเด็นเหล่านี้ ในช่วงเวลานั้นมีนายประสาน มีเฟื่องศาสตร์ เป็นเจ้าของ ดาวสยามนำเสนอเนื้อหาในข่าวใส่ร้ายและทำลายภาพลักษณ์ของนักศึกษาอยู่เสมอและหลายครั้งถึงกับใช้คำบริภาษอันหยาบคาย จึงถูกฝ่ายนักศึกษาเดินขบวนต่อต้าน และวางหรีดดำหน้าสำนักงานหลายครั้ง [5] และ ดาวสยามยังเป็นหนังสือพิมพ์ที่สร้างชนวนเหตุสุดท้ายที่นำพาไปสู่เหตุการณ์อันเลวร้ายที่สุดในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

 

สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล อธิบายเงื่อนปมตรงนี้โดยเล่าเหตุการณ์ย้อนไปสู่เช้าวันอังคารที่ 5 ตุลาคม 2519 อีกครั้ง ผ่านบทความ ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังก่อกระแส ละคอนแขวนคอยุคใหม่’ [6] จับความได้ว่า มีการชุมนุมของชมรมแม่บ้าน เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ที่ลานพระรูปทรงม้า กลุ่มนี้มาเพื่อประท้วงรัฐบาลในขณะนั้น (รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช) เนื่องมาจากวิกฤติการกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม แต่ในการชุมนุมนั้นมีบางคนในกลุ่มหยิบยกเอาภาพถ่ายการแสดงละครของนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่ลานโพธิในเที่ยงวันที่ 4 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็นละครสะท้อนเหตุการณ์แขวนคอช่างไฟฟ้าผู้ประท้วงถนอมที่นครปฐม 2 คน และถูกตีพิมพ์ในหน้า 1 ของบางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม 2519 (บางกอกโพสต์ออกวันละ 1 กรอบตอนเช้า) มาวิพากษ์วิจารณ์ว่า ใบหน้าผู้แสดงเป็นช่างไฟฟ้าที่กำลังถูกแขวนคอในภาพนั้นเหมือนพระบรมโอรสาธิราช แสดงว่า นักศึกษาจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

 

ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง กลุ่มจัดตั้งขวาจัดต่างๆในขณะนั้น ได้แพร่กระจายข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลนี้ออกไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอาศัยองค์กรสื่อมวลชนขวาจัด 2 องค์กร คือ นสพ.ดาวสยาม รายวัน และ สถานีวิทยุยานเกราะ เป็นเครื่องมือ โดยสถานีวิทยุยานเกราะออกอากาศปลุกเร้าอารมณ์ผู้ฟังอย่างหนักไม่หยุดตลอดบ่ายวันที่ 5 ข้ามคืนถึงเช้าวันที่ 6 มีการเรียกร้องให้จัดการกับนักศึกษาขั้นเด็ดขาด กระตุ้นความโกรธแค้นผู้ฟังถึงระดับทีหวังผลให้เกิดการใช้กฎหมู่ทำร้ายนักศึกษา ขณะที่ ดาวสยาม ได้ตีพิมพ์กรอบบ่ายเพิ่มจำนวนเป็นพิเศษ เผยแพร่ทั่วกรุงเทพ ในหน้า 1 เกือบเต็มหน้า ได้ตีพิมพ์ขยายรูปที่กล่าวหาว่าเป็นการ แขวนคอหุ่นเหมือนฟ้าชาย” (นี่คือคำพาดหัว ดาวสยาม ฉบับเช้าวันที่ 6 ตุลา ขอให้สังเกตว่า การปลุกระดมนี้วางอยู่บนการโกหกเพียงใด เพราะการ แขวนคอใช้คนแสดงจริง ไม่ใช่หุ่น) [7]

 

ด้านขบวนการนักศึกษาที่มีศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยเป็นกลางและชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขณะนั้นก็ได้เปิดแถลงข่าว บอกเล่าความจริงของความเป็นมาของการแสดงละครประท้วงถนอม (ซึ่งเป็นกิจกรรมของนักศึกษาธรรมศาสตร์เอง ไม่ใช่การจัดของศูนย์ฯ) และได้ยืนยันว่ายินดีจะให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบสวนตามกระบวนการทางกฎหมายทุกอย่าง ทั้งยังได้นัดกับนายกรัฐมนตรี จะเดินทางเข้าพบเพื่อชี้แจงในเช้าวันรุ่งขึ้น

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือตั้งแต่ช่วงบ่าย ช่วงกลางคืน วันที่ 5 ตุลาคม ถึงช่วงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม คือ การระดมกำลังจัดตั้งติดอาวุธของพวกขวาจัดอย่างขนานใหญ่ บรรดาผู้บงการของพวกเขาทราบดีว่า ถ้าปล่อยให้มีการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายและกระบวนการทางการเมืองแบบปกติ คือ ให้โอกาสนักศึกษาชี้แจงกับเจ้าหน้าที่และต่อสู้คดี และให้โอกาสนักศึกษาได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนทั่วไป คำโกหกของพวกเขา ก็จะไม่เป็นผล เพราะไม่เป็นเรื่องยากที่จะแสดงให้เห็นว่า ละคอนที่แสดงที่ลานโพธินั้น คือละคอนสะท้อนการฆ่าแขวนคอช่างไฟฟ้าที่นครปฐมเท่านั้น ไม่มีเนื้อหาใดๆเกี่ยวข้องกับราชวงศ์เลย ใบหน้าของผู้แสดงก็ไม่มีการตกแต่งให้เหมือนกับรัชทายาท อย่างที่มีการปล่อยข่าวแต่อย่างใด

 

ดังนั้น บรรดาผู้บงการขวาจัดจึงเร่งระดมอันธพาลการเมือง และกำลังติดอาวุธของรัฐบางส่วนที่พวกเขาควบคุมได้โดยตรง เข้าทำการปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่คืนวันที่ 5 และเริ่มโจมตีประปรายตั้งแต่กลางดึกคืนนั้น และโดยไม่รอให้ฟ้าสว่างในเช้าวันที่ 6 พวกเขาก็สังการให้กำลังเหล่านั้นทำการโจมตีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างเต็มที่พร้อมเพรียงกัน

 

สิ่งที่ตามมาคือ การฆ่าหมู่สยดสยองที่เหี้ยมโหดที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่[9]

 

สำหรับบทบาทของ ดาวสยามบทความ ชนวน : ภาพแขวนคอที่นำไปสู่กรณี 6 ตุลาของ สมศักดิ์ เจียม ธีระสกุล กล่าวไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า มีเพียง ดาวสยามเพียงฉบับดียว (โดยความร่วมมือของวิทยุยานเกราะ) ที่ นำเสนอข่าวในทำนองว่านักศึกษาจงใจดูหมิ่นเจ้าฟ้าชายคือสร้างสถานการณ์ในบ่ายวันที่ 5 ตุลาคม อันนำไปสู่การนองเลือดในวันรุ่งขึ้น [9]

 

สมศักดิ์ ให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าวในบทความชิ้นเดียวกันว่า แม้ว่าภาพถ่ายละคอนที่ตีพิมพ์ใน บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม 2519 (ตีพิมพ์ภาพละคอนแขวนคอเป็นที่แรก) จะถูกอ้างและนำไปแจ้งความต่อตำรวจกล่าวหาว่านักศึกษาหมิ่นองค์รัชทายาท แต่ภาพดังกล่าวไม่ใช่ภาพที่ถูกนำมารณรงค์และโจมตีนักศึกษา

 

อย่างไรก็ตาม สมศักดิ์มองว่ามีความเป็นไปได้ที่กลุ่ม ฝ่ายขวาจะได้ไอเดียสร้างสถานการณ์จากการเห็นภาพที่ตีพิมพ์ในบางกอกโพสต์ ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ตามปกติของทั้งนักศึกษาที่สะท้อนเหตุการณ์ออกมาเป็นละครและเสนอภาพข่าวที่น่าสนใจ

 

แต่ข้อสังเกตหนึ่งของสมศักดิ์ ที่มีต่อ ดาวสยามคือ ดาวสยามตีพิมพ์ออกมาวันละ 2 กรอบในช่วง 6 ตุลาคม 2519 ในขณะที่ปกติจะตีพิมพ์เฉพาะกรอบบ่ายของแต่ละวันเท่านั้น และตั้งแต่มีการแสดงละครมีการออกวางตลาด 3 ครั้ง คือ บ่ายวันที่ 4 (ลงหัววันที่ 5 ) เช้าวันที่ 5 และบ่ายวันที่ 5 (แต่ลงหัววันที่ 6) ถ้านับเช้าวันที่ 6 ด้วย จะมี 4 ฉบับด้วยกัน

 

เขาชี้ประเด็นว่า มีหลักฐานที่ ดาวสยามตีพิมพ์ภาพถ่ายจากการแสดงครั้งแรกตั้งแต่ฉบับที่ออกในบ่ายวันที่ 4 (ลงวันที่ 5 ซึ่งหาต้นฉบับไม่ได้แล้ว) ลักษณะอย่างไรบอกไม่ได้แล้ว แต่จากคำของ ดาวสยามเองที่พูดถึงเมื่อเกิดการกล่าวหาว่านักศึกษาแสดงละครหมิ่นองค์รัชทายาทที่ว่า ภาพนั้นเล็กและดูไม่ชัดเจนซึ่งแสดงว่าในเย็นวันที่ 4 ‘ดาวสยามยังไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติจากภาพที่ลงใน ดาวสยามครั้งแรก ดังนั้นในกรอบวันต่อที่ออกในเช้าวันที่ 5 ตุลาคม จึงไม่มีภาพเกี่ยวกับการแสดงละครเลย

 

แต่ในทางกลับกัน เช้าวันนั้นมีสื่อ  3 ฉบับที่พิมพ์ภาพถ่ายมาจากละคร คือ ประชาธิปไตย เนชั่น และบางกอกโพสต์ ซึ่งโพสต์เป็นเพียงฉบับเดียวที่เห็นหน้าด้านตรงของผู้ที่ถูกแขวนคอในละคร (อภินันท์ บัวหภักดี) ส่วนประชาธิปไตย เป็นภาพของวิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ผู้แสดงอีกคนหนึ่ง (แสดงสลับกันเพราะผู้แสดงจะเจ็บหน้าอกเมื่อถูกแขวน) ส่วนเนชั่นเป็นภาพด้านข้างของอภินันท์ นอกจากนี้ คำบรรยายใต้ภาพของบางกอกโพสต์ยังระบุชัดเจนว่าเป็นการแสดง ฉาก…การฆ่าแขวนคออย่างทารุณของแอ๊คติวิสต์สองคนหลังการกลับมาของอดีตผู้เผด็จการถนอม กิตติขจร

 

อย่างไรก็ตาม สมศักดิ์ ไม่ได้ยืนยันชัดว่า ฝ่ายขวาเกิดไอเดียเกี่ยวกับรูปภาพในบางกอกโพสต์ตั้งแต่เมื่อไร แต่ตั้งข้อสังเกตไว้ในราวช่วงบ่ายของวันที่ 5 ตุลาคม 2519 โดยยกหลักฐานของ วัลลภ โรจนวิสุทธิ์ ในหนังสือ ยังเตอร์กของไทย (2521) ว่า

 

