ข้อถกเถียง ต่างความเห็น กรณี ‘พระวิหาร’

ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง  

หลัง รายงาน: มรดกโลก ‘พระวิหาร’ บนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลไทยต้องเสนอให้ยูเนสโกทบทวน เผยแพร่ผ่านประชาไท มีข้อถกเถียงที่น่าสนใจจากสองมุมมองจึงนำมาเผยแพร่ต่อ

 ทั้งนี้ ต้องยอมรับในสิ่งที่ ‘สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’ ติติงว่า ศาลโลกตัดสิน ว่า “พื้นที่ ที่เป็นที่ตั้งของประสาท เป็นพื้นที่อธิปไตยของกัมพูชา” นั้นถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ความเห็นส่วนตัวของผม มันยังต้องคิดต่ออยู่ดี อย่างน้อยถ้ายอมรับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ผิดไปจากหลักฐาน ก็คงหมายถึง การยอมรับในการ ‘สร้างเรื่อง’ เพื่อหวังบรรลุเป้าหมายใดๆได้โดยไม่ต้องสนใจอะไร ขอเพียงให้มีเรื่องนั้นเป็นที่ยอมรับก็พอ และนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของการตีความทั้งสิ้น

อ่านเพิ่มเติม

รายงาน : มรดกโลก ‘พระวิหาร’ บนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลไทยต้องเสนอให้ UNESSCO ทบทวน

ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง

แล้วกรณี ‘ปราสาทพระวิหาร’ ก็กลับมากระเพื่อมบนหน้าสื่ออีกครั้ง เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการมรดกโลกให้ทบทวนการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เมื่อวันที่  16 มิ.ย. ที่ผ่านมา

จุดยืนของรัฐบาลไทยต่อความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดนี้สะท้อนออกมาผ่านการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรี ว่า ต้องการให้ UNESSCO ทราบว่าสิ่งที่ดำเนินการอยู่นั้นขัดกับระเบียบปฏิบัติและธรรมนูญของ UNESSCO  จึงจะขอให้ทบทวน เพราะที่ผ่านมาเคยเกิดความสูญเสียแล้ว และยิ่งจะกระทบความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งการขึ้นทะเบียนร่วมกันจะดีที่สุด โดยจะให้นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและคณะผู้แทนไทย เดินทางไปชี้แจงในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 22-30 มิถุนายนนี้ ที่เมืองเซบีย่า ประเทศสเปน ทั้งนี้ เนื้อหาในหนังสือคัดค้านคือเรื่องการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกในการประชุมที่ควิเบกไม่สมบูรณ์และไม่ถูกต้องในประเด็นมาตรา 11 (3) ของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางธรรมชาติและวัฒนธรรม และข้อบัญญัติที่ 103, 104, 108 ของ Operational Guidelines for the Implementation of the World Heritage Convention ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากความเห็นของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

อ่านเพิ่มเติม

ฝันร้าย ‘สัมปทานโรงโม่’ ทับแหล่งโบราณคดีกระบี่

เมื่อวาน (8 มิ.ย.52) รายการเปิดปม สถานี TPBS นำเรื่อง สัมปทานโรงโม่ทับแหล่งโบราณคดี มาออกอากาศ สุดท้ายเรื่องที่กังวลก็เกิดอย่างซ้ำแล้วซ้ำอีก….ประเทศนี้ไม่สนใจประวัติศาสตร์ ไม่สนใจชีวิตคนร่วมประวัติศาสตร์ และไม่สนใจอะไรเลยนอกจากเงินที่เข้ากระเป๋าคนไม่กี่คน อ่านเพิ่มเติม

วัน ‘แม่’ กับหลากเรื่องราวของแม่

12 สิงหาคม 2551

วันนี้เป็นวันที่ 12 สิงหาคม หรือวันแม่แห่งชาติ เคยเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ที่หนึ่งจึงขอย้อนกลับเอาอ่านเก่าๆมาลงอีกครั้ง

 

นวันๆเดียวกันกลับมีเรื่องราวให้เรารับรู้มากมายหลายมิติ เชื่อหรือป่าว มีเรื่องราวจะเล่าให้ฟัง 

แม่แห่งชาติ

 หากลองพลิกไปดูบนหน้าปฏิทิน คงจะสังเกตเห็นตัวเลขสีแดงมากมาย หลายวันในสีแดงนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าวันนั้นเป็นวันสำคัญ แน่นอนว่าเมื่อเห็นความยินดีคงตามมาเพราะจะได้หยุดทำงานหรือหยุดเรียนเป็นพิเศษ แต่ในเชิงคุณค่าและความหมาย เคยลองหันมาตั้งคำถามกับวันสำคัญๆเหล่านั้นว่าแท้จริงแล้วสำคัญเพียงใด…กับใคร ? วันเหล่านั้นหลายวันทีเดียวที่มักมีคำว่า แห่งชาติพ่วงท้าย หากมองกลับไปในคำถาม จะพบอีกว่าวันแห่งชาติเหล่านั้นมักจะวันสำคัญของใครในฐานะปัจเจกบุคคลที่มีฐานะทางสังคมวัฒนธรรมพิเศษเสียมากกว่าที่จะมีความพิเศษในทางสัมพันธ์กับสังคม   อ่านเพิ่มเติม

ปราสาทพระวิหาร :มองจากมุม ‘วิชาการ’ ไม่เกี่ยวกับ ‘ดินแดน’ ปัญหาคือความน่าเชื่อถือของ ‘ยูเนสโก’ และน้ำยากระทรวงต่างประเทศ

ไม่ข้องใจคนกัมพุชา แต่ข้องใจกรรมการมรดกโลก และกระบวนการ ไม่เป็นมรดกโลกก็ได้ เพราะมันเหมือนป้ายเชลล์ชวนชิมเท่านั้น มันเหมือนการยืนยันว่ามีการจัดการที่ดี ซึ่งการจัดการที่ดีไม่ต้องเป็นมรดกโลกก็ได้ แต่วิธีการไม่ตรงไปตรงมา เพราะถ้าตรงไปตรงมา ประเทศเช่นพม่าควรได้มรดกโลกตั้งนานแล้วทำจึงไม่ได้ และอย่าให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อทางการเมืองศ.ดร. สันติ เล็กสุขุม ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

 

ถ้าจะจัดการได้ไม่ต้อมีเส้นแดน เพราะมีมรดกหลายประเทถูกคุ้มครองดดยหลายประเทศ แต่พออยู่ที่รัฐพูดเรื่องอธิปไตย แต่เราไม่ได้พูดว่าสิ่งที่เราจะปกปักรักาเป็นสิ่งร่วมกัน ชุมชนก็ไม่เคยได้มีส่วนร่วมเลย พอครอบครองแล้วเขาต้องเสียเงินเข้าไปทั้งที่เมื่อก่อนเขาเข้าไปเคารพบูชาได้ ถ้าหยิบประเด็นดินแดนมาพูดก้ทะเลาะ เพราะอ้างแผนที่คนละฉบับ และเราต้องเข้าใจแผนที่กัมพูชาเพราะเป้นแผนที่ที่เคยใช้ชนะในศาลดลกมาแล้ว ในขณะที่ไทยก้เคยทำสัญญากับฝรั่งเศสจึงเป้นพื้นที่ทับซ้อน ที่กัมพุชาคิดก็ถูก ที่ไทยคิดมันก็ถูก ถ้าเอาการเมืองน้อยลง เอาวิชาการมากขึ้น เอาสติ เอาความรู้ เอาปัญญามาไตร่ตรองก็ไม่มีปัญหาพิสิฐ เจริญวงศ์

 

ดีใจที่ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่มันควรยิ่งใหญ่กว่านี้ คุณค่าควรต้องร่วมกันภารณี สวัสดิรักษ์

 

ความเห็นต่อกรณีเขาพระวิหารหลังการเสวนา

 

 

 

000

 

กรณีเขาพระวิหารยังคงเป็น ความเมืองของสองประเทศที่มีการเมืองภายในอันซับซ้อน และสิ่งที่ถูกนำเสนออย่างต่อเนื่องคือความทับซ้อนในเรื่อง ดินแดนในขณะที่ความเป้นหรือไม่เป็นมรดกโลกนั้นคือเรื่องการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมของมนายชาติที่ไม่อาจเอ่ยอ้างความเป้นเจ้าของได้แต่อย่างใด ในขณะเดียวกันสิ่งที่ไม่เคยถูกนำมามองเลยกลับเป้นเรื่องของ วิชาการ

 

แม้ว่ากรณีมรดกโลก จะทำให้ต้องมาถกกันอีกครั้งในแง่ของ ความเมืองเชิง ดินแดนและในแง่กฎหมายที่ทำให้รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศต้องสังเวยสถานการณ์และวิกฤติตุลาการไปแล้วก็ตาม ในแง่การตีความกฎหมายมาตรา 190 ยังคงเป็นข้อกังขาในความถูกต้องตามหลักวิชาการ อย่างไรก็ตามในการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกปราสาทพระวิหาร นักวิชาการจากฝั่งไทยก็ยังคงเรียกร้องความถูกต้องทางวิชาการอย่างเงียบงัน

 

ในกรณีดังกล่าว นักวิชาการไทย

 

รศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ กล่าวว่า ข้อโต้แย้งทางวิชาการนี้มาจากการนำเสนอหลักฐานของทางกัมพูชาในการนำเสนอที่ ไครซ์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ พ.ศ. 2550 ไม่ตรงกับการนำเสนอหลักฐานที่ ควิเบก พ.ศ.  2551 ข้อมูลทางวิชาการท่จะกล่าวถึงนี้มาจากการสำรวจทางโบราณคดี หลังการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ นิวซีแลนด์ ทางกระทรวงต่างประเทศ (รัฐบาลสุรยุทธ์)ได้มอบหมายให้ทำข้อมูลเพื่อใช้เป็นข้อแย้งตามเงื่อนไขที่ต้องการให้กัมพูชาเจรจากับไทยเรื่องความทับซ้อนในพื้นที่เขาพระวิหารที่ทางกันพูชาขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว และกัมพูชาต้องการหลักฐานว่าไทยรับรอง

 

ทางกรมศิลปากรได้ทำข้อมูลสำเร็จเมื่อปลายปี 2550 ในขณะที่มีการเปลี่นรัฐบาล (นายสมัคร สุนทรเวช) อย่างไรก็ตาม ด้วยระเบียบราชการทำให้ไม่มีการเผยแพร่ ทั้งนี้มีการประชุมหลังการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอีกครั้ง โดยตัวแทนผู้เข้าร่วมประชุมจากกระทรวงการต่างประเทศได้เปลี่ยนคน และเมื่อทางฝ่ายวิชาการนำเสนอ ทางกระทรวงต่างประเทศยืนยันว่าเป้นข้อมูลที่ดี แต่ไม่ต้องรีบนำเสนอ ให้ครบอีก 2 สัปดาห์ ซึ่งผ่านการประชุมมรดกที่ ควิเบก แคนาดา ไปแล้วจึงค่อยนำเสนอ และอีก 2 ปี จึงค่อยนำข้อมูลนี้มาใช้

 

ข้อมูลทางวิชาการที่นำเสนอไปนั้น มีข้อสังเกตว่า ICOMOS สากล (องค์กรที่ปรึกษาทางวิชาการของ UNESSCO) เบี่ยงประเด้นทางวิชาการและใช้คำที่ไม่เป้นกลางที่เป้นประโยชน์แก่ทางกัมพูชา

 

ประการแรก หลักฐานที่กัมพูชาใช้ในการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกคือ มีชุมชนในพื้นที่ประเทศกัมพูชาใช้ปราสาทพระวิหารเป็นศูนย์กลางจักรวาล(โบราณ) ซึ่งในความเป้นจริงชุมชนที่กล่าวถึงนั้นเป้นชุมชนสมัยบายน (พุทธศตวรรษที่ 18 นับถือศาสนาพุทธ นิกายมหายาน) ในขณะที่ปราสาทพระวิหารสร้างขึ้นในสมัยปาปวน ( พ.ศ.1581) และเป็นศานสถานที่สร้างในลัทธิไศวนิกาย มีจารึกที่ระบุว่า พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 มาปกครอง ซึ่งบริเวณนี้เป็นพื้นที่ของกลุ่มคนผิวดำที่เคยก่อกบฎบ่อยๆ เป็นดินแดนนอกเขตพระนครจึงได้สร้างศาสนสถานไว้ให้ภักดีและปกครองได้รุ่นเดียว หลักฐานที่พบล้วนเกี่ยวข้องกับไศวนิกาย ซึ่งเป้นการสร้างศาสนสถานเพื่ออ้างอิงกับเขาพระสุเมรุหรือเขาไกรลาสที่อยู่ของพระศิวะที่สัมพันธ์กับศาสนาฮินดู

 

ในขณะที่ชุมชนที่กล่าวถึงในรายงานของ ICOMOS สากล ระบุว่า ชุมชนในกัมพูชา (สมัยบายน) ใช้เขาพระวิหารเป็นศูยนย์กลางจักรวาล และใช้สระน้ำ รวมทั้งมองไปทางเขาพระวิหารจะเห็นเป้นห้ายอดเหมือนเขพระสุเมรุ อย่างไรก็ตาม โบราณสถานที่พบบริเวณนั้นเป้นสมัยบายนซึ่งสร้างที่หลังและเป็นอโรคยาศาล (ที่รักษาโรค) พื้นที่อาจจะเป็นป่า

 

เมื่อกล่าวถึงความสัมพันืของเขาพระวิหารกับชุมชนโบราณ จากการสำรวจพบศิวลึงค์บนลานหินและมีลำห้วยเล็กๆที่เส้นแบ่งดินแดนชั่วคราวในปัจจุบัน มองจากศิวลึงค์ไปจะเห็นยอดปราสาท ซึ่งในสมัยโบราณจะมีสายน้ำที่ไหลจากปราสาทมาผ่านศิวลึงค์เป้นสายน้ำศักดืสิทธิ์ เหมือนที่พนมกุเลนต้นน้ำเสียมเรียบ (กบาลสเปรียญ มีศิวลึงค์เล็กๆมากมายในลำธาร) มีภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์มากมายในสายน้ำ เป็นสายน้ำศักดิ์สิทธืที่พิธีกรรมสรงน้ำตามธรรมชาติแล้วและไหลไปยังเมืองพระนคร

 

น้ำจากเขาพระวิหารจะไหลไปลงที่สระตราวแหล่งเก็บน้ำไว้สำหรับศาสนสถานและชุมชนที่อยู่รอบๆและชุมชนที่อยู่เบื้องล่าง ( พบหลักฐานบนพื้นที่ราบฝั่งไทยมีชุมชน) สายน้ำที่ผ่านศิวลึงค์คือพิธีกรรมทางศาสนาตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้นสายน้ำคือตัวกำหนดได้ว่าผุ้ที่ใช้สายน้ำศักดิ์สิทธิ์คือชุมชนที่สายน้ำไปถึง

 

จากภาพถ่ายทางอากาศจะพบว่าสายน้ำจากสระตราวได้ไหลไปรวมกันที่อ่างเก้บน้ำขนาดใหญ่ ปุจจุบันเรียกโนนหนองกะเจาและบริเวณใกล้เคียง จากการสำรวจทางโบราณคดีพบว่ามีชุมชนอยู่รอบๆ จากหลักฐานที่พบคือเครื่องถ้วยเป็นแบบเขมรที่ใช้ร่วมสมัยกับปราสาท

 

ทั้งนี้ เมื่อพระเจ้าสุริยวรมันมาปกครองก้ให้เปลี่ยนชื่อเป็นทุ่งกุรุเกษตร สอดคล้องกับความเชื่อในมหากาพย์มหาภารตะตามคตฮินดู

 

ในประเด้นที่เกี่ยวกับบันไดทางขึ้นซึ่งอยู่ด้านเหนือตามการวางตัวของสันเขาสอดคล้องกับชุมชนที่อยู่เบื้องล่างที่ต้องเดินทางขึ้นไปทำพิธีกรรมจากทางด้านหลักนี้ เพราะแนวคิดในการสร้างศาสนสถานบนยอดเขาทางเดินจะมีเสานางเรียง มีการยกระดับเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นมีโคปุระ มีสะพานนาค แสดงให้เห็นถึงแนวความคิดในการก่อสร้างว่าเป็นสะพานสายรุ้งที่ทอดผ่านจากโลกมนุษย์ไปสู่สวรรคืคือยอดเขาพระสุเมรุ ดังนั้นทางขึ้นด้านหน้าจึงเป็นทางหลักและแสดงให้เห็นถึงชุมชนที่ใช้เส้นทาง

 

ในจารึกกล่าวถึงชุมชนที่อยู่ที่ราบตามเชิงเขา ส่วนที่ว่ามีเส้นทางขึ้นทางด้านอื่นๆ เช่น ทิศตะวันออก (ขึ้นมาจากเขมรต่ำ) ก็อาจเป้นไปได้ คงใช้สำหรับพวกพราหมณ์หรือข้าทาสที่ขนของสำหรับทำนุบำรุงศาสนสถานหรือใช้สำหรับทำพิธีกรรม หรืออาจจะเป็นเส้นทางที่ตัดใหม่ขึ้นในสมัยหลังสำหรับผู้ขึ้นมาทำพิธีกรรม แต่เส้นทางที่สำคัญคือทางขึ้นด้านหน้าที่ถูกต้องตามประเพณีในกรณีที่มีพิธีกรรมทางศาสนา

 

ดังนั้น การขึ้นทะเบียนเฉพาะปราสาทเท่ากับการตัดขาดระหว่างศาสนสถานกับผู้ใช้ที่อยู่ข้างล่างออก ซึ่งเป้นการเบี่ยงเบนประเด้นและไม่ใช้ข้อมูลวิชาการ นอกจากนี้การประกาศขึ้นทะเบียนมรดกดลกยังสามารถประกาศขึ้นพร้อมกันได้ กลุ่มชนกลุ่มนี้คือผู้ที่สร้างและเป้นผู้ใช้ศาสนสถานอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นถ้ามีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป้นมรดกโลกเฉพาะส่วนตัวปราสาทจะทำให้ขาดองค์ประกอบสำคัญคือ คน ที่เป็นผู้สร้างและผู้ใช้ศาสนสถานนี้ ไม่ครบตามหลักเกณพืของ UNESSCO ที่ขาดความเป้นของแท้ดั้งเดิม ดังนั้นควรมีการพิจารณาการขึ้นทะเบียนมรดกดลกร่วมกันดดยไม่มีเส้นดินแดนมาแบ่ง ต้องมีการทบทวนเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนมรดกโลกใหม่ว่า ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ คุณค่าความเป็นสากลในแง่ภูมิทัศน์วัฒนธรรม (outstanding universal value of culture landscape) ความแท้จริงและดั้งเดิมของโบราณสถานนั้นๆ (authenticity) และสุดท้ายต้องมีองค์ประกอบที่ครบถ้วนของแหล่งโบราณสถาน (integrity)

 

ตามด้วยเหตุนี้ UNESSCO และคณะกรรมการมรดกโลกจึงยังไม่ควรขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตามข้อเสนอของกัมพุชาฝ่ายเดียว เพราะจะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาตลอดไป ตัวปราสาทพระวิหารเองก้จะไม่สมบูรณ์เพราะถูกตัดขาดระหว่างศาสนสถานกับคนผู้ใช้ศาสนสถาน ความเป้นมรดกโลกก็ไม่สมบูรณ์ ตามเหตุผลทางวิชาการดังกล่าวข้อเสนอที่ควรพิจารณาเป้นทาออกและเพื่อไม่ให้เกิดกรรีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาคือการขึ้นทะเบียนร่วมกัน จะทำให้เกิดความสมบูรณ์ทั้งตัวปราสาทและผู้ใช้ศาสนสถานแห่งนี้ ซึ่มีตัวอย่างในประวัติมรดกดลกหลายแห่งที่ทำได้ และจะเป้นภาพพจน์อันดีของคณะกรรมการมรดกโลกและองค์การสหประชาชาติที่เป้นองค์กรระหว่างประเทศในการประสานประโยชน์ของชาวดลก ไม่ใช่กระทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ก่อให้เกิดความขัดแยงกัน และที่สำคัญคือไม่ควรนำมาใช้เป็นประเด้นทางการเมืองหือแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งจะทำให้คุณค่าและมูลค่าของปราสาทพระวิหารตกต่ำลง (ส่วนที่เน้นความเป้นการเรียบเรียงเพิ่มเติมจาก รศ.ดรซศักดิ์ชัย สายสิงห์.ความเห้นแย้งในกรณีกัมพูชาขอขินทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก.เอกสารประการการนำเสนอในโครงการสนทนาวันศุกร์ : ปราสาทพระวิหาร ความข้อใหม่ทางวิชาการที่กัมพูชาและยูเนสโกขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก 11 ก.ค. 2551 )

 

ภารณี สวัสดิรักษ์ ICOMOS ไทย กล่าวว่า กัมพูชาได้ขอขึ้นทะเบียนเขาพะวิหารฝ่ายเดียวมาตั้งแต่ พ.ศ. 2535 และใช้เอกสารเดียวกันนำเสนอในการประชุมคณะรรมการมรดกโลกที่ ไครซ์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ในปี 2550 ที่ประชุมมีมติว่า ต้องเป้นการร่วมมือกันของทั้ง 2 ประเทศ เพราะพรมแดนติดกันเพราะกัมพุชาได้ยื่นทะเบียนขอเป็นแหล่ง จึงต้องมีแผนการบริหารจัดการ่วมกัน และไทยต้องมี Active Support ต่อการยื่นขอของกัมพูชา ซึ่งแผนดังกล่าวต้องทำก่อนมีการประชุมที่ควิเบก ประเทศแคนาดา พ.ศ. 2551

 

ต่อมา ICOMOS ไทยได้ทำเอกสาร 1 ชิ้น โดยให้วามเห้นว่าหากกัมพุชายื่นขอเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียวจะทำให้เป้นมรดกโลกที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ และได้ทำแผนบริหารจัดการเขาพระวิหารในพื้นที่ประเทศไทย มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมการไว้ในการประชุมที่ ควิเบก มองค์ประกอบชุมชนและประวัติศาสตร์ที่จะทำให้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมติคณะกรรมการมรดกโลกที่ไครซ์เชิร์ต