กลุ่มผู้รักชาติและแม่บ้านจำนวนประมาณ 300 คน ที่ชุมนุมกันหน้าทำเนียบตั้งแต่เช้าวันนั้นเพื่อเรียกร้องให้เสนีย์ รับสมัคร สุนทรเวช และสมบุญ ศิริธร กลับเป็นรัฐมนตรี เมื่อใกล้บ่ายสามโมง

 

ก็เกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงขึ้นมาและมีผลสะท้อนร้ายยิ่งนัก กล่าวคือผู้ที่มาชุมนุมอยู่นั้นได้หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ประจำวันที่ 5 ตุลาคม 2519 มาสามสี่ฉบับ มีภาพผู้ถูกแขวนคอเหมือนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช…

 

จากนั้นในช่วงค่ำของวันที่ 5 ตุลาคม 2519 นางนงเยาว์ สุวรรณสมบูรณ์ สมาชิกชมรมแม่บ้าน เข้าแจ้งความที่ สน.ชนะสงครามว่า ศูนย์นิสิตฯเล่นละครหมิ่นองค์รัชทายาทโดยเล่าว่า “14.00 น. ตนได้เห็นภาพในหน้า นสพ.บางกอกโพสต์…หนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่รายงานข่าวการชุมนุมของพวกนี้จนถึงประมาณเที่ยงวันหรือหลังเที่ยงวันเล็กน้อย ก็ยังไม่มีการกล่าวถึงเรื่องภาพแสดงละคร  [10]

 

แต่เมื่อเรื่องนี้เริ่มแพร่กระจายในกลุ่มขวาหรืออนุรักษ์นิยม ดาวสยาม รายงานดังนี้

 

เมื่อวันที่ 5 เดือนนี้ เวลา 17.00 น. ได้มีบุคคลหลายอาชีพได้นัดประชุมโดย ยกรูปภาพในหน้าของ นสพ. ดาวสยาม ฉบับวันที่ 5 ต.ค. (กรอบแรก) [คือฉบับที่ออกในบ่ายวันที่ 4 – สมศักดิ์] และได้นำมาวิเคราะห์ถึงภาพและการกระทำของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาที่เล่นละครการเมืองในบริเวณลานโพธิ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยได้วิเคราะห์ว่ารูปภาพนั้นเหมือนสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช แต่เนื่องจากภาพนั้นเล็กและดูไม่ชัดเจน จึงได้ติดต่อขอมาที่ นสพ.ดาวสยาม และทาง นสพ. ดาวสยาม ก็ได้ให้ความร่วมมือ โดยขยายภาพให้ชัดเจนและไม่ได้มีการตบแต่งภาพแต่อย่างไร ส่งไปให้ยังตัวแทนของบุคคลกลุ่มนี้ที่มาขอรับ ที่ประชุมของบุคคลกลุ่มนี้ ได้มีมติเห็นพ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์ว่าภาพนี้เป็นภาพที่ส่อเจตนาดูหมิ่นราชวงศ์จักรี….

 

ทั้งนี้ สมศักดิ์ คาดว่าในช่วงบ่ายวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ‘ดาวสยาม กรอบบ่าย (ลงวันที่ 6 ตุลาคม ) ได้ตีพิมพ์ภาพการแสดงละครอีกครั้ง และภาพนี้ถูกใช้ในการปลุกระดมตลอดเย็นและค่ำวันนั้น อย่างไรก็ตาม ดาวสยามกรอบนี้หาดูไม่ได้ในปัจจุบันแต่สมศักดิ์เชื่อว่าเคยเห็น ภาพละครแขวนคอในดาวสยามฉบับนั้น

 

ในความทรงจำของผม เป็นภาพแบบ “โคลสอัพ” ขนาดใหญ่ เห็นตัวละครที่ถูกแขวนเพียงครึ่งตัว เป็นไปได้ว่านี่คือ ภาพที่ ดาวสยาม เองกล่าวถึงว่าได้ “ขยายภาพให้ชัดเจนและ…ส่งไปให้ยังตัวแทน” ของกลุ่มฝ่ายขวาในเย็นนั้น (และอาจจะมาจากเป็นภาพที่ทั้ง ดาวสยาม และ บ้านเมือง พิมพ์ในกรอบเช้าวันที่ 6 แต่อันหลังซึ่งไม่มีผลต่อการรณรงค์แล้ว จะเป็นระยะไกลขึ้น แสดงตัวผู้เล่นเกือบทั้งตัว) ที่แน่ๆคือเป็นคนละภาพกับที่พิมพ์ใน บางกอกโพสต์ [11]

 

บทวิเคราะที่ตามมาของสมศักดิ์หลังจากตรงนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเขาไม่ได้พูดถึงประเด็นที่ ดาวสยามตกแต่งหรือบิดเบือนภาพหรือไม่ แต่ชนวนของอารมณ์ความรู้สึกที่นำไปสู่ความรุนแรงกลับมาจากการรับรู้ที่แพร่หลาย และตามมาด้วยการนำเสนอของสื่อฉบับอื่นๆในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นกระแสและเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่สถานการณ์ในวันรุ่งขึ้น

 

แม้แต่ภาพใน ดาวสยาม ตอนบ่ายวันที่ 5 นี้ก็ไม่น่าจะเป็นภาพแต่ง? ผมไม่ได้ต้องการเสนอว่าเพราะหน้าคนเล่นละคร “เหมือน” อยู่แล้วจึงไม่ต้องแต่งภาพ แต่ต้องการจะเสนอว่า ความรู้สึกที่ว่า “เหมือน” นั้นที่สำคัญไม่ใช่มาจากหน้าคนเล่นละครแต่มาจากความรับรู้ (perception) ที่แพร่หลายไม่เพียงแต่ในหมู่ฝ่ายขวา แต่ในหมู่คนจำนวนไม่น้อยในขณะนั้นว่า ขบวนการนักศึกษา “แอนตี้สถาบัน” ด้วยเหตุนี้ ขอเพียงแต่ให้องค์ประกอบบางอย่างของภาพมีส่วนคล้ายคลึงเท่านั้น ก็ทำให้คิดไปในทางนั้นได้ทันที ในแง่นี้ เสื้อชุดทหารที่ตัวละครใส่อาจจะมีผลต่อความรู้สึกของคนดูภาพ มากกว่าใบหน้าตัวละครเสียอีก

 

เมื่อถึงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับก็ลงข่าวเรื่องนักศึกษาถูกกล่าวหาว่าเล่นละครหมิ่นองค์รัชทายาทแล้วราวกับว่านักศึกษาผิดจริงๆ และที่เหมือนกับจะเป็นการเยาะเย้ย (irony) ของประวัติศาสตร์ก็คือ บางกอกโพสต์ อาจเป็นฉบับที่ลงข่าวเข้าข้างนักศึกษาที่สุดในสถานการณ์เช่นนั้น แม้แต่ ไทยรัฐ หรือ ประชาชาติ ที่เคยเข้าข้างนักศึกษามาตลอดก็พาดหัวว่า “จับนักศึกษาหมิ่นฟ้าชาย” และ “สั่งสอบแขวนคอลานโพธิ์ ระบุภาพหมิ่นองค์รัชทายาท” ตามลำดับ โพสต์ เกือบเป็นฉบับเดียวที่ไม่ยอมระบุตรงๆเช่นนั้น แต่กลับพาดหัวเพียงว่า “สั่งสอบละครแขวนคอ ศูนย์นิสิตปฏิเสธผู้แสดงหน้าเหมือนใครทั้งสิ้น”[12]

 

ถึง 6 ตุลาคม 2519

ผมเห็นใบปลิวกระดาษปอนด์ลงรูปถ่ายที่กล่าวหาว่าพวกเราแสดงละครหมิ่นองค์รัชทายาท ตั้งแต่เวลา 18 น.วันที่ 5 ต.ค. ต่อจากนั้นผมได้ดู น.ส.พ. ดาวสยาม (มายืนขายหน้า ม.ธ. ด้วย ผมเห็นแล้วแค้นมากที่เราถูกกล่าวหาเช่นนั้น คนนับพันเมื่อวันที่ 4 เป็นพยานได้ เราไม่เคยแสดงละครแล้วตบแต่งรูปร่างหน้าตาดังรูปที่พิมพ์แจกออกนั้นเลย นศ.ปี 1 มธ.ดูตั้งนานแล้ว ไม่เห็นมีปฏิกริยาอะไร กลับมาเป็นเรื่อง เป็นราวเมื่อลงใบปลิวและลง น.ส.พ.นี่แหล่ะ ตอนนั้นผมไม่เข้าใจชัดนักว่า เขากล่าวหาเราเช่นนี้ทำไม คิดว่าคงใส่ร้ายป้ายสีกันตามเคย แต่ผมรู้สึกเหมือนคนอื่นๆว่าเหตุการณ์ตึงเครียดขึ้นทุกที) [13]

 

เนื้อความในจดหมายถึงเพื่อนจากในคุกของ ชวลิตร วินิจจะกูล หนึ่งใน 19 จำเลยคดี 6 ตุลาคม 2519 ได้เขียนเล่าบ่งบอกเหตุการณ์และความรู้สึกก่อนการรัฐประหารและนองเลือดในวันที่ 6 ตุลาคม 2519  ตอนนั้นเขาไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่า ทำไม ดาวสยามจึงใช้ประเด็นสถาบันเบื้องสูงมาใช้กับนักศึกษา แต่การนำประเด็น หมิ่นพระบรมเดชานุภาพครั้งนี้คงความหวั่นวิตกให้เขาและเพื่อนๆที่ชุมนุมนธรรมศาสตร์ไม่น้อย จึงทำให้ในเวลาประมาณ 21.00 น. ทางศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาต้องนัดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนครั้งใหญ่และด่วนที่สุด เพื่อแสดงหลักฐนและเหตุผลโดยให้ผู้แสดงละครเล่าความจริงทั้งหมดและให้ผู้สื่อข่าวดูใบหน้าและภาพถ่ายของ อภินันท์ ผู้แสดงว่าไม่เหมือนในใบปลิวเลย

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสื่อมวลชนจะซักถามจนหมดข้อสงสัยแล้ว แต่จดหมายของชวลิตร ระบุว่าวิทยุ 200 สถานียังคงให้ข่าวแบบเดิมต่อไป ฝั่งสนามหลวงมีการชุมนุมของอีกฝ่ายหนึ่งที่เขาเรียกว่า อันธพาลที่สร้างความรุนแรงประปรายไปเรื่อยๆตลอดคืน เช่น การขว้างปาสิ่งของ จุดไฟเผา ทำลายข้าวของ หรือยิงปืนขู่ ในขณะที่ตำรวจที่มาดูแลทำหน้าที่เพียงมองเหตุการณ์อยู่เฉยๆเท่านั้น

 

จนกระทั่งเวลาประมาณ 4.00 น. วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ตำรวจมากกว่า 200 คน มาล้อมทางเข้าออกทั้งหมดของธรรมศาสตร์ไว้พร้อมอาวุธครบมือ จากนั้นเสียงปืนจากอาวุธสงคราม ซึ่งเป็นอาวุธของเจ้าหน้าที่รัฐก็ดังขึ้นเป็นชุดๆ

 

เวลา 5.30 น. เสียงวิ๊ดดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงระเบิด มีคนตายและบาดเจ็บจากระเบิดลูกนี้ 3-4 คน หลังจากนั้นเสียงปืนระดมยิงก็ดังเข้ามาไม่มีหยุดในขณะที่ผู้ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พากันเข้าไปหลบในตัวตึกอาคารต่างๆ เขาเล่าเหตุการณ์ช่วงนี้ว่า