 

 นอกจากนี้ข้าราชการจากไทยและตัวแทน ICOMOS เดินทางไปกัมพูชาเพื่อยื่นร่วมบริหารจัดการ ทางกัมพูชาแสดงท่าทีปฏิเสธในการประชุมที่เสียมเรียบ ทางด้าน ICOMOS สากลส่งผู้เชี่ยวชาญมาประเมิน อย่างไรก้ตาม ทาง ICOMOS ไทยเห้นว่าข้อมูลทางประวัติศาสตร์โบราณคดีที่ผู้เชี่ยวชาญ ICOMOs สากลนำเสนอไม่ถูกต้อง แต่ทำเพื่อให้กัมพูชาสามารถยื่นจดทะเบียนมรดกโลกได้ ซึ่งการเป็นมดกโลกได้ต้องมี outstanding universal value เป็นองค์ความรู้ที่ไม่ควรบิด (ดังที่เสนอไปแล้วโดย รศ.ดร.ศักดิชัย)ทาง ICOMOS ไทยจึงขอถอนตัวอย่างเป็นทางการ และไม่มี Active Support ในเรื่องการทำงานวัฒนธรรมจากฝ่ายไทย และกลับมาทำแผนการบริหารจัดการเฉพาะในพื้นที่ประเทศไทย ดังนั้นจึงเห้นว่าคณะกรรมการมรดกดลกควรชะลอและควรเคารพหลักเกณฑ์ที่ตัวเองตั้งไว้ในการต้องทำงานร่วมกับประเทศไทย

 

นอกจากนี้ ในการนำเสนอข้อมูลทางกัมพูชานำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียวในขณะที่ยังมีพื้นที่ทับซ้อนอยู่จึงควรต้องมองพื้นที่เชื่อมโยง การตีความเนื้อหาทางประวิศาสตร์นั้นทางนักวิชาการไทยมองว่าไม่ถูกต้องเพราะกัมพุชามองว่าเป็นศาสนสถนเกี่ยวกับพุทธ แต่เขาพระวิหารเป้นศาสนสถานในฮินดู จึงเป็นองค์ความรู้ที่ไม่ถูกต้องและจะถูกโต้แย้งในอนาคต

 

อย่างไรก้ตาม การลงนามในแถลงการณ์ร่วมโดยกระทรวงการต่างประเทศก็เกิดขึ้น ซึ่งนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในขณะนั้นได้ลงนามในลักษณะ Active Support ในขณะที่ Activ Support ทางวัฒนธรรมยังไม่เกิดขึ้น นอกจากนี้ นายนพดลยังกล่าวว่าทางกัมพูชาได้ขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท ในขณะที่เอกสารที่กัมพูชายื่นที่ควิเบกนั้นยังเป็นเอกสารเดิที่ยื่นที่ไครซืเชิร์ตซึ่งยื่นขอขึ้นทะเบียนนเป็นแหล่ง และใช้แถลงการณ์ร่วมมาประกอบด้วย และกัมพูชาไม่ได้บอกว่าทาง ICOMOS ไม่ยอมรับการประเมินทางวิชาการ ทั้งหมดจึงเป้นคำถามที่มีต่อ คณะกรรมการมรดกโลกซึ่งกัมพุชาได้อ้าง แถลงการร่วมเป็น Active Support โดยยังไม่มีกาแก้ไขเนื้อหาที่ฝ่ายไทยกังขาซึ่งผิดกติกาข้อมบังคับที่ต้องทำให้ถูกต้องก่อนการพิจารณา และไม่ใช่ว่าคณะกรรมการมรดกดลกจะไม่รับรู้

 

สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนเป้นมรดกดลกแล้ว ทางกัมพูชาจะต้องยื่นแผนการบริหารจัดการ ซึ่งไทยเป็นภาคีและมีความร่วมมือในกาบริหารจัดการ 7 ประเทศ คำถามในอนาคตคือเราจะร่วมมือได้อย่างไรเพราะไม่รู้ว่าพื้นที่จัดการอยู่ตรงไหนบ้าง ความร่วมมือทางวัฒนธรรมก้ยังไม่ได้เห็นชอบ

 

การปฏิเสธการยื่นร่วมเป้นมรดกของไทยถูกคณะกรรมการมรดกโลกปฏิเสธเป้นเรื่อง 2 มาตรฐาน เพราะถูกมองว่าเสียเวลาในการพิจารณา จึงอยากตั้งคำถามว่ามีการเมืองในเรื่องมรดกทางวัฒนะรรมด้วยหรือไม่ และ 7 ประเทศที่จะเข้ามาร่วมบริหารมีเบื้องหลังอย่างไร หากดำเนินการด้วย 7 ประเทศและไทยแพ้ในการโหวตจะเป้นอย่างไร ประเด้นนี้ไม่ใช่มาตร 190 แต่เป้นเรื่องที่รัฐจะต้องให้ข้อมูลต่อประชาชน

 

ดังนั้น การที่ไทยเป้นอนุภาคีมันสามารถตั้งคำถามกัมพุชาได้ ไม่ใช่บอกเหมือนที่นายปองพล อดิเรกสาร บอกแค่เขาให้มาถามว่าจะร่วมหรือไม่ ไม่ใช่การตอบแค่ไทยจะ Say Yes หรือ No แต่ต้องตั้งคำถามต่อความโปร่งใสชัดเจน

 

ในช่วงการรอเวลาการยื่นนำเสนอแผนบริหารจัดการ คิดว่าแผนบริหารจัดการของ ICOMOS ไทย มีน้ำหนักมีข้อมุลทางวิชาการ ซึ่งมีโอกาสในการมีส่วนร่วมในพื้นที่ประเทศไทย ทั้งนี้คำว่า ส่วนร่วม กับ การยื่นเป้นมรดกโลกทีหลัง มีนัยยะต่างกัน เพราะการยื่นทีหลังมันต้องอ้างอิงตัวปราสาทพระวิหารและอาจเป้นนัยยะที่อาจนำไปสู่การเสียเปรียบเรื่องเขตดินแดน และอาจมีการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาแทรกแซง ดังนั้น ในการร่วมมือเรามีสิทธิในการตั้งคำถามไม่ใช่แค่การ Say Yes หรือ No ในการประชุมมรดกดลกที่ผ่านมาความเห็นในเรื่องคุณค่าทางวัฒนธรรมไม่ถุกนำเสนอเลย และมรดกดลกจะถูกทำร้ายถ้าเรานำการเมืองมาตัดสินใจ

 

พิสิฐ เจิรญวงศ์

หลายแหล่งมรดกโลกมีปัญหาเพราะมักเรียกอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ (Convention ConCerning the Protection of World Cultural and Natural) กันสั้นๆโดยตัดคำว่า คุ้มครองออกทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษเป็นเรียกว่า อนุสัญญมรดกโลก (World Heritae Convention ) ซึ่งรัฐภาคีต้องมีหน้าที่คุ้มครองแหล่งนั้นๆห้านที่สุดเพราะมีคุณค่าสูงและสำคัญต่อมนุษยชาติไม่ใช่ตักตวงผลประโยชน์อย่างที่เข้าใจ และไม่มีข้อไหนในอนุสัญญาบอกว่าทำอะไรก็ได้ แต่พอตัดคำว่า คุ้มครองออกก้จะเอาประโยชน์กันท่าเดียว หลยแหล่งมีปัญหาเพราะใช้เป้นแหล่งท่องเที่ยว

 

ในการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกดลกนั้น สิ่งที่รัฐภาคีต้องปฏิบัติเป้นประการแรกคือ การมีส่วนร่วมของประชากรทุกภาคส่วน ต้องส่งเสริมให้ประชาชนชื่นชมและเคารพแหล่งมรดกโลกโดยเฉพาะการให้ความรู้ละการศึกา ขณะเดียวกันรัฐต้องแจ้งให้ประชาชนราบถึงภัยคุกคามมรดกโลกทั้งจากภัยธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ที่ลักลอบทำลาย และต้องมีความรับผิดชอบต่อภาคีสมาชิก

 

แนวปฏิบัติก่อนขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกนั้น จะต้องเตรียมรายชื่อชั่วคราวว่าจะยื่นอะไรบ้าง พร้อมเหตุผล การเตรียมรายชื่อทุกภาคส่วนต้องได้รับการหารือและทำงานร่วมกันตั้งแต่ผู้จัดการแหล่ง หน่วยปกครองส่วนท้องถิ่น ภูมิภาค ชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน และกลุ่มองค์กรที่สนใจ และในข้อ 123 ได้เตือนว่าต้องมีคนในท้องถิ่นเข้าร่วมด้วย เหตุผลเพื่อให้คนมีความรู้ในกาทำงานดูแลรักาด้วย อย่างไรก้ตาม ที่ผ่านมาไม่เคยมีประเทศไหนทำเลย ไม่ว่าไทยหรือกัมพูชา และหลายประเทศก็ละเลย

 

ทั้งนี้แม้ว่าอนุสัญญานี้เป็นของ UNESSCO แต่ความจริงแล้วอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการมรดกโลกที่ UNESSCO วางไว้ให้เป็นผู้พิจารณา อนุสัญญานี้เกิดขึ้นในปี 2515 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีการขึ้นทะเบียนครั้งแรกใน พ.ศ. 2521 มีมรดกโลก 8 แห่ง ล่าสุดในการประชุมวันที่ 21 ก.ค. 2551 มีมรดกดลก 878 แหล่ง จากประเทศภาคี 185 ประเทศ โดยมี 40 ประเทศไม่มีแหล่งมรดกโลก ส่วนหนึ่งพราะไม่มีใครช่วยศึกาและเตรียมข้อมูลนำเสนอ

 

สำหรับประเทศไทย มีมรดกโลก 5 แหล่ง  เป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรม 3 แหล่งได้แก่

          เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง (ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร)

          นครประวัติศาสตร์อยุธยาและเมืองที่เกี่ยวข้อง

          แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี

 

มรดกโลกทางธรรมชาติ 2 แหล่ง ได้แก่

          เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี

          ป่าเขาใหญ่ ดงพญาเย็น

 

ทั้งนี้ การขอเป็นมรดกโลกไม่จำเป้นต้องมีพื้นที่ติดกันก็ได้ บางประเทศ มี 10 ประเทศ ยื่นขอร่วมกัน เช่น สตรูเว่จีโอเคติกอาร์ค หรือเสาสำรวจโบราณ ส่วนกรณีการขอมรดกโลกร่วมกันของไทย กัมพูชานั้น เมื่อไทยยื่นขอเป็นมรดกโลกร่วมกันและกัมพูชาปฏิเสธนั้นปัจจุบันยังไม่มีใครบอกเหตุผลในการปฏิเสะหลังการคุยเมื่อ 1 ปี ก่อนเลย มีการบอกเพียงว่า เขาปฏิเสธ ในขณะที่ในดลกนี้มีพื้นที่ที่จัดการมรดกโลกร่วมกันหลยแหล่งที่ทำได้ เช่น

 

          พื้นที่ในแคมเบีย เซเนกัล ประกาศมรดกโลกร่วมกันโดยมีพื้นที่ทั้งหมดเพียง 350 ตร.กม.

          ธารนำแข็งที่กั้นระหว่าแคนาดาและอเมริกา ที่ยื่นขอเป้นมรดกโลกเพื่อให้เข้าสู่ความร่วมมือในประชากรโลก

          สวนสาธารณะและปราสาท Muskauer Park ในพื้นที่เยอรมันและโปแลนด์

          ทุ่งหญ้าและภูเขาที่รัสเซียและมองโกเลีย

 

‘วัฒนธรรมอำนาจ’ ผ่านเครื่องแบบ ‘นักศึกษา’

ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง 

เป็นเรื่องจริงมากทีเดียวที่สังคมไทยมักชอบตอแหลตัวเองว่าเป็นสังคมวัฒนธรรมที่มีเสรีภาพและประชาธิปไตยมากมายจนมักอธิบายถึงตัวเองเสมอๆว่า ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ แต่ในขณะที่ความจริงกลับเสพติดและหลงไหลในเรื่อง อำนาจแบบ เผด็จการอย่างเป็นระบบจนกลายเป็น วัฒธรรมอำนาจที่ฝังรากอย่างลงตัวยิ่งกว่าชาติใดในโลก  

ไม่ขอยกตัวอย่างอะไรให้ไกลตัว เอาแค่เรื่องง่ายๆอย่างการมีทหารบ้าๆบอๆกลุ่มหนึ่งมายึดอำนาจแล้วบอกว่าเป็นการ ปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น เราก็เชื่อกันเสียแล้วว่านั่นคือ ประชาธิปไตยและเรายังมีเสรีภาพอีกมากมาย แต่ในหลายต่อหลายครั้งเรากลับกำลังถูกกำหนดและมีการชี้นำตลอดเวลาว่า ทำอย่างนั้นสิดี ทำอย่างนี้สิดี เพราะฉันบอกว่าดี  โดยความอึดอัดในใจจึงใคร่อยากถามว่าความดีนั้นๆเป็นความดีที่ถูกเลือกแล้วด้วย อำนาจที่เหนือกว่าใช่หรือไม่ จะไม่มีใครรู้สึกแปลกหรือตะขิดตะขวงในคำสั่งทางความดีนั้นๆเลยหรือ

สำหรับสังคมไทยแล้วตราบใดที่อำนาจเหนือกว่าบอกว่า ดีคงจะเชื่อตามทันทีว่า ดีไปโดยอัตโนมัติ ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ขอตอบแบบคิดเอาเองว่า อาจเป็นเพราะ ผู้มีอำนาจที่เหนือกว่ามีอำนาจในการนิยามความดีด้วย และอำนาจการนิยามความดีนี้ได้ฝังอยู่ในระบบการเรียนรู้ทางวัฒธรรมอย่างเข้าหาแบบขายตรง โดยผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่าจะงงๆไม่ค่อยรู้สึกตัวเวลาเรียนรู้วัฒนธรรมนี้ ทั้งที่บางครั้งก็อาจจะสับสนแต่ก็เลือกจะทำตามไปเพื่อลดความยุ่งยากที่จะมาผูกพันในภายหลัง 

พี่คะ อาจารย์เลือกให้หนูเป็นตัวแทนไปแข่งสปีชภาษาอังกฤษระดับประเทศด้วยล่ะนักศึกษาสาวเซ็กซี่คนหนึ่งกล่าวกับผมในเที่ยงวันฟ้าใส ขณะกำลังซื้อกาแฟในคอฟฟี่ช็อปของมหาวิทยาลัย ผมตอบเธอกลับไปว่า ดีสิ  ยินดีด้วย ถ้าว่างก็จะไปดู

 แต่อาจารย์มีข้อแม้ค่ะว่าขออย่างนุ่งกระโปรงสั้น และอย่าแต่งหน้าได้ไหมผมยิ้ม  

เท่าที่รู้จักกันมา เธอเป็นนักศึกษาวิชาภาษาอังกฤษและแต่งตัวแบบค่อนข้างมั่นใจในเรือนร่างตามวัย อย่างไรก็ตาม ในวันที่มาเรียน เธอต้องใส่เครื่องแบบนักศึกษาตลอดเวลาเพราะเป็นคำสั่งของภาควิชาภาษาอังกฤษ หากไม่สวมก็ห้ามเข้าเรียน  เครื่องแบบนักศึกษาของเธอตามปกติแฝงความไม่ยอมรับอำนาจนั้นอยู่ในที ด้วยกระโปรงที่ค่อนข้างสั้น หรือเสื้อที่เน้นสัดส่วน คงดูขัดตาผู้กุมอำนาจความรู้และความถูกต้องในมหาวิทยาลัยอยู่พอสมควร คราวนี้เมื่อเธอจะต้องเป็นตัวแทนสถาบันการศึกษาเพื่อไปปรากฏตัวสู่ที่สาธารณะ จึงสบโอกาสในการสำแดงพลังวัฒนธรรมอำนาจ กลไกบางอย่างในมโนสำนึกฝ่ายสูงๆต่ำๆเริ่มทำงาน และสร้างข้อแม้แบบไทยๆขึ้นทันที 

อาจารย์ฝรั่งไม่ได้ว่าอะไรหรอกค่ะ แต่อาจารย์คนไทยนี่สิขอไว้ ทำไมเหรอพี่ สวยแล้วฉลาดไม่ได้เหรอ เธอตั้งคำถามนี้ไว้กับผมก่อนแยกจากไป

ผมจิบกาแฟคำหนึ่ง ก่อนจะหันไปดูรอบๆตัว มหาวิทยาลัยแห่งนี้เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก นักศึกษาจำนวนมากทีเดียวสวมเครื่องแบบนักศึกษา ในขณะที่เมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน เครื่องแบบนักศึกษากลับไม่ใช่ข้อจำกัดของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แต่กลับเป็นจุดเด่นที่แสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง มีอิสระที่จะคิดและทำอะไรในทางสร้างสรรค์เสียด้วยซ้ำ คำถามถึง เครื่องแบบนักศึกษาเป็นเงื่อนในใจผม ใส่แล้วมันฉลาดขึ้นหรือ…ก็เปล่า ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความเป็นหนึ่งเดียวที่เครื่องแบบนักศึกษากำลังสร้างขึ้นเป็นกรอบนั้นเป็นคำตอบของความเป็น นักศึกษาที่สังคมต้องการจริงหรือ… ผมไม่แน่ใจนัก  

คำถามสุดท้ายของนักศึกษาสาวที่พบกันในร้านกาแฟวันนั้นคงเป็นอะไรบางอย่างที่สะท้อนความจริงของสังคมไทยออกมาได้ดีเลยทีเดียว  เครื่องแบบก็คือระบบการสร้างสายอำนาจของวัฒนธรรมไทย  ระบบวัฒนธรรมอำนาจในสังคมไทยถูกสร้างผ่านการสอนและถ่ายถอดกันมาอย่างเป็นองค์ความรู้ว่า การยอมรับคือแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดหากมีคำสั่งทางอำนาจที่เหนือกว่าสั่งลงมา ส่วนการปฏิเสธที่จะทำตามคือความก้าวร้าวและสร้างความแตกแยกให้กับสังคม คำสั่งของอำนาจที่เหนือกว่านั้นคือสิ่งที่ถูกกลั่นกรองมาแล้วจากหน่วยที่มีระดับมันสมองเหนือกว่า ด้วยความเชื่อแบบอัตโนมัติว่าถ้าระดับมันสมองไม่เหนือกว่า เขาก็จะไม่สามารถยืนอยู่บนจุดที่มีอำนาจเหนือกว่า อำนาจจึงเป็นความจริงและความถูกต้องสูงสุดที่ไม่ต้องการคำอธิบายพิ่มเติม  

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ศูนย์กลางอำนาจระดับบนหรือระดับบริหารจัดการทั้งประเทศอย่างกระทรวงวัฒนธรรมหรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จะมีอารมณ์ตะขิดตะขวงใจทันทีหากไม่ทำตามศีลธรรมแบบรัฐบาลคุณธรรมกำลังร้อนรนทางศีลธรรม หน่วยอำนาจเหล่านี้จึงจี้ไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆตามสายอำนาจของตัวเองเพื่อบอกให้เข้มงวดเรื่องชุดนักศึกษา (ไม่พูดถึงเรื่องการไม่ต้องสวมใส่เสียด้วยซ้ำ) จนกระทั่งมีการจับนักศึกษาที่ใช้ชุดค่อนข้างสั้นมาออกทีวีประจานด้วยคุณธรรมที่ไม่อยากให้คนอื่นเลียนเยี่ยงอย่าง  

จากคำสั่งนั้น บรรดาผู้ประสาทวิทยาและผู้มีอำนาจในมหาวิทยาลัยต่างๆจะรีบเต้นระริกๆ ตามทันที สายอำนาจจะมาสุดปลายตรงผู้รับที่เรียกว่า นักศึกษาซึ่งที่จะรับคำสั่งทำงานตามอย่างเป็นระบบ เนื่องจากสำเหนียกตัวเองตลอดเวลาว่าเป็นผู้มีอำนาจน้อยที่สุด 

ตัวอย่างของยกในมหาวิทยาลัยบางย่าน เช่น ท่าช้างที่มักบอกตัวเองเสมอๆว่ามีอารมณ์แบบศิลปิน เป็น ติสท์ที่ไม่ยอมให้ใครมาบงการนอกจากอารมณ์ความรู้สึกแห่งศิลปะ ทำงานศิลปะเพื่อศิลปะจนบางทีออกอาการไปทางบ้าๆบอๆด้วยซ้ำ แต่หลังจากมีคำสั่งทางอำนาจเข้ามา เครื่องแบบจึงกำลังถูกนำมาสวมทับให้นักศึกษาแห่งนี้กันอย่างแข็งขัน คำถามก็คงอยู่ที่ว่าเมื่อ กรอบถูกวางมาให้ยอมรับตั้งแต่แรก ต่อไปความสร้างสรรค์หรือความงามทางศิลปะที่ต้องการการรับรู้ทางวิญญาณอย่างเปิดกว้างมาเป็นแรงบันดาลใจใหม่ๆตลอดเวลานั้น ไม่ทราบจะต้องตกอยู่ใน กรอบเพียงที่ครูบาอาจารย์วางเอาไว้เพื่อแลกกับเกรดดีๆ หรือใบปริญญาไว้การันตีตัวเองเท่านั้นหรือไม่  

ขอยกตัวอย่างอีกแห่งหนึ่งที่ถัดกันไปทางย่านท่าพระจันทร์ มหาวิทยาลัยแห่งนี้เคยเป็นตำนานแห่ง เสรีภาพทุกตารางนิ้วจนมีเรื่องเล่ากันว่า การปฏิเสธอำนาจผ่านเครื่องแบบนักศึกษาทำกันถึงขนาดที่ในอดีตมีนักศึกษาคนหนึ่งเคยประชดด้วยการสวมเน็คไทค์ 3 เส้น เข้าไปสอบเลยทีเดียว แต่เวลานี้เรื่องแบบนั้นคงถูกลืมเลือนไปแล้วเมื่อเรื่อง เครื่องแบบกำลังถูกผู้มีอำนาจบางคนในมหาวิทยาลัยนำมาใช้ควบคุมแนวทางชีวิตและชี้นำความดีให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งเสรีภาพแห่งนี้ ถึงขนาดที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยคนหนึ่งต้องไปออกรายการทีวีเพื่อบอกว่าชุดนักศึกษาควรใส่อย่างไร 

สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนสะท้อนการสร้างระบบสายอำนาจแบบผู้น้อยหมอบกราบกรานผู้ใหญ่ โดยการให้สวม เครื่องแบบ คือจุดเริ่มต้นของกระบวนเหล่านั้นที่ไม่แตกต่างไปจากกระบวนการสร้างทหารหรือตำรวจ สิ่งที่แปลกคือสังคมไทยนำกระบวนการทางอำนาจที่ไม่เสริมสร้างการคิดนอกกรอบหรือการคิดที่แตกต่างนี้มาใช้จัดการการเรียนรู้ตั้งแต่การเป็นนักเรียนชั้นอนุบาล การหมอบกราบกรานทำกันไปจนสู่รั้วมหาวิทยาลัยแม้จะมีวัยวุฒิหรือวุฒิภาวะที่มากขึ้นขนาดไหนก็ตาม 

แต่คงจะดีกว่าไม่ใช่หรือ หากทำให้การก้าวสู้รั้วมหาวิทยาลัยคือก้าวที่เข้าสู่การมีวุฒิภาวะในการตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง คือก้าวของการเรียนรู้ที่มีอิสระ มีเสรีภาพทั้งทางวิชาการหรือการใช้ชีวิต มีเรียนรู้จากการ ทำผิดและ ทำถูก มีเรียนรู้จากการเห็นที่แตกต่างและถกเถียงกัน เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาสร้างสรรองค์ความรู้ เป็นการแตกยอดความคิดที่จะพาสังคมก้าวไปข้างหน้า ทว่าในเมื่อแม้แต่ระบบแยกแยะความดียังต้องถูกชี้นำจากอำนาจสูงสุดและเป็นความจริงสูงสุดแบบนี้แล้ว สังคมไทยจะหนีวังวนแห่งการใช้อำนาจเหยียบย่ำกันได้อย่างไร  

หรือความจริงแล้ว บรรดาผู้ประสาทวิทยาและผู้มีอำนาจในมหาวิทยาลัยจะรู้ตัวเองดีว่าไม่มีปัญญาจะสอนอะไรมากว่าในตำราที่ถือไว้และท่องได้มากว่าคนอื่นซึ่งหากปล่อยให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ที่แตกต่างออกไปก็จะทำให้สูญระบบสายอำนาจแบบหมอบกราบตามวัฒนธรรมไป จึงต้องเริ่มต้นสร้างระบบสายอำนาจและฝังเป็นเมล็ดพันธุ์ชั่วร้ายให้สังคมไทยต่อไป ดังนั้น วันแรกที่นักศึกษาต้องเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยจึงต้องรีบนำ เครื่องแบบนักศึกษาไปสวมไว้ เพราะมันยังชินกับอำนาจกดทับเมื่อยังเรียนมัธยม มันเป็นสัญลักษณ์ของการสั่งได้และอำนาจที่เหนือกว่าเมื่อสวมมันไว้

การต่อยอดอำนาจทันทีในมหาวิทยาลัยแบบนี้จึงเป็นการสร้างกระบวนการหมอบกราบตามระบบวัฒนธรรมอำนาจแบบไทยให้คงอยู่ทุกระดับและนักศึกษาจะกลายเป็น ผลิตภัณฑ์ชั้นดีของโครงสร้างสังคมแบบอำนาจนิยม นอกจากนี้ เครื่องแบบนักศึกษาในสังคมไทยยังไม่ต่างอะไรไปจากการกำกับยศชั้นแบบตำรวจหรือทหารอีกด้วย ความเป็นชนชั้นจะถูกกำกับทันทีเมื่อสวม เครื่องแบบความแตกต่างกันของเข็มตุ้งติ้งหรือหัวเข็มขัด ความแตกต่างของสีกางเกงหรือกระโปรง ความแตกต่างของรองเท้าเก่าๆกับรองเท้าหนังใหม่ๆ ของมหาวิทยาลัยหนึ่งจะถูกนำไปจัดลำดับยศชั้นหรือลำดับทางชนชั้นกับมหาวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่งเสมอ  

เครื่องแบบนักศึกษาจึงกำลังนิยามคุณค่าของ นักศึกษาแบบใดกันแน่ ที่โหดร้ายยิ่งไปกว่านั้น เครื่องแบบนอกจากใช้เป็นเครื่องกำกับชนชั้นทางสังคมแล้ว ในบางสถานการณ์ยังสามารถใช้จำแนกแยกแยะความเป็นอริศัตรูที่ต้องทำสงครามกันด้วยโดยไม่ว่าจะคุณรู้จักกันกับอีกคนหนึ่งในเครื่องแบบของศัตรูหรือไม่ เรื่องแบบนี้คงไม่ต้องอธิบายมากความเพราะวาทกรรมคำว่า เด็กช่างกลหรือ เด็กอาชีวะคงจะอธิบายในตัวมันเองผ่านสื่อต่างๆมามากพอแล้ว 

ทิ้งท้ายอีกนิด กับคำถามเรื่อง คุณธรรมกับ อำนาจผมมักสงสัยเสมอๆว่า ทำไมสังคมจึงมักตั้งคำถามถึงการคงไว้ซึ่งของระบบรับน้องในมหาวิทยาลัยไทยแต่ไม่ตั้งคำถามอะไรเลยกับเรื่องการบังคับใส่เครื่องแบบนักศึกษา ทั้งที่มันก็คือการใช้อำนาจแบบหนึ่งที่ไม่ต่างจาก การว้ากรวมไปถึงเป็นการสร้างเงื่อนไขทางสายอำนาจเช่นเดียวกัน 

เพราะจุดเริ่มต้นของกระบวนการรับน้องจะเริ่มด้วยการการสั่งให้สวมชุด นักศึกษา ที่ถูกระเบียบเสมอ ซึ่งไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากคำสั่งของผู้มีอำนาจในสังคมไทยที่ออกคำสั่งมาเป็นระเบียบต่างๆ และปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นกระบวนการการใช้ อำนาจในรูปแบบเดียวกัน จะบอกว่าการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจในสังคมไทยหรือการใช้โดยครูบาอาจารย์แล้วจะ ดีกว่าหรือ มีคุณธรรม มากกว่าการที่นักศึกษาใช้อำนาจกันเองกระนั้นหรือ  แบบนี้แล้ว คำว่า ดีกว่าหรือ มีคุณธรรมมากว่าในสังคมไทยจึงหมายถึงการมี อำนาจมากกว่าดังที่กล่าวมาหลายรอบแล้วใช่หรือไม่ 

หากวันนี้สังคมยังไม่เอา เครื่องแบบออกจากร่าง นักศึกษาผู้ที่สังคมยกให้เป็น ปัญญาชนล่ะก็ คิดว่าไม่ว่าต่อไปอีกนานเท่าใด สังคมไทยคงจะไม่มีวันเลิกตอแหลความจริงอันอัปลักษ์ทางวัฒนธรรมของตัวเองได้ครับ    

เผยแพร่ครั้งแรกใน thongnoi.prachatai.com วันที่ 14 ก.ค. 50 แก้ไข 26 ก.ค. 50  

Secular State : อินเดียไม่ประกาศให้ศาสนาใดเป็นศาสนาประจำชาติ

ประเด็น ศาสนาประจำชาติเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในสังคมไทยที่อยู่ในภาวะแตกแยกทางความคิดมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สยามเวลานี้ อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาของการร่างรัฐธรรมนูญใหม่อันหมายถึงฐานรองรับกฎหรืออำนาจชอบธรรมสูงสุดครั้งใหม่เช่นกัน เพราะไม่ว่าอย่างไรศาสนา ศาสนาก็คือเรื่องของความเชื่อหรือศรัทธาที่สามารถแปรเปลี่ยนสู่การเป็นเครื่องมือของผู้ใช้อำนาจนำได้เสมอมา

อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องศาสนาเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพหุสังคมหรือพหุวัฒนธรรมเช่น สยามประเทศ  ARCHAEO 45 จึงของบทสัมภาษณ์ ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี ที่ลงในเว็บไซต์ ประชาไทมานำเสนอเต็มๆในพื้นที่นี้อีกทางหนึ่ง เพื่อนำไปสู่การถกเถียงหรือชวนคิดอย่างมีเหตุผลตามหลักการแห่งศาสนาทุกศาสนา

ดร.เชษฐ์ ติงสัญลี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

สัมภาษณ์โดย ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง

บนโลกใบนี้ ประเทศที่มีความแตกต่างหลากหลายทางความคิดความเชื่อมากที่สุดประเทศหนึ่งคงหนีไม่พ้นประเทศอินเดีย และบนความแตกต่างมากมายนี้ก็ไม่เคยประกาศยกให้ศาสนาใดเป็นศาสนาประจำชาติ แม้ว่าจะมีพลเมืองมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ นับถือศาสนาฮินดู อีกสิ่งที่น่าสนใจคือ นับตั้งแต่ประเทศอินเดียก่อตั้งเป็นประเทศและมีรัฐธรรมนูญหลังจากการได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษ คนในประเทศอินเดียกลับไม่เคยฉีกรัฐธรรมนูญเลยสักครั้ง แม้จะมีความแตกต่างกันมากมายและแตกตัวออกไปเป็นรัฐต่างๆ กว่า 20 รัฐ  ในโลกใบนี้เช่นกัน ประเทศที่มีความคล้ายคลึงอินเดียมากที่สุดประเทศหนึ่งก็คือ ประเทศไทยโดยเฉพาะด้านที่มีความแตกต่างหลากหลายทางความคิดความเชื่อมากมายมาอยู่ร่วมกัน อีกทั้งลัทธิความเชื่อ ศาสนา รูปแบบการเมืองการปกครองต่างๆ ตั้งแต่สมัยอดีตกาลมาก็ล้วนรับอิทธิพลมาจากประเทศอินเดียไม่มากหรือน้อยเกินไป ผสมผสานกลมกลืนกันมาจนกลายมาเป็นประเทศไทยในปัจจุบัน ทว่าในเวลานี้กลับเลือกมองข้ามแนวทางจัดการความแตกต่างแบบอินเดียอย่างไม่คิดจะเหลือบแลแม้จะแค่ให้เป็นกรณีศึกษา

ทำไมดินแดนแรกจึงดำรงเอกภาพบนความแตกต่างไว้ได้อย่างมีเอกลักษณ์และมั่นคงสถาพร ในขณะที่อีกประเทศหนึ่งกลับพยายามเชิดชูศาสนาหนึ่งขึ้นมาบนกฎหมายสูงสุดของประเทศและฉีกรัฐธรรมนูญไปแล้วไม่รู้ต่อกี่ครั้ง  บางทีเราอาจต้องย้อนทางกลับไปสู่เส้นทางที่เดินมาบ้าง เพื่อทบทวนอะไรบางอย่างที่อาจสูญหายไประหว่างทาง