 

ยิ่งกว่าสงคราม เพราะที่นี่ฆ่าหมู่ฝ่ายเดียว ฝ่ายหนึ่งหมอบรอกระสุน อีกฝ่ายสูบบุหรี่ไปยิงไปอย่างเลือดเย็น

 

ผมเห็นภาพของตำรวจหลังออกจากคุก ท่ายิงอย่างสบายใจทั้งนั้น บางคนแบกปืนยิงรถถังทั้งที่ในธรรมศาสตร์ไม่มีรถถังสักคัน

 

หรือเขาอาจจะคิดว่า มีรถถังใต้หอฯใหญ่ มีเรือดำน้ำอยู่บนแท็งก์และในอุโมงค์ มีขีปนาวุธอยู่ที่ยอดโดม !” [14]

 

ในจดหมายฉบับที่ 2 เขาเขียนเล่าต่อไปว่า หลังจากเสียงระเบิดดังขึ้นเมื่อ 5.30 น. มีรถพยาบาลออกไปได้เพียงไม่กี่คัน เพราะมีคำสั่งห้ามจากข้างบน คนบาดเจ็บยิ่งมีมากจนรถพยาบาลไม่พอ จนต้องประกาศขอรถใครก็ได้มาลำเลียงคนเจ็บ แต่ถึงมีรถมากี่คันก็ถูกสั่งให้จอดรอจนคนตายอยู่ที่ท่าพระจันทร์

 

..ที่นี่นักศึกษาแพทย์ พยาบาลเริ่มต้นอาชีพในอนาคตด้วยการนั่งมองคนตายลงทีละคน

 

ได้ข่าวว่าโทรทัศน์วันนั้น ถ่ายภาพเหตุการณ์หน้า มธ.ด้านสนามหลวงไว้ได้มาก

 

ทั้งภาพกระชากสายน้ำเกลือออกจากร่างคนเจ็บ ภาพเทเปลคนเจ็บลงกับพื้นแล้วรุมกระทืบ ภาพรุมตีประชาทัณฑ์ ยังมีการแขวนคอแล้วกรีดคอจนเหวอะ แขวนคอแล้วเอาเก้าอี้พาด รุมตี ข่มขืนแล้วฆ่า จับลากไปเผาทั้งเป็น ฯลฯ

 

…หลังการจับกุมมีเสียงประกาศผ่านเครื่อขยายเสียง ตร.ว่า ขณะนี้มีช่างภาพต่างประเทศเข้ามาแล้ว ขอให้หยุดกระทำการทารุณต่างๆเสีย …พวกเขาเองก็ยอมรับว่าทารุณ แต่ก็ยังทำอยู่ กระทั่งเลิกเพราะกลัวความจริงจะเผยแพร่ไปทั่วโลก…

 

นี่คงเป็นเพียงภาพคล่าวๆของเหตุการณ์เท่านั้นว่า..ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เกิดอะไรขึ้น

 

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดครั้งนี้ สื่อมวลชนเข้าไปมีบทบาทสำคัญ ในขณะที่การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนจากต่างประเทศอีกชุดหนึ่งได้มีส่วนช่วยทำให้เหตุการณ์เย็นลงได้ เพราะ ความจริงมักเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับผู้อยู่ในที่มืดเสมอ

 

ในขณะที่ชาวต่างประเทศได้ดูภาพเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กันอย่างจริงจังทุกแง่ทุกมุม และปราศจากการบิดเบือนข่าว ภาพ คนไทยในประเทศกลายเป็นกลุ่มชนที่ถูกปิดบังไม่ให้ได้รับทราบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ในวันนั้น เมื่อมีผู้สนใจเข้าไปหาข้อเท็จจริงกลับถูกรัฐบาลที่มีอำนาจภายหลังเหตุการณ์จับกุมคุมขังข้อหา เป็นภัยสังคมสำหรับการทำหน้าที่ของสื่อ มีเพียง สรรพสิริ วิรยสิริ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 เท่านั้นที่กล้านำเสนอภาพเหตุการณ์สดๆของเหตุการณ์นี้มาเผยแพร่หลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไปไม่กี่ชั่วโมง ปรากฏว่าว่าเจ้าหน้าที่สถานีโทรทัศน์ช่องนี้ถูกปลดกันตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการสถานีมาจนถึงนักข่าว

 

สรรพสิริ เคยให้ความเห็นต่อเหตุการณ์นี้ว่า ลูกหลานเราทั้งนั้น ทำได้อย่างไร? คนไม่มีสิทธิจะผูกคอเขาการเกลียดชังที่เห็นวันนั้นมาจากการเพาะเชื้อของบางคน

 

และเขายังกล่าวถึงการทำหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชนด้วยว่า ผมไม่มีปืน..ผมสู้ได้อย่างเดียวโดยเอาความจริงมาเปิดเผยให้คนได้รับรู้ นี่คือหน้าที่ของผม” [15]

 

ภาพที่ชัดเจนอีกอย่างหนึ่งของเหตุการณ์ คือการเข้ามีมีบทบาทของทหารที่เข้ามามีบทบาทอีกครั้งผ่านความวุ่นวายที่สื่อสร้างให้เพื่อนำไปสู่การรัฐประหารในตอนเย็น ฝ่ายทหารนำโดย คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินมี พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้าคณะ ใช้เหตุผลที่สำคัญข้อหนึ่งในการรัฐประหารคือ นักศึกษาหมิ่นฟ้าชายซึ่งมาจากการนำเสนอของสื่ออย่างครึกโครมและได้สร้างความรู้สึกร่วมของสังคมถ่ายทอดไปสู่ประชาชนได้ด้วยสื่ออย่าง ดาวสยามและ วิทยุยานเกราะตลอดวันที่ 4,5 และ 6 ตุลาคม 2519

 

นอกจากนี้ยังมีเหตุผลต่อเนื่องกันที่ทหารนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงในการปราบปรามนักศึกษาและประชาชน ได้แก่ นักศึกษาชุมนุมและสะสมอาวุธในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อก่อการกบฎ มีการปะทะกันระหว่างกลุ่ม ผู้รักชาติกับกลุ่มนักศึกษา และตำรวจคุมสถานการณ์ไม่ได้ จึงต้องบุกเข้าไปในธรรมศาสตร์ และเหตุผลข้อสุดท้ายคือ นักศึกษาอาศัยการมี ประชาธิปไตยมากเกินไปหลัง 14 ตุลาคม 2516 เพื่อฉวยโอกาสเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะทำลายชาติ

 

NEO ดาวสยาม

บางทีภาพของ 6 ตุลาคม 2519 ทั้งเงื่อนไขและเป้าหมายอาจทำให้เราสามารถมองเห็นภาพหรือเงื่อนไขของปัจจุบันว่ามีความรู้สึกคลับคล้ายกัน หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ประเด็น หมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ถูกกลุ่มผู้รักชาติ (ใหม่) กับ NEO ดาวสยาม ยกมาใช้เป็นเงื่อนไขเพื่อกระทำการเดินไปสู่เหตุการณ์ที่อาจคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ 6 ตุลาในอนาคตเพียงเพื่อต้องการกำจัดศัตรูทางการเมือง

 

ถ้า 6 ตุลาคม 2519 เกิดขึ้นบนเงื่อนไขของการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังระบาดอย่างเป็นโดมิโนจนกระทั่งนำไปสู่การล่มสลายของสถาบันระมหากษัตริย์ในลาวแล้วและใกล้ตัวเข้ามา หากมองในเงื่อนไขปัจจุบันกรณีความสั่นคลอนของสถาบันพระมหากษัตริย์เนปาลก็ได้กลายเป็นประเด็น หวั่นวิตกที่ถูกมาผูกโยงกับประเทศไทย

 

ในความคล้ายคลึงกัน NEO ดาวสยาม ยังคงเดินในแนวทางที่มีภาพลักษณ์เก่าเชยมาปลุกระดมทางการเมืองและทำให้ประเด็นเพียงการไม่ยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนังของคนสองคนกลายเป็นเรื่องของ กลุ่มคนหรือ ขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเพื่อทำให้ไทยกลายเป็นสาธารณรัฐ

 

ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้อาจต้องลองถามตัวเองหรือไม่ว่าเวลาเช่าหนังแผ่นมาดูที่บ้าน ดูกับครอบครัว ชวนคนข้างบ้านมาดู ได้เปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีเพื่อยืนตรงและแสดงความเคารพแล้วหรือยัง ถ้า..ระดับความจงรักภักดีจะต้องวัดกันตรงไหนกันแน่???

 

ความจริงการที่สื่อมวลชนจำนวนหนึ่งอยากมีภาพลักษณ์ที่อนุรักษ์นิยมหรือเห็นแนวทาง ดาวสยามเป็นไอดอลคงไม่ใช่เรื่องผิดอะไรแม้จะถือแล้วไม่เท่ห์และอาจไม่เหมาะกับมาดนักธุรกิจที่ต้องมีวิสัยทัศน์ในโลกโลกาภัตน์ก็ตาม แต่มันก็เป็นเรื่องของเสรีภาพสื่อมวลชน อย่างไรก็ตามก็ต้องมองให้แยกขาดจากการวางตัวที่นำไปสู่เงื่อนไขในการเดินไปสู่สถานการณ์แบบ 6 ตุลาคม 2519 เพราะนั่นเป็นคนละเรื่องกับเสรีภาพอย่างสิ้นเชิง

 

สมศักดิ์ มีข้อสังเกตประการหนึ่งที่น่าสนใจมากและอาจใช้เป็นอนุสติของสังคมได้ เขามองว่า เหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แท้จริงแล้วไม่มีใครแม้แต่ผู้ที่ลงมือฆ่าหมู่และทำทารุณกรรมในเช้าวันที่ 6 เองสามารถรู้ล่วงหน้าตั้งแต่คืนวันที่ 5 ว่าจะเกิดการฆ่าหมู่ทารุณกรรมในลักษณะที่เกิดขึ้นจริง

 

ในความเห็นของผม พวกเขาไม่ได้วางแผนมาว่าจะทำแบบที่ได้ทำจริงๆ สิ่งที่พวกเขาตั้งใจไว้มากที่สุดคือจะ จัดการนักศึกษาธรรมศาสตร์ ด้วยความรุนแรง แต่เมื่อพวกเขาปล่อยความรุนแรงออกมาแล้ว รูปแบบการคลี่คลายของมันเป็นเรื่องเป็นไปเอง

 

 … เพราะสถานการณ์ที่พวกฝ่ายขวาก่อขึ้นมาในบ่ายวันที่ 5 ตุลาคม 2519 นั้นมันเหมือนกับผีดูดเลือด ที่เมื่อถูกปลุกขึ้นมาแล้วไม่มีใครสามารถควบคุมได้ ไม่มีใครสามารถทำให้มันสงบลงได้จนกว่ามันจะได้ดื่มเลือดคนจริงๆ  [16]

 

เพียงแต่ดูเหมือนว่าวันนี้ ผีดูดเลือดจะถูกหมอผีคะนองฤทธิ์ปลุกเสกมาใหม่และดูท่ามันชักจะกระหายอยากดื่มเลือดมากขึ้นทุกทีๆ

 

ขุนพลน้อย

อ้างอิง

 