ประชาไทขอนำผู้อ่านกลับไปสู่รากเหง้าทางความเชื่อและศาสนา จากประเทศอินเดียสู่ประเทศไทย ผ่านคำสัมภาษณ์ ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เดินทางกลับมาจากอินเดียดินแดนหลากอารยธรรมหมาดๆ หลังเก็บความรู้ ความคิดและความหลังในดินแดนภารตะมาถึง  4 ปีเต็ม  

โปรดพิจารณาความเหมือนบนความต่าง….แล้วโปรดกลับมาพิจารณาทบทวนกันอีกทีว่าศาสนาประจำชาติ คือคำตอบของการรักษาศาสนาจริงหรือ

000

ฐานความเชื่อทางศาสนาของชาวอินเดียในปัจจุบันมีลักษณะอย่างไร

ปัจจุบันคนอินเดียนับถือศาสนาฮินดูประมาณ 80 เปอร์เซ็น นับถือศาสนาอิสลาม 10 เปอร์เซ็น นอกนั้นเป็นศาสนาอื่น เช่น ซิกส์ พุทธ เชน หรือที่มีบ้างเล็กๆ น้อยๆ เช่น คริสต์ และโซโลฮัสเตอร์

ทุกศาสนามารวมกันที่อินเดียมาตั้งแต่สมัยโบราณ อย่างศาสนาคริสต์ไม่ใช่เพิ่งเข้ามาตอนในอินเดียช่วงตกเป็นอาณานิคมอังกฤษ แต่เชื่อว่าเข้ามาตั้งแต่สมัยเซนต์โธมัสหรือหลังจากที่พระเยซูโดนตรึงกางเขน อย่างไรก็ตาม ตรงนี้อาจจะบอกเล่ากันเกินจริงไป แต่อย่างน้อยตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจฬะ(พุทธศตวรรษที่ 15 – 19) ศาสนาคริสต์เข้ามาแล้ว หลักฐานจะมีลักษณะเป็นเรื่องเล่า แต่สำหรับหลักฐานที่เป็นจารึกไม่แน่ใจว่ามีหรือไม่ ศาสนาคริสต์ยุคเก่าๆ เช่น คริสต์จากซีเรียหรือเปอร์เซียที่ภายหลังได้รับการกดดันจากศาสนาอิสลามก็ย้ายมายังอินเดียด้วย

สรุปแล้วศาสนาไหนก็ตามแม้แต่จากเอเชียตะวันตกก็จะมายังอินเดียทั้งหมดจนคล้ายเป็นแอ่งรองรับความเชื่ออย่างพวกโซโลฮัสเตรียนหรือศาสนาดั้งเดิมตามแถวเปอร์เซียที่นิยมบูชาไฟก็ย้ายมาแถวๆ รัฐคุชราต แต่ในขณะเดียวกันภายในอินเดียเองก็มีความเชื่อตัวเองอยู่ก่อนด้วย

ความเชื่อตั้งแต่ดั้งเดิมในอินเดียที่ว่าเป็นอย่างไร

รากฐานความเชื่อดั้งเดิมในอินเดียมาจากศาสนาพระเวท เป็นศาสนาแรกที่มาจากตะวันตกนอกอินเดีย(เอเชียกลาง) แล้วเข้ามาเจอกับศาสนาพื้นเมืองที่โมเหนโช-ดาโร ของอินเดีย (อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ราว 2,000 ปีก่อนพุทธกาล )  

ศาสนาพื้นเมืองของอินเดียนับถือเทพธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ เพราะโมเหนโช-ดาโรเป็นอารธรรมเกษตรกรรมจึงจะนับถือดินหรือสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ได้แก่ สัญลักษณ์อวัยวะเพศหญิง สัญลักษณ์อวัยวะเพศชาย เช่น ศิวลึงค์ โยนี หรือพระแม่ธรณี

ส่วนศาสนาพระเวทที่เข้ามาผสมโดยพวกอารยันในเวลาต่อมานั้นแม้จะเชื่อเทพธรรมชาติเช่นกัน แต่เป็นเทพธรรมชาติตามอารยธรรมที่เป็นสังคมเร่ร่อน การเร่ร่อนไปมาจึงต้องสู้รบไปด้วยจึงนิยมนับถือพระอินทร์เพราะเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เวลากลางคืนพวกเร่ร่อนจะตั้งเตนท์แล้วก็ก่อกองไฟตรงกลางเพื่อป้องกันสัตว์ร้ายก็จะนิยมนับถือพระอัคนีด้วย ลักษณะความเชื่อจะเป็นอะไรแบบนี้

ทั้ง 2 อารยธรรมแม้จะนับถือเทพธรรมชาติเหมือนกันแต่ตั้งอยู่บนวิถีชีวิตวัฒนธรรมที่ต่างกัน พอมาเจอกันก็ดูดกลืนความเชื่อกันไป โดยเฉพาะการทำให้คนนอกศาสนาพระเวทเข้ามาเชื่อศาสนาพระเวท ดังนั้นพอศาสนาพระเวทเข้ามาอินเดีย พวกเทพสูงสุดดั้งเดิมเช่น พระสุริยะ พระอินทร์ ก็ตกยุค แต่เกิดตรีมูรติหรือเทพสูงสุด 3 องค์ขึ้นมาแทนได้แก่ พระศิวะ พระวิษณุ และพระพรหม

ประเด็นคือ หลังการผสมผสานทางความเชื่อครั้งนี้ทำให้เกิดความเชื่อว่า ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีต้องบูชาเทพ บูชาแล้วจะได้ชีวิตที่ดีทั้งโลกนี้และโลกหน้า ต่อมาภายหลังเกิดการคลี่คลายทางความคิดเป็นความคิดใหม่ว่า น่าจะหลีกหนีสังคมไปอยู่ป่าแล้วติดต่อกับพระเจ้า การหลุดพ้นไม่ใช่การอยู่ในสังคม เมื่อมาวิเคราะห์ผนวกไปกับกับลักษณะฤดูในอินเดีย ฤดูในอินเดียมันรุนแรงมาก ฤดูหนาวก็ติดลบไปเลย แต่พอฤดูร้อนก็ขึ้นสูงไปถึง 50 องศา แล้วก็กลับมาหนาวอีกมันคล้ายเป็นวงกลม ความคิดเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดจึงเกิดขึ้นมา ความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดนั้นไม่มีในความเชื่อของชาวอารยันดั้งเดิม ไม่มีบ่งบอกในพระเวท

นั่นคือรากกำเนิดของศาสนาฮินดูหรือศาสนาหลักในอินเดียที่สืบทอดมาจนปัจจุบัน แล้วศาสนาพุทธเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

พอคนเริ่มเปลี่ยนความคิดว่า หากอยากได้อะไรให้ก่อไฟบูชายัญเป็นหลีกลี้สังคมไปบำเพ็ญตบะหรือบำเพ็ญจิตใจให้บริสุทธิ์ก่อนเข้าไปรวมกับพระเจ้า แนวคิดนี้ปูพื้นฐานให้ศาสนาพุทธ

การเข้าไปรวมกับพระเจ้าของฮินดูคือตัวตน เรียกว่า อาตมันหรือพรหมมัน  คือเรามีตัวตนของเราเป็นวิญญาณเรียกว่าอัตตา ในภาษาสันสกฤตเรียกว่าอาตมัน แล้วก็มีวิญาณอันใหญ่อาจเรียกว่าอัตตาอันยิ่งใหญ่ที่สร้างโลกหรืออะไรก็ตามในโลกเรียกว่า ปรมาตมันรากศัพท์มาจากคำว่า บรมบวกกับ อาตมันดังนั้น ถ้าตายแล้วจิตใจยังไม่บริสุทธิ์มันก็เวียนว่ายตายเกิด จนจิตใจหมดสิ้นจากกิเลสแล้วค่อยไปรวมกับปรมาตมัน

คงจำได้ ก่อนเกิดศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าไปเรียนกับอาจารย์พราหมณ์ในป่ามาก่อน แม้จะได้พื้นฐานแต่พระพุทธเจ้าต่อยอดออกไป เช่น ในขณะที่พราหมณ์ไปบำเพ็ญตบะในป่าแต่ก็ยังฆ่าสัตว์บูชายัญ แนวทางพระพุทธเจ้าจะไม่เห็นด้วยกับตรงนี้  นอกจากนี้เวลานั้นแนวคิดการนับถือพระเจ้าได้พัฒนาไปสู่การนับถือพระเจ้าสูงสุดแล้วคือการไปรวมกับพรหมมัน แต่พระพุทธเจ้าเห็นว่าทุกอย่างมันไม่มีตัวตน มันตรงข้ามกัน

แล้วทั้ง 2 ศาสนาอธิบายสังคมต่างกันหรือไม่

ในศาสนาฮินดูมีเรื่องวรรณะ ทฤษฎีเดิมเชื่อว่าแยกกันด้วยเรื่องสีผิว คือแบ่งแยกสีผิวคนอารยันกับฑราวิกหรือคนพื้นเมือง แต่ภายหลังมีอีกทฤษฎีที่มาอธิบายว่าวรรณะแบ่งกันตามอาชีพที่ประมาณว่ามาจากการหวงวิชา แล้วถ่ายทอดกันไปเฉพาะกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีเก่าที่ว่าแยกตามสีผิวต้นทฤษฎีมาจากความหมายของคำว่า วรรณะที่แปลว่า สีกลายเป็นทฤษฎีที่แบ่งแยกระหว่างชาวอารยันกับฑราวิก ส่วนทฤษฎีการแบ่งตามอาชีพนั้นอธิบายต่อว่าเมื่อแบ่งหน้าที่ทางสังคมแล้ว พื้นฐานของสังคมทั่วไปคือการเหยียดกันระหว่างอาชีพกับอาชีพด้วย แนวคิดนี้ทำให้ตกต่ำลงจนทำให้ศาสนาพุทธถีบตัวขึ้นมาจากการปฏิเสธแนวคิดนี้

กฎทางสังคมถ้าไม่เอาไปผูกกับแนวคิดทางศาสนามันก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าไม่ศักดิ์สิทธิ์คนก็แก้ไขได้จริงหรือไม่ เหมือนรัฐธรรมนูญถ้าเป็นแค่กฎหมายเป็น  Secular (เรื่องทางโลก) มันไม่ศักดิ์สิทธิ์คนแก้ได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่บอกว่า กฎหมายนี้มาจากพระเจ้า ดังเช่น กฎในไบเบิ้ล บัญญัติ 10 ประการที่มาจากพระเจ้า ถามว่าแก้ได้หรือ

ความต่างระหว่าง Holy Law (กฎหมายศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับศาสนา) กับ Secular Law (กฎหมายทางโลก) คือการบวกความศักดิ์สิทธ์เข้าไป ดังนั้น เรื่องวรรณะถ้าจะให้คนเชื่อก็เอาไปบวกกับศาสนา เมื่อมันศักดิ์สิทธิ์คนก็ไม่สามารถแก้ได้จึงต้องเอาศาสนาอีกศาสนาหนึ่งมาแก้ ดังนั้น อยู่ดีๆถ้าใครจะมาบอกว่าล้มระบบวรรณะนั้นทำไม่ได้

ในช่วงเวลาหนึ่งศาสนาพุทธกับศาสนาฮินดูเจริญแข่งกันมาในอินเดีย แล้วทำไมศาสนาพุทธจึงเสื่อมสลายไปจากอินเดียในปัจจุบัน