[1]  สถิตินี้เป็นไปตามบันทึกสยามจดหมายเหตุ.ปีที่ 1 แต่กระนั้นตัวเลขที่ชัดเจนไม่มีใครทราบ และยังเป็นความลับที่ไม่อาจตรวจสอบได้จนถึงปัจจุบันนี้ (ที่มา : สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ . ‘เหตุการณ์ 6 ตุลาเกิดขึ้นได้อย่างไร ’.อาชญากรรมรัฐในวิกฤติการเปลี่ยนแปลง.คณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 , 2544)

[2]  สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เล่มเดียวกัน หน้าเดียวกัน

[3]  เล่มเดียวกัน

[4]  สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หน้า 76

[5]  สุธาชัย  ยิ้มประเสริฐ หน้า 131

[6]  สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล.  ผู้จัดการ-พันธมิตร กำลังก่อกระแส ละคอนแขวนคอยุคใหม่ประชาไท. 2 พ.ค. 51

[7]  สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล: ประชาไท 2 พ.ค. 51

[8]  สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล: ประชาไท 2 พ.ค. 51

[9]  สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล. ชนวน:ภาพแขวนคอที่นำไปสู่กรณี 6 ตุลา’ .ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง.สำนักพิมพ์ 6 ตุลารำลึก,2544

[10] สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล : หน้า153

[11] สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล หน้า 154

[12] สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล หน้า 154

[13] ชวลิต วินิจจะกูล. ‘จดหมายจากชวลิต วินิจจะกูล’ . 6 ตุลา เราคือผู้บริสุทธิ์ .กรุงเทพฯ: คณะกรรมการประสานงาน 20 ปี 6 ตุลา,2539

[14] ชวลิตร วินิจจะกูล : เราคือผู้บริสุทธิ หน้า 26]

[15] ใจ อึ๊งภากรณ์. สรุปข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519’ . อาชญากรรมรัฐในวิกฤติการณ์เปลี่ยนแปลง อ้างต่อจาก I.T.V. 2542 ,สารคดี ต.ค. 2541 หน้า 139

[16] สมศักดิ์ เจียมธีระสกุล: หน้า 160]

เพลงของเพื่อน

 

เพลง ความหมายของความรัก(ฉันอยากรู้)

 

ผ่านไปอีกปีอย่างรวดเร็ว

ความเศร้าสลายเจือจางไปตามกาลแต่ความคิดถึงคลับคล้ายมาแทนที่

 

คิดถึงเพื่อนคนหนึ่งที่เดินทางไปไกล..

 

ในที่ที่มันรออยู่คงสบายดี (เหมือนที่ตลกเล่นมุขว่าถ้าไม่สบายมันก็คงกลับมานานแล้ว) และตอนนี้อาจมองกลับด้วยอมยิ้มเท่ห์ๆแบบไสตล์ของมันเมื่อเห็นชีวิตของเพื่อนๆที่ยังต้องดิ้นรนในแต่ละวัน

 

1 ปีมานี้ หลายอย่างดำเนินไปอย่างเป็นเรื่องธรรมดา

เหมือนเดิมกันบ้าง เปลี่ยนแปลงกันบ้าง ตามครรลองแห่งวิถีชีวิต

แต่แน่นอน..เรื่องของมันยังคงอยู่ในความทรงจำของเพื่อนๆเช่นเดิม

ยามนึกถึงหลายๆครั้งมันยังดูแจ่มชัดราวกับเวลาได้หยุดเฉพาะช่วงเวลาหนึ่ง เอาไว้

 

แวะไปเยี่ยมเพื่อนต้อปในไฮไฟว์เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องไปเยี่ยมกันถึงดินแดนไกลโพ้น..คุณตูนเพื่อนเก่าแก่ของต้อปนำเนื้อเพลงที่ต้อปแต่งไว้ไปใส่ทำนองทำเสร็จแล้วก็นำมาเปิดให้มันฟัง

 

เพลงนี้หลายคนคงเคยได้ยินแล้ว แต่เพื่อให้หายคิดถึงกัน เลยขอดึงเพลงของเพื่อนมาเปิดไว้ที่นี่..

 

กูเอง

โบราณคดี 45

 

ส่งพี่

เก็บจันทร์  เกี่ยวดาว  จากสรวง

ร้อยมา  เป็นพวง  มาลัย

สวมศอ  ให้น้อง  คล้องไว้

เป็นขวัญแรก  ขวัญใหม่  ขวัญดี 

ยืมเสียง  ดนตรี  จากสวรรค์

ยืมบทเพลง  คนธรรม์  มากล่อมศรี

กี่วันผ่าน  แล้วหนอ  ราตรี

กาลเวลา  ไหลรี่  ลับไป 

หนึ่งพุ่ม  เป็นพวง  ม่วงไสว

ลอยล่องไป  ตามสาย  นที

แววมยุรา โรยราแล้ว   วันนี้

ขอชลธี   ส่งดอกไม้  สู่นิพพาน…

 อาลัย.. พิเศษ สังข์สุวรรณ

จากน้องธง..โบราณคดี รุ่น 45

‘ซาปาติสตา’ บนเส้นด้าย : นาโอมี ไคลน์ รายงานจากซานคริสโตบัล

ขอกลับมาใช้พื้นที่นี้อีกครั้งด้วยความเคารพใน วิญญาณขบถที่กำลังต่อสู้บนการคุกคามครั้งสำคัญในลาตินอเมริกา ขุนพลน้อยขอนำเสนอบทความอันทรงพลังที่คัดลอกมาจากเว็บไซต์ ประชาไทเพื่อเป็นกำลังใจในการต่อสู้ของผู้ไม่ยอมให้อำนาจใดๆมากดทับอยู่เหนือหัว และเพื่อจุดไฟในตัวตนเองที่เริ่มมอดดับไปก่อนหน้านี้ 

กลิ่นคาวเลือดแห่งสงครามกำลังมาหาพวกเขา เพียงเพราะไม่ยอมให้ใครมาปกครองเหนือผืนแผ่นดินอันเป็นที่รัก สักวันหนึ่งเราเองอาจต้องเดินไปสู่เส้นทางสายเดียวกันนี้…ช่วยส่งเสียงของท่านไม่ว่าทางใดทางหนึ่งที่จะปกป้องอนาคตของมนุษยชาติไม่ให้ไปสู่การสังหารหมู่อันโหดร้ายรอบใหม่ด้วยเถิด    

ภัควดี วีระภาสพงษ์ แปลจาก Naomi Klein, ‘A decade after Acteal, war is again on Mexico’s horizon,’ The Guardian; 21 December, 2007. 

ภาพการประสูติของพระเยซูมีให้เห็นดาษดื่นในเมืองซานคริสโตบัล เด ลาส คาซัส เมืองสมัยอาณานิคมบนที่ราบสูงของรัฐเชียปัส ประเทศเม็กซิโก แต่ที่ประตูทางเข้าศูนย์วัฒนธรรมเตียร์ราเดนโตร ภาพที่ต้อนรับสายตาผู้มาเยือนเปลี่ยนไปเล่าเรื่องราวของท้องถิ่น ตรงนั้นมีหุ่นคนกลุ่มหนึ่งขี่ล่อ ใส่หน้ากากสกีและถือปืนไม้ นี่เป็นช่วงฤดูท่องเที่ยวสำหรับ ซาปาทัวริสม์อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของนักเดินทางนานาชาติ ซึ่งผุดขึ้นรอบๆ การขบถของชาวพื้นเมืองที่นี่ และศูนย์เตียร์ราเดนโตรคือจุดเริ่มต้น หัตถกรรมสิ่งทอ โปสเตอร์และเครื่องประดับที่ทำจากซาปาติสตาขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

ในโรงแรมกลางแจ้ง บรรยากาศตอนสี่ทุ่มยังคึกคักจนเกือบน่าเวียนหัว พวกนักศึกษามหาวิทยาลัยนั่งดื่มเบียร์ยี่ห้อ Sol (ดวงอาทิตย์) ชายหนุ่มคนหนึ่งชูรูปถ่ายของรองผู้บัญชาการมาร์กอส ผู้นำขบถที่ใส่หน้ากากสกีและคาบไปป์ตลอดเวลา เขาบรรจงจูบรูปถ่าย พร้อมกันนั้น เพื่อนๆ ช่วยกันถ่ายรูปที่มีฉากหลังเป็นสถานที่กำเนิดขบวนการ ซึ่งได้รับการบันทึกและกล่าวขวัญถึงมากที่สุด  

มีคนพาดิฉันเดินฝ่าด่านนักดื่มที่กำลังฉลองกันครึกครื้นเข้าไปในห้องด้านหลังศูนย์วัฒนธรรมใกล้ๆ กับลานเหล้า บรรยากาศเคร่งขรึมในห้องราวกับโลกคนละใบ เอร์เนสโต เลเดสมา อาร์รอนเต นักวิจัยไว้ผมเปียวัย 40 ปี กำลังก้มดูแผนที่ทหารและรายงานขององค์กรสิทธิมนุษยชน คุณเข้าใจสิ่งที่มาร์กอสพูดไหม?” เขาถามดิฉัน มันเป็นคำพูดที่แรงมาก เขาไม่เคยพูดอะไรแบบนั้นมาหลายปีแล้ว 

เลเดสมา อาร์รอนเต หมายถึงคำแถลงที่มาร์กอสกล่าวในคืนก่อนหน้านั้น (วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคมผู้แปล) ที่การประชุมนอกเมืองซานคริสโตบัล คำแถลงมีชื่อว่า ความรู้สึกสีแดง: ปฏิทินและภูมิศาสตร์ของสงครามด้วยความเป็นมาร์กอส คำแถลงจึงเหมือนบทกวีและสงวนถ้อยคำเล็กน้อย แต่เมื่อกระทบโสตประสาทของเลเดสมา อาร์รอนเต คำแถลงนั้นคือสัญญาณเตือนรหัสสีแดงนั่นเอง (สัญญาณเตือนภัยสงครามของซาปาติสตาผู้แปล) พวกเราที่เคยผ่านสมรภูมิมาแล้ว ย่อมรู้จักสำเหนียกร่องรอยเมื่อมีการเตรียมพลและสงครามใกล้มาถึงมาร์กอสกล่าว มีสัญญานแห่งสงครามลอยเด่นที่ขอบฟ้า สงครามก็เฉกเช่นความกลัว มันมีกลิ่นไออย่างหนึ่ง และตอนนี้เรากำลังสูดได้กลิ่นคาวฉุนในดินแดนของเรา 

การประเมินสถานการณ์ของมาร์กอสยืนยันสิ่งที่เลเดสมา อาร์รอนเตและเพื่อนนักวิจัยแห่ง ศูนย์วิเคราะห์การเมืองและค้นคว้าวิจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจกำลังเกาะติดด้วยแผนที่และแผนภูมิ ในฐานทัพถาวรทั้ง 56 แห่งที่รัฐบาลเม็กซิกันวางกำลังไว้ในดินแดนชาวพื้นเมืองในรัฐเชียปัส มีความเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีการปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ขนานใหญ่และเคลื่อนย้ายกองพลชุดใหม่เข้าไป รวมทั้งกองกำลังหน่วยรบพิเศษด้วย