อาจเพราะศาสนาพุทธพัฒนาตัวเองเข้าไปใกล้ศาสนาฮินดูทุกทีๆ  มันคล้ายกับการขายสินค้า พอขายสินค้ามันก็ต้องเลียนแบบกัน พอเลียนแบบมากๆเข้าแบบพอซื้ออันนี้จากแหล่งนี้ อีกแหล่งก็บอกว่ามีเหมือนกัน มันปรับตัวลดแลกแจกแถมกันไปให้คนซื้อรู้สึกว่าได้เลือกสิ่งที่ดีกว่า

ในสมัยก่อนศาสนาฮินดูกับศาสนาพุทธต่างกัน แต่ศาสนาพุทธเมื่อพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว เราไม่สามารถขออะไรจากพระพุทธเจ้าได้ เพราะถือว่าหายไปแล้ว ส่วนศาสนาฮินดูบอกว่ามีพระเจ้า มีความทุกข์ร้อนอะไรก็ขอจากพระเจ้าได้ ดังนั้น หากไม่ได้เรียนรู้ทางปรัชญามาก็จะเข้าไปขอ เขาก็จะบอกว่าแบบนี้ฮินดูก็ดีกว่าสิ พุทธก็เลยสร้างพระโพธิสัตว์ขึ้นมาแข่ง แตกออกมาเป็นมหายานเลย ใช้ทำหน้าที่แทนพระเจ้า

ทางฮินดูพอเห็นแบบนี้ก็ยิ่งทำให้มีอิทธิฤทธ์มากมายขึ้น พุทธก็ทำบ้างมีหลายมือหลายตา พอฮินดูบอกมีศักติ พุทธก็บอกว่ามีนางปรัชญา ก็แข่งกันไป

แนวคิดนี้นำมาสู่กับนับถือพุทธศาสนานิกายตันตระที่สูงมากขึ้นในอินเดีย เพราะการแข่งขันทำตลาดความเชื่อใช่หรือไม่

ใช่ แต่มันมีสองแนวคิดเกี่ยวกับการสลายของศาสนาพุทธในอินเดีย คือ ศาสนาพุทธเสื่อมลงจนกระทั่งไปคล้ายฮินดูมากขึ้นทุกที จนถูกมองว่าแม้จะไม่มีสงครามกับศาสนาอิสลามในอินเดีย  คนก็จะทิ้งศาสนาพุทธไปเอง แต่ในอีกมุมหนึ่งบอกว่าถ้าเสื่อมจริงทำไมทิเบตจึงรับศาสนาพุทธแบบมีพระโพธิสัตว์ไปแล้วยังสืบต่อศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองได้ ประเด็นคือแม้ศาสนาอิสลามจะเข้ามาพัฒนาการของศาสนาพุทธก็ไม่จบไปแต่กลับเข้าไปในทิเบตแล้วพัฒนาต่อ

แต่หากมองพัฒนาการพุทธศาสนาในอินเดียจะเห็นว่าต่างจากนิกายเถรวาทในประเทศไทย

เป็นความต่างในการใช้เครื่องมือ พุทธตันตระมีหลักคิดเกี่ยวกับเครื่องมือในการทำสมาธิ เช่น ภาพมณฑล(ที่อยู่ของเทพ) ประติมากรรมที่อาจเป็นเทพองค์ใดองค์หนึ่ง แล้วใช้เทพองค์นั้นเป็นเครื่องมือในการทำสมาธิ แต่เมื่อถึงขั้นสุดท้ายก็ปฏิเสธว่าแม้แต่เทพองค์นั้นก็ไม่มี ทุกอย่างเป็นมายา

เทพเป็นเครื่องทำสมาธิที่เหมือนกับการจำลองรูปของสิ่งที่ไม่มีรูปหรือไม่มีตัวตัวตนออกมา พอเราเพ่งจนเป็นอารมณ์ ประติมากรรมหรือภาพมณฑลนั้นจะอยู่ในใจเรา จนเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเทพหรือมณฑลอันนั้น ในที่สุดเราก็จะรวมกับเทพองค์นั้น มันเหมือนกับเลียนแบบฮินดู แต่ท้ายสุดคือขอให้รู้ว่าแบบนั้นมันก็เป็นอนัตตา ขอให้รู้ว่าทุกอย่างที่ทำขึ้นมานั้นไม่มีจริง ให้สำนึกรู้เอาเองว่าคือมายา 

แสดงว่าอินเดียมีความเชื่อที่หลากหลายจนเป็นพหุสังคม แล้ววิธีการจัดการความต่างทางความเชื่อไม่ให้มีความขัดแย้งเป็นอย่างไร

สมัยโบราณกษัตริย์จะเลือกนับถือศาสนาโดยเฉพาะศาสนาฮินดู เพราะเป็นฐานให้อำนาจกับกษัตริย์ได้ อาจสามารถอ้างตัวเองได้ว่าพระเจ้าเลือกมาบ้าง เป็นบุตรแห่งพระเจ้าบ้าง ก็ว่ากันไป ดังประติมากรรมกษัตริย์ในราชวงศ์กุษาณะ (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 6- 9 ) ที่พิพิธภัณฑ์มถุรา ที่ฐานจะมีจารึกเขียนว่าฉันเป็นลูกแห่งเทวดา หรือเหรียญต่างๆในสมัยนั้นจะแสดงให้รู้ได้เลยว่ากษัตริย์นับถือศานาฮินดู เช่น กษัตริย์กุษาณะยืนแล้วมือหนึ่งเอาของโยนในกองไฟ คงเป็นเรื่องการบูชาเทพเจ้า หรือแม้แต่กษัตริย์ในราชวงศ์คุปตะ (ประมาณพุทธศตวรรษที่ 8 -10 ) ก็พบหลักฐานลักษณะคล้ายกัน

แต่ขณะเดียวกันกลับปรากฏว่าในสมัยราชวงศ์คุปตะ ประติมากรรมในศาสนาพุทธกลับรุ่งเรืองและพบมากมาย อาจเพราะกษัตริย์ถือนโยบายอุปถัมป์ทุกศาสนา หรือแม้แต่ช่วงหลังคุปตะ (พุทธศตวรรษที่ 11 -14 ) เมืองหลวงของราชวงศ์วกาฏกะสร้างแต่ศาสนสถานฮินดู แต่ช่วงนั้นกลับมีขุนนางคนหนึ่งจะสร้างถ้ำอชัญตา (ถ้ำที่เป็นสังฆารามทางพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งในสมัยโบราณประกอบด้วย 28 ถ้ำ มีทั้งภาพจิตรกรรมและประติมากรรมในพุทธศาสนา – ประชาไท) กษัตริย์ก็เปิดทาง

แต่ก็เหมือนกันมีที่กษัตริย์บางพระองค์ถือนโยบายศาสนาประจำราชวงศ์ จนสั่งทำลายวัดอื่นอย่างราชวงศ์ปัลลวะหรือโจฬะ ศาสนาประจำราชวงศ์เป็นฮินดู ไศวะนิกาย กษัตริย์บางพระองค์จะสั่งทำลายไวษณพนิกาย ในจารึกหนึ่งบอกว่า จงเอานารายณ์บรรทมสินธุ์ไปทิ้งทะเล เพราะว่าทะเลเป็นที่อยู่นารายณ์บรรทมสินธุ์ให้ไปอยู่ในที่นั้นก็แล้วกัน ผู้นับถือไวษณพนิกายก็เลยต้องหนีไปที่อื่น

แต่ความขัดแย้งที่มารุนแรงจริงๆคือ เมื่อศาสนาอิสลามเข้ามาด้วยสงคราม แต่สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไปในระยะหลัง กษัตริย์อิสลามพระองค์หลังๆกลับเริ่มเข้าใจว่าไม่สามารถสร้างอิสลามบริสุทธิ์ในอินเดียได้ ตรงนี้แสดงความเข้มแข็งมากของวัฒนธรรมอินเดีย กษัตริย์อิสลามจึงต้องมาคิดว่าทำอย่างไรจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

ตัวอย่างสำคัญคือพระเจ้าอักบาร์ แห่งราชวงศ์โมกุล (พุทธศตวรรษที่ 21 -23 ) จะไม่มีการไปต่อต้านฮินดูอีก และคิดไปถึงขนาดที่จะเอาหลักดีๆของศาสนาอื่นมารวมกัน นอกจากนี้กษัตริย์แคว้นคุชราตบางคนแม้จะเป็นอิสลามก็แต่งงานกับมเหสีชาวคริสต์บ้าง ฮินดูบ้าง อย่างกษัตริย์พระองค์หนึ่งพอสวรรคต เจ้าหญิงฮินดูที่แต่งงานด้วยก็สร้างมัสยิดถวาย ตัวมัสยิดเองก็ใช้ชื่อภาษาสันสกฤตด้วย

แสดงว่าในวัฒนธรรมอินเดียในอดีตแม้จะมีความขัดแย้งเพราะความเชื่อใหม่หรือศาสนาเข้ามา แต่ก็ใช้ความหลากหลายเป็นรากฐานวัฒนธรรมทำให้มีความเข้มแข้ง และเกิดการประนีประนอมกันมากกว่าเกิดการประหัตถ์ประหารกัน  แล้วในปัจจุบันจัดการความแตกต่างต่างจากในอดีตหรือไม่ 

เมื่อเกิดประเทศอินเดียขึ้นก็ระบุเลยว่าอินเดียเป็น Secular State (ประเทศที่ไม่เน้นเรื่องศาสนาหรือมีศาสนามาครอบงำทางการเมือง) หรือประเทศที่ไม่ถือว่าศาสนาใดเป็นศาสนาประจำชาติ เพื่อให้ชนกลุ่มน้อยมีตัวตนขึ้นมา ถ้าเขียนว่าฮินดูเป็นศานาประจำชาติจะทำให้ทุกคนต้องนับถือฮินดู หรือกฎหมายทุกอันต้องออกมาสอดคล้องรองรับความเป็นฮินดู

ถ้าอินเดียยึดถือประชากร 80 เปอร์เซ็นแล้วประกาศศาสนาฮินดูเป็นศาสนาประจำชาติ ระบบวรรณะก็จะยังคงอยู่ คนที่นับถือศาสนาอื่นอาจจะไม่มีสิทธิในสภาหรือไม่มีวันหยุดราชการเป็นของตนเอง ไม่สามารถใช้ภาษาตนเองเป็นภาษาราชการได้

ปัจจุบันภาษาราชการในอินเดียมี 15 ภาษา หนึ่งในภาษานั้นก็มีอูระดูซึ่งเขียนด้วยตัวอาหรับ ถ้าคนมุสลิมไม่สามารถเขียนอักษรเทวนาครีได้ก็สามารถใช้อักษรอาหรับเป็นภาษาติดต่อราชการได้ ภาษาทั้ง 15 ภาษาจะแบ่งตามเชื้อชาติ ทั้งนี้ ประเทศอินเดียแบ่งออกเป็น 20 รัฐที่ใช้ภาษาต่างกัน แต่ละรัฐจะภูมิใจในศาสนาของตัวเอง ดังนั้น เมื่อเข้าไปในแต่ละรัฐก็เหมือนเปลี่ยนประเทศใหม่ แต่ในธนบัตรเขาจะพิมพ์ภาษาทั้ง 15 ภาษาลงไป หรือวันหยุดราชการก็จะหยุดทุกศาสนาเพื่อให้ทุกศาสานาเท่าเทียมกัน ดังนั้นแม้เป็นชนกลุ่มน้อยก็สามารถประกอบพิธีของเขาได้