ทั้งหมดนี้คือสัญญาณบอกถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากซาปาติสตากลายเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกของการต่อต้านขัดขืนรูปแบบใหม่ เราจึงมักลืมไปว่า สงครามในเชียปัสไม่เคยยุติลงจริงๆ มาร์กอสนั้น แม้จะปิดบังตัวตนที่แท้จริง แต่เขาก็แสดงบทบาทท้าทายอย่างเปิดเผยในการเมืองของเม็กซิโก โดยเฉพาะในช่วงการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างดุเดือดเมื่อ ค.ศ.2006 แทนที่จะสนับสนุนผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสายซ้ายกลาง อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ เขากลับนำขบวน การรณรงค์ทางเลือกอื่นคู่ขนานกับการเลือกตั้งแทน โดยเรียกร้องให้หันมาสนใจประเด็นปัญหาที่ผู้สมัครทั้งหลายละเลย 

ในช่วงนั้น บทบาทของมาร์กอสในฐานะนายทหารของกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติซาปาติสตา (EZLN) ดูเหมือนเลือนหายไปเป็นเพียงฉากหลัง มาร์กอสสวมบทเป็น ผู้แทนหมายเลขศูนย์ซึ่งหมายถึงการต่อต้านผู้สมัครชิงตำแหน่งทั้งหลาย ในคืนวันประชุม มาร์กอสประกาศว่า การประชุมนี้จะเป็นการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายสำหรับการรณรงค์ครั้งนี้และเขาจะไม่ปรากฏตัวไปอีกระยะหนึ่ง

อย่าลืมว่า EZLN คือกองทัพเขาเตือนใจผู้ฟัง และย้ำว่าเขาคือ นายทหารเสนาธิการคนหนึ่งของกองทัพนี้ EZLN กำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามร้ายแรงครั้งใหม่ ภัยคุกคามที่ทะลวงเข้าไปถึงหัวใจการต่อสู้ของซาปาติสตา ระหว่างการลุกฮือขึ้นก่อกบฏเมื่อ ค.ศ.1994 EZLN อ้างสิทธิเหนือที่ดินผืนใหญ่และยึดมาเป็นกรรมสิทธิ์รวมหมู่ นี่คือชัยชนะที่เป็นรูปธรรมที่สุดของ EZLN 

ในข้อตกลงซานอันเดรสเมื่อ ค.ศ.1996 มีการรับรองสิทธิเหนือดินแดนแห่งนี้ ทว่ารัฐบาลเม็กซิกันกลับคำไม่ยอมลงนามในสัตยาบันรับรองข้อตกลง หลังจากไม่สามารถทำให้มีการรับรองสิทธิตามกฎหมาย ซาปาติสตาตัดสินใจมุ่งหน้าทำให้สิทธินี้กลายเป็นความจริงขึ้นมาบนผืนดิน พวกเขาก่อตั้งรัฐบาลของตัวเอง หรือที่เรียกว่า สภาการปกครองที่ดีและเริ่มสร้างโรงเรียนและสถานพยาบาลของตนเอง ยิ่งซาปาติสตาขยายบทบาทกลายเป็นรัฐบาลโดยพฤตินัยในพื้นที่กว้างใหญ่ของรัฐเชียปัส รัฐบาลกลางและส่วนปกครองท้องถิ่นในมลรัฐของเม็กซิโกก็ยิ่งตั้งใจหาทางบ่อนทำลายซาปาติสตามากขึ้น 

ตอนนี้เลเดสมา อาร์รอนเตกล่าว รัฐบาลมีวิธีแล้ววิธีการก็คือ ใช้ความต้องการได้ที่ดินซึ่งฝังลึกในหมู่เกษตรกรในรัฐเชียปัสเป็นอาวุธต่อกรกับซาปาติสตา ศูนย์วิจัยของเลเดสมา อาร์รอนเตเก็บรวบรวมหลักฐานถึงวิธีการต่างๆ เอาไว้ เฉพาะในพื้นที่เขตเดียว รัฐบาลทุ่มเงินถึงราว 16 ล้านดอลลาร์เพื่อเวนคืนที่ดิน จากนั้นก็นำมาแจกให้แก่สมาชิกของครอบครัวจำนวนมากที่มีเส้นสายกับพรรคปฏิวัติสถาบัน (PRI) ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องการคอร์รัปชั่นอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่ที่ดินเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในความครอบครองของครอบครัวชาวซาปาติสตา ที่เลวร้ายที่สุดก็คือ เจ้าของที่ดินรายใหม่ส่วนใหญ่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มกองกำลังกึ่งทหารที่ใช้อำนาจเยี่ยงอันธพาล ซึ่งพยายามขับไล่ซาปาติสตาออกไปจากที่ดินที่มีการออกเอกสารใหม่ 

นับตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมา เกิดความรุนแรงขยายวงกว้างอย่างเห็นได้ชัด มีทั้งการข่มขู่โดยยิงปืนขึ้นฟ้า รุมทำร้ายทุบตีอย่างป่าเถื่อน และมีรายงานว่าครอบครัวชาวซาปาติสตาจำนวนมากถูกขู่ฆ่า ข่มขืนและหั่นเป็นชิ้นๆ อีกไม่นาน กองทหารในค่ายก็จะมีข้ออ้างให้เข้าไปฟื้นฟู สันติภาพระหว่างกลุ่มชาวพื้นเมืองที่ทะเลาะวิวาทกันเอง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ซาปาติสตาพยายามสงบนิ่งต่อความรุนแรงและเปิดโปงการยั่วยุต่างๆ นานา แต่เพราะการเลือกไม่ยอมหนุนหลังโลเปซ โอบราดอร์ในการเลือกตั้งเมื่อ ค.ศ. 2006 ทำให้ขบวนการสร้างศัตรูที่ทรงอำนาจขึ้นมา และดังที่มาร์กอสกล่าวว่า เดี๋ยวนี้ เสียงเรียกขอความช่วยเหลือของพวกเขาพบแต่ความเงียบงัน 

ครบรอบ 10 ปีพอดี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1997 ปฏิบัติการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการต่อต้านซาปาติสตา กองกำลังกึ่งทหารกลุ่มหนึ่งเปิดฉากยิงใส่โบสถ์เล็กๆ ในหมู่บ้านอัคเตอัล สังหารชาวพื้นเมืองไปถึง 45 คน ในจำนวนนี้มีเด็กและวัยรุ่นเสียชีวิต 16 คน บางศพถูกสับด้วยมีดมาเชตี ตำรวจของมลรัฐได้ยินเสียงปืน แต่ไม่ทำอะไรเลย ในช่วงหลายสัปดาห์มานี้ หนังสือพิมพ์ในเม็กซิโกตีพิมพ์บทความจำนวนมากรำลึกถึงวาระครบรอบสิบปีของการสังหารหมู่ แต่ในรัฐเชียปัส ประชาชนจำนวนมากบอกว่า สถานการณ์ในวันนี้ให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าขนลุก ทั้งกองกำลังกึ่งทหาร ความตึงเครียดที่ทวีขึ้น ความเคลื่อนไหวลับๆ ล่อๆ ของกองทัพ การถูกโดดเดี่ยวอีกครั้งจากส่วนอื่นๆ ของประเทศ พวกเขาส่งความวิงวอนขอร้องมาสู่ผู้คนที่เคยสนับสนุนพวกเขาในอดีต

โปรดอย่ามองแต่อดีต โปรดมองไปข้างหน้า และช่วยป้องกันการสังหารหมู่อัคเตอัลครั้งใหม่ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นด้วยเถิด 

……………………………………………… 

นาโอมี ไคลน์ เจ้าของผลงาน No Logo อันลือลั่น มีเว็บไซท์อยู่ที่ naomiklein.org 

ศิลปากร

พักนี้ Archaeo 45 ไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวไปนาน บังเอิญว่าเหนื่อยๆ เนือยๆจากอะไรหลายๆอย่างในช่วงยามนี้ แต่จะพยายามสร้างความคึกคักดังแต่ก่อน วันที่ 15 กันยายน ของทุกปีเป็นวันอาจารย์ศิลป์ หรือวัน ศิลป์ พีระศรีผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร ผมได้แวะเข้าไปเยี่ยมเยียนในเว็บไซต์โบราณคดีรุ่นที่ 43 www.thaiarchaeology.com เห็นกระทู้เรื่อง ศิลปากรอ่านดูแล้วสนุกดี จึงขอดึงมาเผยแพร่ต่อในโอกาสวันอาจารย์ศิลป์ประจำปี 2550 ที่จะวนครบรอบมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ 

โพสต์โดย ceoofpca

นี่ก็ใกล้วันอาจารย์ศิลป์ แล้วปีนี้ เป็นวันเสาร์ ที่ 15 กันยายน 2550พอดีเห็น เมลล์นี้เลยเอามาฝากกัน มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางด้านศิลปะมาอย่างยาวนาน >น้องใหม่ของศิลปากรควรจารู้ว่า>

1. ตรามหาลัย คือ พระพิฆเณศวร ทั้งกระดุม เข็ม หัวเข็มขัด หัวติ้ง

2. สีประจำมหาลัย คือ สีเขียวเวอร์ริเดียน เป็นสีของน้ำทะเลที่ลึกมากๆ

3. ดอกไม้ประจำมหาลัย คือ ดอกแก้ว สามารถพบเห็นได้ที่สวนแก้ว กลางวังท่าพระ

4. เพลงประจำมหาลัย เป็นเพลงภาษาอิตาเลียน ชื่อว่า ซานต้า ลูเชีย

5. คณะแรกของมหาลัย+ฝั่งวังท่าพระ คือ คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์

6. คณะแรกของฝั่งทับแก้ว คือ อักษรศาสตร์

7. คณะโบราณคดี เป็นคณะเดียวในประเทศไทย ที่เปิดสอนที่นี้เพียงที่เดียว

8. โรงอาหารยูเนี่ยน คือ โรงอาหารกลางประจำมหาลัย ที่ท่าพระแม่ค้าอยู่มาตั้งแต่เป็นพี่ จนปัจจุบันเป็นป้ากันทั้งหมดแล้ว (แนะนำให้กรมศิลป์มาจดทะเบียน)

9. ชั้นบนของโรงอาหารยูเนี่ยน คือ ที่ตั้งของสโมสรนักศึกษาประจำมหาลัย

10. เพชรช้อป คือโรงอาหารอีกแห่งที่ทับแก้ว เป็นที่ยอดฮิตในยามกลางวันเมื่อไม่มีที่ไปไหนจริง

11. อาร์ต อเวนิว ก้อมีอาหารอร่อย แต่รอนานโคตรๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  อยากกินต้องไม่มีเรียนบ่ายถึงจาเหมาะที่สุด

12. 7/11 กลางมหาลัย เปิดแอร์เย็นมาก  เดินเข้าไปซื้อของแป็ปเดียวออกมาแว่นฝ้าเลย

13. อยากกินผลไม้ ต้องเจ๊ตุ่ม ยูเนี่ยน

14. เด็กคณะวาดรูป เรียกเพชรช้อปว่า ลานนม

15. ลานนม มาจากการที่ตั้งอยู่ใกล้ด้านหลังของหอหญิง (หอ 4 ) นั่งกินข้าวไป แหงนไป อ้าวเดินออกมาตากเสื้อใน เกงในซะงั้น 16. เพชรช้อปใหม่ เย็นสบายกว่าอันเก่า แต่นั่งกินข้าวที่นี้ไม่เห็นตุ๊ดตู่เลย

17. ตุ๊ดตู่ คือชื่อเล่นที่สุภาพของตัวเงินตัวทอง  ที่คุณสามารถพบเห็นได้อย่างชุกชุมที่ทับแก้ว เพราะมีบ่อน้ำขนาดใหญ่มากๆกลางมหาลัย

18. ลานทรงพลของคณะอักษรศาสตร์ เดิมคือ ลานประหารในสมัยโบราณ

19. รับน้องชายของอักษร รับกันที่ลานทรงพลตอนกลางคืน

20. เอ4 คือ ชื่อโรงละครใหม่ของอักษร แต่ตั้งอยู่ใกล้ศึกษามากกว่า

21. โรงละครทรงพล คือโรงละครที่ศักดิ์สิทธิ์ของเด็กละครทุกคน

22. อารยธรรมไทย คือ วิชาที่เดกอักษรติดเอฟเยอะมากที่สุด ต่อรุ่นตกประมาณ100-200คน จากจำนวนเด็กทั้งหมดในรุ่นที่มีประมาณไม่เกิน 800 คน

23. แดนสนธยา คือ ชื่อเรียกตึกคณะวาดรูปทั้ง 3 ที่อยู่หลังม. ได้แก่ จิตรกรรม มัณฑศิลป์ และสถาปัตยกรรม

24. ห้องอาหารใต้ตึกศิลป์ 1 ขายข้าวถูก ให้เยอะมากเหมือนกรรมกรกิน (เดกวาดรูปกินโคตรจุ)

25. สาวฮอตของท่าพระ คือ เด็กโบราณ ที่ทับแก้วแน่นอน คือเด็กอักษร

26. ชนช้าง คือการเชียร์โต้ของคณะต่างๆ

27. อักษร มีชนช้างกับคณะฮอตของมหาลัย คือ จิตรกรรม ดุริยางค์ มัณฑศิลป์ (ในยามที่เค้าว่าง)

28. มัณฑศิลป์มันยาวไป ใครๆก้อเรียกว่า เด็กเด็ค

29. เด็กจิตรกรรม เป็นหลีดทุกคน ชุดหลีดอลังการมี่สุดด้วยงบประมาณอันน้อยนิดจนไม่น่าเชื่อ

30. เด็กจิตรกรรมปี1 ทรงผม การแต่งกาย อาจคล้ายเด็กช่างกล+เด็กนักเรียนเตรียมทหาร

31. ลิฟท์ที่โบราณมีขนาดเล็กมาก ยืนกัน 3 คนก้อเต็มแล้ว

32. แถมด้วยบันได เดินสวนกันไหล่ก้อชนกัน

33. ศิลปากรวังท่าพระ เป็นมหาลัยที่มีเนื้อที่เล็กจนไม่น่าเชื่อว่ามีคณะอยู่ถึง 4 คณะ คือ โบราณ จิตรกรรม เด็ค และถาปัด

34. หอสมุดที่วังท่าพระ อยู่ชั้นใต้ดิน

35. ที่ทับแก้ว การจราจรวุ่นวายมากทั้งจักรยาน รถป็อป มอไซค์ และรถเก๋งที่วุ่นวายสุดๆ ต่างคนต่างขับมีปัญญาก้อหลบกันเอง

36. เปิดเทอมวันแรก รุ่นพี่ขับรถหลบรุ่นน้อง หลบไม่พ้นชนก้อเคยมาแล้ว

37. ซ.ลิตเติ้ลพาย คือซ.ที่มีหออยู่มากที่สุดในย่านหน้า ม. คือ นิยมไทย/ลิ้มฮกไถ่/ชยาทิพย์แมนชั่น/เวศฒ์วรุฒ/วีเจ/ลีลาเพลส/ริชแมนชั่น/อินไวท์/อินดี้/สนามจันทร์แมนชั่น ฯลฯ

38. หลังม.มีทางรถไฟ+กลิ่นขี้หมูเล็กน้อย

39. เด็กเด็ค คืออะไรที่สาวๆใฝ่ฝันหา ทั้งใน+นอกมหาลัย เอกที่เด่นดังคือ นิเทศน์ศิลป์ อินทีเรีย ประยุกต์ศิลป์ เซรามิก อะไรยังงี้

40. ถาปัด เวลารับน้องจะมีการแสดงที่แตกต่าง ใช้กลองที่ไม่เหมือนใคร +ไม่เคยมีใครฟังเพลงของเค้ารู้เรื่อง

41. หลีดอักษร อะไรที่ทุกคนอยากดู

42. ผู้หญิงดุริยางค์ ใส่พลีตยาวคลุมตาตุ่มแทบทุกคน

43. หอนอก หอใน บางทีราคาเท่ากันเลย

44. เทวาลัยคเณศ ในพระราชวังสนามจันทร์ มองผ่านไปเห็นยอดองค์พระปฐมเจดีย์ที่สวยงาม

45. ร้านส้มตำพี่ยิ้มที่ เอ 2 อร่อยทุกอย่าง ยกเว้น ส้มตำ

46. ในช่วงเวลาใกล้สอบ ที่นั่งหอสมุดที่เคยรกร้างจะถูกจับจองจนเต็มตั่งแต่ตอนที่หอสมุดเปิด

47. ศิลปากรนิยม มีเพียงเด็กจิตรกรรม+เด็กอักษรร้องเท่านั้น

48. ห้องแล็ปชั้น 2 ของตึก 50 ปีคณะอักษรศาสตร์ เคยมีคนผูกคอตายกับขื่อทีวีเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

49. อักษรมีศาลคณะที่ศักดิ์สิทธิ์ เดิมเป็นเพียงคณะเดียวที่มีศาล

50.เด็กแต่ละคณะมีบุคลิกที่แตกต่างกันสุดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ>

51. รับน้องรวม กีฬาเฟรชชี่ คือ เทสกาลหาคู่ของเด็กทุกคน

52. งานลอยกระทงของมหาลัย ใครพาแฟนมาลอยที่สระแก้ว—เลิกกัน พาคนที่แอบชอบมาลอย————–เป็นแฟนกัน แต่เห็นทีไร แอบชอบใครก้อเขยิบเข้าไปลอยใกล้ๆทุกที แต่ก้อยังไม่ได้เป็นแฟนกัน

53. งานกิฟต์ คืองานขายของทำมือจากเด็กเด็ค ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วสารทิศ ใครต่อใครก้อพากันมาเดิน(อย่าหลงคิดว่าของถูกนะคะ บางอย่างก้อแพงจัง (ลดราคาบ้างดิ)

54. ศิลปากรมีทั้งหมด 4 ฝั่ง คือ วังท่าพระ (จิตรกรรม ถาปัด โบราณ เด็ค) ตลิ่งชัน (ดุริยางค์ มัลติ วาแตล) ทับแก้ว หรือพระราชวังสนามจันทร์ (อักษร >ศึกษา วิทยา วิดวะ เภสัช คณะวาดรูปในบางปี โรงเรียนสาธิต)  เพชรบุรี ( ไอซีที สัตสาด การจัดการ)

55. ผู้ก่อตั้งมหาลัย คือ ศาสตราจาร์ยศิลป์ พีระศรี ชาวอิตาเลียน

56. เพศที่สามสามารถแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาหญิงได้ ทั้งมาเรียนและมาสอบ

57. ตึกกะทะ อาคารหอประชุมที่ดูยังงัยก้อม่ายเหมือนกะทะ

58. เรียนตึกกะทะทีไร ถ้าไม่เช็กชื่ออย่าหวังว่าจะโผล่ไป

59. สโนไวท์ คือ ร้านอาหารที่มีความนิยมมากที่ทับแก้ว เด็กที่นั่นทุกคนต้องเคยไปกิน

60. ข้าวต้มหลังมอ ร้านข้าวต้มสุดคลาสสิก(อีกนัยคือโบราณมากๆ) ถูก อร่อย อิ่มมาก (หลังจากกินเสร็จใหม่ๆเท่านั้น)

61. จั๊กกี้ คือน้องจักรยาน

62. จันทร์พาเลส หอรวมที่หรูสุดในแถบนั่นแล้วมั้ง

63. สปอร์ตคอมเพล็กซ์ ชื่อดูหรูความจริงคือ ลากกว้างขนาดใหญ่ที่มีแป้นบาสอยู่ 2 อัน เอาไว้ประดับสนามเวลาเตะบอล ไม่มีงานจริงๆเด็กส่วนใหญ่ไม่เคยเฉียดกรายไป

64. ตึกคณะสัตสาด เค้าว่ากันว่าสร้างผิดหลักฮ้วงจุ้ยอย่างแรง เด็กเรียกร้องให้หาอะไรมาเสริมดวงคณะด่วน

65. ที่เพชรบุรีไม่มีหอนอก

66. ยังไม่พอ 7/11ก้อไม่มี  มีแค่ร้านขายของผู้ยึดครองกลุ่มเป้าหมายทั้งมหาลัยเพียงร้านเดียว

67. ข่าวดี เทอมนี้หอที่นั่น อยู่ 5 คน

68. SMA หรือ สมา คือการประกวดวงดนตรีภายใน

69. สมามันทุกปีมีกี่วันคนดูแน่นตลอด ทั้งๆเป็นช่วงใกล้สอบมากๆ

70. อกทก. ย่อมาจาก องค์การกระเทยทับแก้ว กระเทยทุกคนเป็นเมมเบอร์ฟรีตลอดชีพ จบไปก้อยังมีคนคิดถึงอยู่ตลอด

71. ยามกลางวันแทบจะไม่เคยเห็นพวกเด็กที่เรียนวาดรูป พระอาทิตย์ตกดินหรือเลยไปยันใกล้เช้านั่นแหละ คึกคักออกมาเผยโฉมกันเต็มไปหมด

72. ปีนี้มหาลัยครบรอบ 65 ปี

73. เด็กศิลปากร ไม่ได้เป็นเด็กแนวทุกคนนะคะ อย่าเหมารวม

74. ตลาดนัด — ที่สังสรรค์+ช้อปปิ้งของเด็กทับแก้วทุกวันพุธ  ขาดเธอไปเด็กที่นี่คงแย่

75. ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น คือคำขวัญที่อยู่ในใจของเด็กศิลปากรทุกคน

76. หากสนใจในศิลปากร อยากสัมผัสบรรยากาศที่ชิวกันทั้งมหาลัย ก้อมาเยี่ยมเยียนได้นะคะ หรือหากสนใจข้อมูลข่าวสารต่างๆของมหาลัยก้อ http://www.su.ac.th หรือเรื่องราวของคณะต่างก้อต้องhttp://www.smo.su.ac.th ขอบคุณทุกเม้นท์นะคะ ยินดี ต้อนรับน้องใหม่ทุกคนคะ

77. ซ.เถิดเทิง คือชอยที่มีบ้านเช้าของเด็กเด็คอยู่เยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆ ว่ากันว่าหลงเข้าไปแล้วคุณจะติด

78. เต้นท์เขียว คือแหล่งรวมร้านอาหารยามเย็นไปจนดึกดื่น

79. ถามเด็กทับแก้วรุ่นก่อนดู ใครไม่รู้จักร้านสถานี หรือร้านสบายในปัจจุบันบ้าง ร้อยละ 90 ต้องเคยไปเมาอยู่ที่นี่แน่นอน

80. ตลาดนัดเวลล์ มีวันเดียวกับตลาดนัดในม. ไปมันทุกอาทิตย์ทั้งที่ยังม่ายรุว่าจะซื้ออะไรดี

81. ร้อยทั้งร้อยของเด็กศิลปากรต้องเคยอุดหนุนตุ๊กตาหมี หรือสร้อยสลักชื่อของพี่เด๋อ กะเจ๊ป๋อม เจ้าประจำในตลาดนัด มีงานกี่งานคู่นี้ออกร้าน+ขายดีตลอด

82. ใหญ่สุกี้กะทะร้อน ทำไมที่อาร์ตให้น้อยกว่าตรงเต้นท์เขียว แถมรอนานกว่ามากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

83. คลีนิคหมอประทีป ที่อยู่ตรงประตูฝั่งสาธิต ต้องมีสักครั้งที่คุณหลงเข้าไปหายามเจ็บไข้ได้ป่วย

84. งานคืนหนึ่งหนังไทย มักมีแบบเงียบๆๆๆๆๆๆๆ ไร้การโปรโมต คืนนี้ฉายหนังอะไรต้องไปถามเด็กหอในเอา แถมตารางการฉายก้อไม่แน่นอนขึ้นๆลงๆเป็น

. เพลย์กราวนด์ คือวงดนตรีที่มาเล่นในงานรับน้องรวมบ่อยมากในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เล่นมา 3 ปีแล้วงิ

86. สะพานสระแก้ว คือจุดชมวิวยามเย็น ที่นั่งจีบกันของคู่รักข้าวใหม่ปลามัน

87. หากมองเลยไปสักนิด คุณจะเห็นวงขี้เหล้ามาคอยเล่นดนตรีขับกล่อมบรรเลงเพลงให้เข้ากับการจีบกันของคุณ

88. ศาลา 8 เหลี่ยม ที่สิงสถิตของใครต่อใคร เอาไว้แซวสาววันที่มีตลาดนัดก้อเข้าที กินข้าวกลางวันก้อเหมาะบางครั้งแอบยามมากินเหล้าก้อได้ใจ(แต่แมร่งโคตรมืดเลย ก้อไม่มีไฟสักดวง) 

89. หากผ่านคณะอักษรตอนกลางคืน แล้วได้ยินเสียงร้อง อ้า อ้า >อ้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ดังขึ้นมา อย่าตกใจไป เค้ากำลังโปรเจคเสียงเพื่อซ้อมละครกันอยู่

90. จักรยานหาย อย่าตกใจ ลองไปเดินหาแถวแดนสนธยาดิ อาจพบเป้าหมายของคุณ

91. พวกเด็กวาดรูปไม่ได้ขโมย แค่ยืมไปขี่แล้วว่าจะเอาไปคืน แต่จำไม่ได้ว่าเอามาจากที่ไหนก้อเลยรอให้เจ้าของมาตามเอง

92. ศาลาขาว ริมน้ำ ในตอนกลางคืน เห็นคนเป็นคู่ จูฮุกกรู อย่าเข้าไปขัดหละ

93. เด็กหลายคนที่นี้อาจเคยโดนคำถามแบบนี้ เรียนที่ไหนเหรอจะ” เพิ่ลแม่ถามศิลปากรคะ” เก่งจังสอบวาดรูปติดที่นี่เลยเหรอ ไปแอบฝึกมาตอนไหนละลูก” “+-+” งงไปเลย

94. ร้านข้าวที่องค์พระไม่ได้อร่อยทุกร้านเสมอไป

95. ที่ตั้งของศิลปากรเพชรบุรี ที่อยู่ตามไปรษณีย์ อ.หัวหิน ที่อยู่ตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นจริง —เลยมอนิดหน่อยก้อออกประจวบแล้วดิ

96. ศิลปากรสอนให้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า และรอบด้าน หากเรียนที่นี้แล้วมุ่งหวังแต่กระดาษที่เรียกว่า ใบปริญญาเพียงแผ่นเดียว เชิญร้านถ่ายเอกสารเลยคะ

97. สุนัขจรจัดหน้า 7/11 ดุมาก วันไหนอารมณ์ดีก้อดีดี๊สงบนิ่ง วันไหนอารมณ์เสีย เห่าซะแม่รงอยู่นั่น ใครมองก้อวิ่งไล่เค้าซะอย่างงั้น

98. หลายฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า บัตรผ่านประตูเข้าออกที่ทับแก้วนั้น เสียเวลา ทำให้รถติดมากขึ้น ข้อดีมีข้อเดียวคือ ป้องกันรถหาย

99. หน้ามอ ที่ทับแก้วเกิดอุบัตเหตุบ่อยมาก

100.มาเรียนที่นี้กันเยอะๆๆๆๆๆๆๆๆนะคะ เด็กศิลปากรก้อช่วยกันเม้นท์ด้วยนะ  อ่านแล้วก็ได้บรรยากาศ ศิลปากร ดีหวังว่าเพื่อนๆพี่ๆๆ น้องคงมาร่วมงาน กันคับคั่ง เพราะเป็นวันเสาร์

แล้วเจอกันนะจ๊ะ

 อัพเดทล่าสุด…คณะโบราณทำลิฟท์ใหม่แล้ว (ความแคบเท่าเดิม)ขุนพลน้อย

‘วัฒนธรรมอำนาจ’ ผ่านเครื่องแบบ ‘นักศึกษา’

ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง 

เป็นเรื่องจริงมากทีเดียวที่สังคมไทยมักชอบตอแหลตัวเองว่าเป็นสังคมวัฒนธรรมที่มีเสรีภาพและประชาธิปไตยมากมายจนมักอธิบายถึงตัวเองเสมอๆว่า ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ แต่ในขณะที่ความจริงกลับเสพติดและหลงไหลในเรื่อง อำนาจแบบ เผด็จการอย่างเป็นระบบจนกลายเป็น วัฒธรรมอำนาจที่ฝังรากอย่างลงตัวยิ่งกว่าชาติใดในโลก  

ไม่ขอยกตัวอย่างอะไรให้ไกลตัว เอาแค่เรื่องง่ายๆอย่างการมีทหารบ้าๆบอๆกลุ่มหนึ่งมายึดอำนาจแล้วบอกว่าเป็นการ ปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น เราก็เชื่อกันเสียแล้วว่านั่นคือ ประชาธิปไตยและเรายังมีเสรีภาพอีกมากมาย แต่ในหลายต่อหลายครั้งเรากลับกำลังถูกกำหนดและมีการชี้นำตลอดเวลาว่า ทำอย่างนั้นสิดี ทำอย่างนี้สิดี เพราะฉันบอกว่าดี  โดยความอึดอัดในใจจึงใคร่อยากถามว่าความดีนั้นๆเป็นความดีที่ถูกเลือกแล้วด้วย อำนาจที่เหนือกว่าใช่หรือไม่ จะไม่มีใครรู้สึกแปลกหรือตะขิดตะขวงในคำสั่งทางความดีนั้นๆเลยหรือ

สำหรับสังคมไทยแล้วตราบใดที่อำนาจเหนือกว่าบอกว่า ดีคงจะเชื่อตามทันทีว่า ดีไปโดยอัตโนมัติ ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ขอตอบแบบคิดเอาเองว่า อาจเป็นเพราะ ผู้มีอำนาจที่เหนือกว่ามีอำนาจในการนิยามความดีด้วย และอำนาจการนิยามความดีนี้ได้ฝังอยู่ในระบบการเรียนรู้ทางวัฒธรรมอย่างเข้าหาแบบขายตรง โดยผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่าจะงงๆไม่ค่อยรู้สึกตัวเวลาเรียนรู้วัฒนธรรมนี้ ทั้งที่บางครั้งก็อาจจะสับสนแต่ก็เลือกจะทำตามไปเพื่อลดความยุ่งยากที่จะมาผูกพันในภายหลัง 

พี่คะ อาจารย์เลือกให้หนูเป็นตัวแทนไปแข่งสปีชภาษาอังกฤษระดับประเทศด้วยล่ะนักศึกษาสาวเซ็กซี่คนหนึ่งกล่าวกับผมในเที่ยงวันฟ้าใส ขณะกำลังซื้อกาแฟในคอฟฟี่ช็อปของมหาวิทยาลัย ผมตอบเธอกลับไปว่า ดีสิ  ยินดีด้วย ถ้าว่างก็จะไปดู

 แต่อาจารย์มีข้อแม้ค่ะว่าขออย่างนุ่งกระโปรงสั้น และอย่าแต่งหน้าได้ไหมผมยิ้ม  

เท่าที่รู้จักกันมา เธอเป็นนักศึกษาวิชาภาษาอังกฤษและแต่งตัวแบบค่อนข้างมั่นใจในเรือนร่างตามวัย อย่างไรก็ตาม ในวันที่มาเรียน เธอต้องใส่เครื่องแบบนักศึกษาตลอดเวลาเพราะเป็นคำสั่งของภาควิชาภาษาอังกฤษ หากไม่สวมก็ห้ามเข้าเรียน  เครื่องแบบนักศึกษาของเธอตามปกติแฝงความไม่ยอมรับอำนาจนั้นอยู่ในที ด้วยกระโปรงที่ค่อนข้างสั้น หรือเสื้อที่เน้นสัดส่วน คงดูขัดตาผู้กุมอำนาจความรู้และความถูกต้องในมหาวิทยาลัยอยู่พอสมควร คราวนี้เมื่อเธอจะต้องเป็นตัวแทนสถาบันการศึกษาเพื่อไปปรากฏตัวสู่ที่สาธารณะ จึงสบโอกาสในการสำแดงพลังวัฒนธรรมอำนาจ กลไกบางอย่างในมโนสำนึกฝ่ายสูงๆต่ำๆเริ่มทำงาน และสร้างข้อแม้แบบไทยๆขึ้นทันที 

อาจารย์ฝรั่งไม่ได้ว่าอะไรหรอกค่ะ แต่อาจารย์คนไทยนี่สิขอไว้ ทำไมเหรอพี่ สวยแล้วฉลาดไม่ได้เหรอ เธอตั้งคำถามนี้ไว้กับผมก่อนแยกจากไป

ผมจิบกาแฟคำหนึ่ง ก่อนจะหันไปดูรอบๆตัว มหาวิทยาลัยแห่งนี้เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก นักศึกษาจำนวนมากทีเดียวสวมเครื่องแบบนักศึกษา ในขณะที่เมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน เครื่องแบบนักศึกษากลับไม่ใช่ข้อจำกัดของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แต่กลับเป็นจุดเด่นที่แสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง มีอิสระที่จะคิดและทำอะไรในทางสร้างสรรค์เสียด้วยซ้ำ คำถามถึง เครื่องแบบนักศึกษาเป็นเงื่อนในใจผม ใส่แล้วมันฉลาดขึ้นหรือ…ก็เปล่า ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความเป็นหนึ่งเดียวที่เครื่องแบบนักศึกษากำลังสร้างขึ้นเป็นกรอบนั้นเป็นคำตอบของความเป็น นักศึกษาที่สังคมต้องการจริงหรือ… ผมไม่แน่ใจนัก  

คำถามสุดท้ายของนักศึกษาสาวที่พบกันในร้านกาแฟวันนั้นคงเป็นอะไรบางอย่างที่สะท้อนความจริงของสังคมไทยออกมาได้ดีเลยทีเดียว  เครื่องแบบก็คือระบบการสร้างสายอำนาจของวัฒนธรรมไทย  ระบบวัฒนธรรมอำนาจในสังคมไทยถูกสร้างผ่านการสอนและถ่ายถอดกันมาอย่างเป็นองค์ความรู้ว่า การยอมรับคือแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดหากมีคำสั่งทางอำนาจที่เหนือกว่าสั่งลงมา ส่วนการปฏิเสธที่จะทำตามคือความก้าวร้าวและสร้างความแตกแยกให้กับสังคม คำสั่งของอำนาจที่เหนือกว่านั้นคือสิ่งที่ถูกกลั่นกรองมาแล้วจากหน่วยที่มีระดับมันสมองเหนือกว่า ด้วยความเชื่อแบบอัตโนมัติว่าถ้าระดับมันสมองไม่เหนือกว่า เขาก็จะไม่สามารถยืนอยู่บนจุดที่มีอำนาจเหนือกว่า อำนาจจึงเป็นความจริงและความถูกต้องสูงสุดที่ไม่ต้องการคำอธิบายพิ่มเติม  

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ศูนย์กลางอำนาจระดับบนหรือระดับบริหารจัดการทั้งประเทศอย่างกระทรวงวัฒนธรรมหรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จะมีอารมณ์ตะขิดตะขวงใจทันทีหากไม่ทำตามศีลธรรมแบบรัฐบาลคุณธรรมกำลังร้อนรนทางศีลธรรม หน่วยอำนาจเหล่านี้จึงจี้ไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆตามสายอำนาจของตัวเองเพื่อบอกให้เข้มงวดเรื่องชุดนักศึกษา (ไม่พูดถึงเรื่องการไม่ต้องสวมใส่เสียด้วยซ้ำ) จนกระทั่งมีการจับนักศึกษาที่ใช้ชุดค่อนข้างสั้นมาออกทีวีประจานด้วยคุณธรรมที่ไม่อยากให้คนอื่นเลียนเยี่ยงอย่าง  

จากคำสั่งนั้น บรรดาผู้ประสาทวิทยาและผู้มีอำนาจในมหาวิทยาลัยต่างๆจะรีบเต้นระริกๆ ตามทันที สายอำนาจจะมาสุดปลายตรงผู้รับที่เรียกว่า นักศึกษาซึ่งที่จะรับคำสั่งทำงานตามอย่างเป็นระบบ เนื่องจากสำเหนียกตัวเองตลอดเวลาว่าเป็นผู้มีอำนาจน้อยที่สุด 

ตัวอย่างของยกในมหาวิทยาลัยบางย่าน เช่น ท่าช้างที่มักบอกตัวเองเสมอๆว่ามีอารมณ์แบบศิลปิน เป็น ติสท์ที่ไม่ยอมให้ใครมาบงการนอกจากอารมณ์ความรู้สึกแห่งศิลปะ ทำงานศิลปะเพื่อศิลปะจนบางทีออกอาการไปทางบ้าๆบอๆด้วยซ้ำ แต่หลังจากมีคำสั่งทางอำนาจเข้ามา เครื่องแบบจึงกำลังถูกนำมาสวมทับให้นักศึกษาแห่งนี้กันอย่างแข็งขัน คำถามก็คงอยู่ที่ว่าเมื่อ กรอบถูกวางมาให้ยอมรับตั้งแต่แรก ต่อไปความสร้างสรรค์หรือความงามทางศิลปะที่ต้องการการรับรู้ทางวิญญาณอย่างเปิดกว้างมาเป็นแรงบันดาลใจใหม่ๆตลอดเวลานั้น ไม่ทราบจะต้องตกอยู่ใน กรอบเพียงที่ครูบาอาจารย์วางเอาไว้เพื่อแลกกับเกรดดีๆ หรือใบปริญญาไว้การันตีตัวเองเท่านั้นหรือไม่  

ขอยกตัวอย่างอีกแห่งหนึ่งที่ถัดกันไปทางย่านท่าพระจันทร์ มหาวิทยาลัยแห่งนี้เคยเป็นตำนานแห่ง เสรีภาพทุกตารางนิ้วจนมีเรื่องเล่ากันว่า การปฏิเสธอำนาจผ่านเครื่องแบบนักศึกษาทำกันถึงขนาดที่ในอดีตมีนักศึกษาคนหนึ่งเคยประชดด้วยการสวมเน็คไทค์ 3 เส้น เข้าไปสอบเลยทีเดียว แต่เวลานี้เรื่องแบบนั้นคงถูกลืมเลือนไปแล้วเมื่อเรื่อง เครื่องแบบกำลังถูกผู้มีอำนาจบางคนในมหาวิทยาลัยนำมาใช้ควบคุมแนวทางชีวิตและชี้นำความดีให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งเสรีภาพแห่งนี้ ถึงขนาดที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยคนหนึ่งต้องไปออกรายการทีวีเพื่อบอกว่าชุดนักศึกษาควรใส่อย่างไร 

สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนสะท้อนการสร้างระบบสายอำนาจแบบผู้น้อยหมอบกราบกรานผู้ใหญ่ โดยการให้สวม เครื่องแบบ คือจุดเริ่มต้นของกระบวนเหล่านั้นที่ไม่แตกต่างไปจากกระบวนการสร้างทหารหรือตำรวจ สิ่งที่แปลกคือสังคมไทยนำกระบวนการทางอำนาจที่ไม่เสริมสร้างการคิดนอกกรอบหรือการคิดที่แตกต่างนี้มาใช้จัดการการเรียนรู้ตั้งแต่การเป็นนักเรียนชั้นอนุบาล การหมอบกราบกรานทำกันไปจนสู่รั้วมหาวิทยาลัยแม้จะมีวัยวุฒิหรือวุฒิภาวะที่มากขึ้นขนาดไหนก็ตาม 

แต่คงจะดีกว่าไม่ใช่หรือ หากทำให้การก้าวสู้รั้วมหาวิทยาลัยคือก้าวที่เข้าสู่การมีวุฒิภาวะในการตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง คือก้าวของการเรียนรู้ที่มีอิสระ มีเสรีภาพทั้งทางวิชาการหรือการใช้ชีวิต มีเรียนรู้จากการ ทำผิดและ ทำถูก มีเรียนรู้จากการเห็นที่แตกต่างและถกเถียงกัน เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาสร้างสรรองค์ความรู้ เป็นการแตกยอดความคิดที่จะพาสังคมก้าวไปข้างหน้า ทว่าในเมื่อแม้แต่ระบบแยกแยะความดียังต้องถูกชี้นำจากอำนาจสูงสุดและเป็นความจริงสูงสุดแบบนี้แล้ว สังคมไทยจะหนีวังวนแห่งการใช้อำนาจเหยียบย่ำกันได้อย่างไร  

หรือความจริงแล้ว บรรดาผู้ประสาทวิทยาและผู้มีอำนาจในมหาวิทยาลัยจะรู้ตัวเองดีว่าไม่มีปัญญาจะสอนอะไรมากว่าในตำราที่ถือไว้และท่องได้มากว่าคนอื่นซึ่งหากปล่อยให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ที่แตกต่างออกไปก็จะทำให้สูญระบบสายอำนาจแบบหมอบกราบตามวัฒนธรรมไป จึงต้องเริ่มต้นสร้างระบบสายอำนาจและฝังเป็นเมล็ดพันธุ์ชั่วร้ายให้สังคมไทยต่อไป ดังนั้น วันแรกที่นักศึกษาต้องเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยจึงต้องรีบนำ เครื่องแบบนักศึกษาไปสวมไว้ เพราะมันยังชินกับอำนาจกดทับเมื่อยังเรียนมัธยม มันเป็นสัญลักษณ์ของการสั่งได้และอำนาจที่เหนือกว่าเมื่อสวมมันไว้

การต่อยอดอำนาจทันทีในมหาวิทยาลัยแบบนี้จึงเป็นการสร้างกระบวนการหมอบกราบตามระบบวัฒนธรรมอำนาจแบบไทยให้คงอยู่ทุกระดับและนักศึกษาจะกลายเป็น ผลิตภัณฑ์ชั้นดีของโครงสร้างสังคมแบบอำนาจนิยม นอกจากนี้ เครื่องแบบนักศึกษาในสังคมไทยยังไม่ต่างอะไรไปจากการกำกับยศชั้นแบบตำรวจหรือทหารอีกด้วย ความเป็นชนชั้นจะถูกกำกับทันทีเมื่อสวม เครื่องแบบความแตกต่างกันของเข็มตุ้งติ้งหรือหัวเข็มขัด ความแตกต่างของสีกางเกงหรือกระโปรง ความแตกต่างของรองเท้าเก่าๆกับรองเท้าหนังใหม่ๆ ของมหาวิทยาลัยหนึ่งจะถูกนำไปจัดลำดับยศชั้นหรือลำดับทางชนชั้นกับมหาวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่งเสมอ  

เครื่องแบบนักศึกษาจึงกำลังนิยามคุณค่าของ นักศึกษาแบบใดกันแน่ ที่โหดร้ายยิ่งไปกว่านั้น เครื่องแบบนอกจากใช้เป็นเครื่องกำกับชนชั้นทางสังคมแล้ว ในบางสถานการณ์ยังสามารถใช้จำแนกแยกแยะความเป็นอริศัตรูที่ต้องทำสงครามกันด้วยโดยไม่ว่าจะคุณรู้จักกันกับอีกคนหนึ่งในเครื่องแบบของศัตรูหรือไม่ เรื่องแบบนี้คงไม่ต้องอธิบายมากความเพราะวาทกรรมคำว่า เด็กช่างกลหรือ เด็กอาชีวะคงจะอธิบายในตัวมันเองผ่านสื่อต่างๆมามากพอแล้ว 

ทิ้งท้ายอีกนิด กับคำถามเรื่อง คุณธรรมกับ อำนาจผมมักสงสัยเสมอๆว่า ทำไมสังคมจึงมักตั้งคำถามถึงการคงไว้ซึ่งของระบบรับน้องในมหาวิทยาลัยไทยแต่ไม่ตั้งคำถามอะไรเลยกับเรื่องการบังคับใส่เครื่องแบบนักศึกษา ทั้งที่มันก็คือการใช้อำนาจแบบหนึ่งที่ไม่ต่างจาก การว้ากรวมไปถึงเป็นการสร้างเงื่อนไขทางสายอำนาจเช่นเดียวกัน 

เพราะจุดเริ่มต้นของกระบวนการรับน้องจะเริ่มด้วยการการสั่งให้สวมชุด นักศึกษา ที่ถูกระเบียบเสมอ ซึ่งไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากคำสั่งของผู้มีอำนาจในสังคมไทยที่ออกคำสั่งมาเป็นระเบียบต่างๆ และปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นกระบวนการการใช้ อำนาจในรูปแบบเดียวกัน จะบอกว่าการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจในสังคมไทยหรือการใช้โดยครูบาอาจารย์แล้วจะ ดีกว่าหรือ มีคุณธรรม มากกว่าการที่นักศึกษาใช้อำนาจกันเองกระนั้นหรือ  แบบนี้แล้ว คำว่า ดีกว่าหรือ มีคุณธรรมมากว่าในสังคมไทยจึงหมายถึงการมี อำนาจมากกว่าดังที่กล่าวมาหลายรอบแล้วใช่หรือไม่ 

หากวันนี้สังคมยังไม่เอา เครื่องแบบออกจากร่าง นักศึกษาผู้ที่สังคมยกให้เป็น ปัญญาชนล่ะก็ คิดว่าไม่ว่าต่อไปอีกนานเท่าใด สังคมไทยคงจะไม่มีวันเลิกตอแหลความจริงอันอัปลักษ์ทางวัฒนธรรมของตัวเองได้ครับ    

เผยแพร่ครั้งแรกใน thongnoi.prachatai.com วันที่ 14 ก.ค. 50 แก้ไข 26 ก.ค. 50