ประเทศอินเดียยอมรับกันในความต่างสูงมาก มิฉะนั้น อินเดียนยูเนี่ยนหรือสหพันธรัฐอินเดียตามศัพท์เดิมที่มหาตมะคานธีตั้งก็ไม่สามารถรวมกันได้ การเป็น Secular State แล้วก็ทำให้สังคมสมานฉันท์กัน

แล้วถ้าเปรียบเทียบลักษณะร่วมและลักษณะที่แตกต่างระหว่างอินเดียกับไทย

ลักษณะร่วมคือเป็นสังคมหลากหลายเหมือนกัน ประเทศไทยมีทั้งคนนับถือศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ หรือศาสนาอื่นๆมาอยู่ร่วมกัน เพียงแต่เรากลับรู้สึกว่าแกนของเมืองไทยคือศาสนาพุทธและจะต้องหยุดที่ความสำคัญของศาสนาพุทธเท่านั้น ต้องใช้ภาษาไทยเป็นภาษาราชการเท่านั้น คนไทยชอบไปมองต่างประเทศที่คิดว่าเป็นอารยะแล้วแต่ไม่มองประเทศที่มีลักษณะพื้นฐานคล้ายๆกัน

ลักษณะสังคมไทยก่อนที่ศาสนาพุทธนิกายเถรวาทจะเข้ามาก็เคยอยู่กันด้วยความหลากหลาย เช่น สมัยทวารวดี พุทธศาสนานิกายเถรวาทก็อยู่กับนิกายมหายานได้ ฮินดูก็อยู่ร่วมกันทั้งไศวนิกายและไวษณพนิกาย และยังมีนับถือผีอีก แต่อยู่ร่วมกันได้

ในจารึกสุริยวรมันที่ 1 หรือจารึกศาลพระกาฬที่พบในจังหวัดลพบุรี กษัตริย์เหมือนเคยพูดว่าศาสนาทุกศาสนาอยู่ร่วมกันด้วยความสุข ประกาศคุ้มครองทุกศาสนา แม้ว่ากษัตริย์จะเป็นฮินดูไศวนิกายก็ตาม นอกจากนี้ก็อนุญาตให้สร้างปราสาทเป็นศาสนสถานพุทธได้(เนื้อความในจารึกศาลพระกาฬหรือจารึกหลักที่19  : (มหา) ศักราช 944 วันอาทิตย์ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 10 พระบาทกัมรเดงกำตวน อัญศรีสูรยวรมทวะ มีพระบัณฑูรตรัส พระนิยมนี้ให้บุคคลทั้งหลายถือเป็น สมาจารคือกฎที่ต้องประพฤติปฏิบัติตามต่อไป

ในสถานที่อยู่ของดาบสทั้งหลาย หรือของผู้ซึ่งบวชเป็นพระภิกษุมหายานก็ดี บวชเป็นสถวิระก็ดี ให้ท่านทั้งหลายที่บวชโดยจริงใจถวาย ตบะแก่พระบาทกัมรเดงกำตวญอัญศรีสูรยวรมเทวะ

ถ้าผู้ใดมาทำทุราจารใน ตโบวนาวาสต่างๆแลมารบกวนดาบสซึ่งถือโยคธรรม ไม่ให้สวดมนต์ถวายตบะแด่พระบาทกัมรเดงกำตวนอัญศรีสูรยวรมเทวะโปรดเกล้าฯให้จับผู้นั้นมาขึ้นศาลสภา เพื่อจะได้ฟังคดีที่ควรจะถูกตัดสินอย่างเคร่งที่สุด  : แปลโดยศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ – ประชาไท ) 

ศาสนาพุทธเนิกายเถรวาทเข้ามาในช่วงไหนและได้รับการยอมรับมากขนาดนี้ในประเทศไทยได้อย่างไร

เคยวิเคราะห์แบ่งช่วงประวัติศาสตร์ตรงที่พุทธศตวรรษที่ 19 เพราะเป็นช่วงที่ศาสนาพุทธและฮินดูในประเทศอินเดียเริ่มเสื่อมเนื่องมาจากศาสนาอิสลามกำลังรุกเข้าไปในช่วงนั้น ทำให้ภูมิภาคแถบเราคงติดต่อกับทางอินเดียได้ยาก จึงต้องไปติดต่อกับทางลังกาที่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ความนิยมนิกายเถรวาทจึงเข้ามาในช่วงนี้

ช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 โลกมันเปลี่ยนแปลง ทางจีนก็เปลี่ยนเป็นราชวงศ์หยวนหรือมองโกลที่พยายามรุกมาทางพม่าด้วย เรื่องเหล่านี้มันสั่นคลอนหมดทั้งภูมิภาคและโลก ส่วนมุสลิมในอินเดียก็มีอิทธิพลเช่นกัน ทำให้อินเดียที่เคยเป็นแกนให้ภูมิภาคนี้ตลอดเกือบพันปีหายไป พอภูมิภาคเคว้ง พูดง่ายๆก็ต้องช่วยกันเอง ถ่ายทอดความเชื่อกันเอง เริ่มแรกก็รับความเชื่อจากลังกา พอแต่ละรัฐเริ่มมั่นคงขึ้นก็แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมความเชื่อกันภายในภูมิภาคภายใต้พื้นฐานความเชื่อในนิกายเถรวาท 

หลังการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดการจัดการทางความเชื่อที่ต่างกันอย่างไร

กรณีอินเดียที่เป็น Secular State ก็เปิดโอกาส แม้จะมีกฎหมายที่มีอิทธิพลของฮินดูแต่ก็มีกฎหมายที่มีอิทธิพลของอิสลามมาด้วย

สำหรับในประเทศไทยคิดว่าเป็นศูนย์กลางศาสนาพุทธแล้ว แต่ความจริงไม่ได้มองโลก ไม่ได้มองคนอื่นว่าเป็นอย่างไรและไม่ยอมรับความแตกต่าง แค่พุทธเองก็มีนิกายตันตระ มีพุทธแบบทิเบต เขาทำอะไรบ้างก็ไม่เคยรู้ เขามีวิธีคิดทางศาสนาที่ก็พัฒนาไปเรื่อยๆอย่างไร เราก็ไม่สนใจ มองว่าพุทธต้องเถรวาทเท่านั้นแล้วมองอีกว่ามุสลิมเป็นชนส่วนน้อย

หลังการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ศาสนาพุทธมีความแตกต่างกันมากมายไปตามแต่ละนิกาย แสดงว่าศาสนาพุทธเองแนวคิดก็ไม่ตกผลึกเป็นหนึ่งเดียว ทำให้มีการเมืองของนักบวชใช่หรือไม่ 

ตอนนี้เด็กทุกคนในประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อำนาจของหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาหรือ มัธยมศึกษา ซึ่งจะปั้นเด็กอย่างไรก็ได้ หลักสูตรเหล่านั้นบอกว่าเราต้องรักชาติจนเป็นชาตินิยมไป ปั้นแบบนี้ขึ้นมาจนประสบความสำเร็จ การปั้นพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มีคำนี้ในหนังสือเรียนซึ่งพอเด็กรับพื้นฐานนี้แล้วรู้ภายหลังว่าทำไมรัฐธรรมนูญจึงไม่มีระบุไว้ก็ช็อก นี่คือเด็กที่ได้รับการสร้างโมเดลเสร็จเรียบร้อย  คนไทยเวลาเรียนไม่ว่าอะไรก็ตามไม่ค้นคว้าต่อ สมมติผมสอนประวัติศาสตร์ศิลปะแล้วอ้างคัมภีร์อะไรขึ้นมา มีนักศึกษาที่กลับไปค้นว่าที่สอนมันมีในคัมภีร์นั้นจริงหรือไม่สักกี่คน ขนาดนักศึกษามหาวิทยาลัยเป็นแบบนี้ แล้วเด็กประถมหรือมัธยมจะค้นหรือว่ารัฐธรรมนูญบอกว่าเป็นพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติตามที่บอกไว้ในแบบเรียนหรือที่อาจารย์สอน  แต่ไม่แน่ใจว่าคนที่ร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้นมีความคิดเรื่องนี้หรือไม่ การไม่เขียนระบุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญอาจจะเป็นเพราะมีความรู้เรื่อง Secular State ตั้งแต่แรก ต้องไปศึกษาที่มาของรัฐธรรมนูญว่าทำไมทุกฉบับจึงไม่ระบุให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ  เกี่ยวกับ ดร.เชษฐ์ ติงสัญชลี หลังไปใช้ชีวิตในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย 4 ปี เพื่อศึกษาต่อในระดับดุษฎีบัณฑิต ด้านประวัติศาสตร์ศิลปะจากสถาบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งประวัติศาสตร์ศิลปะการอนุรักษ์พิพิธภัณฑสถานวิทยา (National Museum Institute of History of Art Conservation and Museology)

4 ปี ในประเทศอินเดีย นอกจากความรู้ภาษาอย่างอังกฤษและภาษาสันสกฤตที่ต้องเรียนแทบทุกวันแล้ว ยังต้องศึกษาวิชาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับศิลปะอินเดียโบราณ ศิลปะอินเดียเหนือและใต้สมัยกลาง ประติมานวิทยา พื้นฐานศาสนาต่างๆ ประวัติศาสตร์ วรรณคดี ภูมิศาสตร์ เพื่อปูพื้นสู่การทำวิทยานิพนธ์เรื่อง สัตตมหาสถาน

ในช่วงเวลา 4 ปีนี้ ดร.เชษฐ์ไปสัมผัสพื้นที่อินเดียจนเรียกได้ว่าแทบทุกรัฐ ไม่ว่าจะจากคุชราตถึงเบงกอล หรือจากแคชเมียร์ถึงทมิฬนาดูเพื่อถ่ายรูปประติมากรรม สถาปัตยกรรม และเข้าพิพิธภัณฑ์ต่างๆ และเดินทางต่อไปยังลังกา บางครั้งก็ไปถึงปากีสถานหรือเนปาล

ดร.เชษฐ์ เล่าว่าเริ่มต้นเดินทางแบบนี้ก็ด้วยการอ่านหนังสือท่องเที่ยวและหนัสือวิชาการบ้าง อินเตอร์เน็ตบ้าง ซื้อหนังสือที่มีรูปบ้าง คนอินเดียมักเดินทางโดยรถไฟเป็นหลักก็หาวิธีการจองตั๋วแล้วจัดสรรเส้นทางเดินทาง หากศาสนสถานใดอยู่ไกลหรือไม่รู้ว่าอยู่ที่ใดก็สื่อสารด้วยภาษาถิ่นตามด้วยการชี้รูปในหนังสือที่ซื้อมาให้คนพื้นถิ่นดู

พ.ศ.2550 ดร.เชษฐ์ กลับสู่ประเทศไทยและเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร