ขอเชิญร่วมงานคืนสู่เหย้าและรำลึกถึง 1 ปีพี่ต้า(และพี่น้องผู้ล่วงลับทุกท่าน)

poster archaeo2

Advertisements

เพลงคณะ นะเธอจ๋า

ข่าวคราวพี่ต้า พิเศษ สังข์สุวรรณ มีมาอยู่เนืองๆ จนหวนนึกถึงบทเพลงต่างๆในคณะโบราณคดีที่เคยร่วมร้อง ร่วมเล่นกันมาทั้งอย่างเป็นพิธีการและแบบสรวลเสเฮฮาในช่วงเย็นๆจนถึงเกือบเช้าใต้ร่มเงาปู่กร่างตลอด 4 ปี หลายเพลงพี่ต้าเป็นคนแต่ง อีกหลายบทเพลงก็มีคุณค่าไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เพราะเป็นผลงานที่พี่เก่าหลายคนและหลายรุ่นใช้การผ่านชีวิตและประสบการณ์ต่างๆมารังสรรค์เป็นถ้อยคำและท่วงทำนองบันทึกช่วงวันเวลาหนึ่งๆเอาไว้  หลายเพลงจึงเป็นมากกว่าเพลง แต่มีเรื่องราวและความหลังที่ชวนมองย้อนกลับไปอย่างมากมาย แต่บางทีคนโบราณยุคหลังๆอาจจะไม่ค่อยรู้และไม่ค่อยหยิบยกมาใช้สร้างความเฮฮาครื้นเครงดังแต่ก่อนที่เสียงกลองมักดังสนั่นแทบทุกเย็น  โชคดีที่การท่องเข้าไปในโลกอินเตอร์เน็ตครั้งหนึ่งทำให้ได้เจอกระทู้ อยากร้องเพลงคณะแปลกใจปนประหลาดใจที่ยังมีหลายๆคนพูดถึงบทเพลงเหล่านี้อย่างจริงจังในกระแสเวลาที่เปลี่ยนไป เป็นบอร์ดของรุ่นไหนไม่ทราบได้ คาดว่าน่าจะเป็น ซาหริ่ม จากบอร์ดนี้เองทำให้ผมรู้ว่า เพลงอาลัยลั่นทมนั้นเนื้อร้องแต่งโดย พี่เจนภพ จบกระบวนวรรณ แต่ใช้ทำนองล้อไปกับ มาลัยใบจันทน์ทำนองเดิมของพี่ต้า ดังนั้น ที่ผมเคยเล่าไปก่อนนี้จึงผิดพลาดว่าเนื้อร้องแต่งโดยพี่ต้า จึงขออภัยพี่น้องคนโบราณมาไว้ยังที่นี้ด้วย  

 บางส่วนจากกระทู้ อยากร้องเพลงคณะบางความเห็นเป็นคำบอกเล่าจากพี่ต้าด้วยhttp://www.pantown.com/board.php?id=5412&area=1&name=board1&topic=408&action=view  เป็นความสนุกเล็กๆแบบคนโบราณๆ  

เมื่อวานกูเดินทางไปพิษณุโลก ระหว่างทางที่ผ่านอยุธยา อยู่ดีดีกูก็นึกถึงเพลงที่เมื่อก่อนร้องเป็นประจำขึ้นมา..อยุธยา.. เมืองเก่าของเราแต่ก่อน…”   กูจำได้ว่าเพลงคณะเรา มีทั้ง อยุธยา , ลพบุรี , สุโขทัย .. แต่กูไม่แน่ใจว่า พิษณุโลก มันมีป่ะวะ ? ถ้ามี.. ใครก็ได้ช่วยลงเนื้อร้องให้ดูหน่อยดิ หรือถ้าใครนึกเพลงอื่นได้ ก็มาลงๆกันหน่อย  คิดถึงคณะว่ะ คิดถึงพวกมึงด้วย  โดย: AiMeR [5 พ.ค. 50 23:07] ( IP A:203.153.175.133 X: )  ——————————————————————————–เพลงอาลัยลั่นทม  น่าเสียดายครับ ที่รุ่นเรา ยังร้องเพลงนี้กันไม่ค่อยได้ ไปเอามาจากเว็ปรุ่น 45 ใครรู้ทำนอง ก็ช่วยสอนๆ กันร้องหน่อยนะครับ ถ้าจัดลำความคลาสสิคของเพลงคณะเราแล้ว มีสามเพลง ซึ่ง อ.พิเศษ สังข์สุวรรณ (นักทำดนตรีประกอบภาพยนต์มือหนึ่งแห่งเมืองไทย และ เคยสวมบทบาท เป็น “เนเมียวสีหบดี” ในเรื่องบางระจัน “พญามัจจุราช”ในเรื่องนรก “หมอขมังเวทย์ ในเรื่องลองของ” ) เป็นผู้ประพันธ์ทั้งเนื้อร้องและทำนอง คือ แววมยุรา,มาลัยใบจันทร์,อาลัยลั่นทม และเพลงอื่นๆ อีกมากมาย โดย: ออกญาเมืองตูร์ [6 พ.ค. 50 1:02] ( IP A:82.228.158.118 X: )  ——————————————————————————–

ความคิดเห็นที่ 2รักริงโง” คำร้อง-ทำนอง โดย สุรพล สมบัติเจริญ (ราชาเพลงลูกทุ่ง)  ค่ำคืนนี้มีจันทร์สวยส่องสกาว เมฆขาวพราวเรียงรายเห็นดาวเกลื่อนท้องนภาน่าใจหาย คนรักคลายยังไม่มาให้ชื่นค่ำคืนนี้ไม่มีแม้แต่เงาเธอ พี่เผลอกายเฝ้ายืนไร้คนเกี่ยวก้อยแสนเศร้าสุดฝืน ทนเฝ้ายืนกลืนน้ำตาโอ้..นวลน้องเนื้อทองเจ้าอยู่แห่งไหน โปรดเห็นใจพี่สักคราย้อนคืนกลับ ซิ น้องเอย อย่าช้า มาซิมา พี่จะพาน้องโชว์พี่ยังรักยังคอยไม่เปลี่ยนใจ ใต้ซุ้มรักริงโง..ทุกคืนค่ำ พี่ยังคอยแม้ดึกโข เฝ้าร้องเพลงริงโงเรียกเธอ.. (เพลงนี้ คาดว่า คงเป็นเพลงที่ พวกรุ่นพี่สมัยก่อนนู้น นำมาร้องเล่นกันบ่อย ไม่แน่ใจว่า ในยุคที่ สุรพล สมบัติเจริญ กำลังดังสุดขีด นักศึกษาคณะเรา ก็คงจะเป็นแฟนๆ ของนักร้องผู้นี้อยู่เหมือนกัน ที่แน่นอนที่สุด คือ “คุณพี่ เจนภพ จบกระบวนวรรณ” นักสะสมเพลงลูกทุ่ง ก็เป็นศิษย์โบราณคดี… เพลงนี้ อย่างน้อยที่สุด พวกผู้ชายรุ่นเราคงจำกันได้ดี ตอนปีหนึ่งในค่ำคืนแห่งวันสุกดิบ ฮะๆๆๆ ) โดย: ออกญาเมืองตูร์ [6 พ.ค. 50 1:15] ( IP A:82.228.158.118 X: )  ——————————————————————————–ความคิดเห็นที่ 3

นเรศวร…. พระมหาวีรราชเจ้า จอมไทย เพลง “มาร์ชนเรศวร” ที่จริงแล้ว เป็นหนึ่งในบทเพลงปลุกใจของกองทัพบก ทำนองเพลงจริงๆแล้ว จะเร็วกว่า และไม่มีการร้องรับ ที่จริงพูดถึงเพลงนี้ ก็นึกถึง “พระราชวังจันทน์” ซึ่งอยู่ที่พิษณุโลก สมเด็จพระนเรศวร เคยประทับอยู่เช่นกัน ต่อมา ที่กรุงศรีอยุธยา ก็มีพระราชวัง ชื่อ “จันทน์เกษม” ก็เป็นหนึ่งในที่ประทับของพระองค์ดำคราครั้งที่ดำรงยศเป็นอุปราช  พระราชวังจันทร์เกษม ที่อยุธยา เป็นสถานที่ใช้รับน้องใหญ่คณะโบราณคดี (มาลัยใบจันทร์) ในสมัยแรกเริ่มเดิมที เคยเห็นภาพถ่ายเก่าๆที่คณะ ภาพเหล่านี้อยู่ในหนังสือรุ่น ช่วงปี 13-25 มั้งถ้าจำไม่ผิด อยู่ในห้องสมุด ดูในภาพแล้ว บรรยากาศคงน่ากลัวมาก.. ) โดย: ออกญาเมืองตูร์ [6 พ.ค. 50 1:31] ( IP A:82.228.158.118 X: )  ——————————————————————————–

ความคิดเห็นที่ 4

แล้วยังมีอีกเพลงนึง ชื่อ “ศรีสัชาลัย” (ไม่ใช่เพลงสุโขทัยนะครับ)เหมือนเคยได้ยินพี่เก่าซักคน บ่นๆว่า เพลงนี้หายไปไหนแล้วผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ หากว่า ถ้ามีเพลงนี้จริง ถ้าพี่ๆท่านไหนเปิดผ่านเข้ามาในกระทู้แห่งนี้ ช่วยแถลงถึงข้อเท็จจิงด้วยครับ จะเป็นพระคุณต่อรุ่นของพวกเราอย่างมาก โดยส่วนตัวแล้ว ผมสนใจถึงความเป็นมาของเพลงคณะอยู่พอสมควร ก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ ว่า เพลงไหนเก่าแก่ที่สุดของคณะโบราณคดี หากวิเคราะห์กันจริงๆแล้ว ประเพณีมาลัยใบจันทร์ นั้น มีขึ้นครั้งแรก ปีใด เพลง แววมยุรา ถูกจัดเป็นเพลงคณะเมื่อใด แล้วเพลงไหน เป็นเพลงแรกของโบราณคดีคงต้องให้พี่ๆ ในสมัยนั้นมาเป็นผู้ให้คำตอบ แต่เชื่อว่า โบราณคดี สี่ ถึง ห้ารุ่นแรก คงยังไม่มีประเพณีนี้อย่างแน่นอน  โดย: ออกญาเมืองตูร์ [6 พ.ค. 50 1:49] ( IP A:82.228.158.118 X: )  ——————————————————————————–

ความคิดเห็นที่ 5

อยากร้องเพลงประปรางค์สามยอดอ่ะ ชอบทำนองเพลง แต่กรูลืมเนื้อร้องบางส่วนไปว่ะ ใครที่พอมีเนื้อร้องเก็บอยู่บ้าง เอามาลงเป็นอานิสงค์แกเพื่อนๆหน่อยวะ โดย: หนูทิพย์คิดถึงโบราณคดีมากๆๆๆๆ [6 พ.ค. 50 9:46] ( IP A:203.152.9.158 X: )  ——————————————————————————–

ความคิดเห็นที่ 7

ซูฮก สันติชิบหาย..อยู่ตั้งไกลถึงฝรั่งเศส เสือกหาข้อมูลเพลงคณะเราได้ขนาดนี้ เจ๋งๆ  ว่าแต่เพลงอาลัยลั่นทมนั่นน่ะ อยากฟังว่ะ ตอนเห็นเนื้อร้องครั้งแรกในเวบรุ่น 45 ก็รู้สึกว่า..มันได้อารมณ์มากเศร้าแบบอาลัยอาวรณ์จริงๆ  โดย: AiMeR [6 พ.ค. 50 22:19] ( IP A:203.153.174.252 X: )  ——————————————————————————–ความคิดเห็นที่ 9 และ 10

แววมยุรา (เพลงแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจ ตัดพ้อต่อว่าตามประสาวัยรุ่นนมเพิ่งแตกพาน..ช่วงนั้นปี 2510 กลางๆปี ก็มีข่าวมาว่าทางสภาการศึกษาแห่งชาติมีดำริจะยุบคณะโบราณคดี หรือไม่ก็เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนหลักสูตรเป็นคณะอักษรศาสตร์ไปเสียรู้แล้วรู้รอด ตามคติการศึกษาจากสภาเต่าตุ่นที่ไหนก็ไม่ทราบรายละเอียดนัก โดยไม่ศึกษาให้สมกับเป็นสภาการศึกษาว่า แกนปรัชญาวิชาหลักที่เราเรียนคือวิชาโบราณคดี ซึ่งไม่ใช่วิชาอักษรศาสตร์.. แต่เขาคิดในแง่บริหารการศึกษาที่ไม่ได้ศึกษา ตามประสาคนว่างงานช่างคิดเพ้อเจ้อ!! 

เราก็ไปเดินขบวนไปโวยกันพอให้เต่าหดหัวเข้ากระดองและกลับไปคิดใหม่ ว่า งั้นกูก็ตั้งคณะอักษรศาสตร์ขึ้นมาใหม่ก็ได้..ง่ายกว่า..ไหนๆก็มีแผนที่จะขยายมหาวิทยาลัยจอมยุ่งนี้อยู่แล้ว อย่าให้มันยุ่งมากกว่านี้เลย..เวียนเฮดว่ะ!!\\” เพลงนี้มีแรงดลใจมาจากเรื่องนี้ แต่ไม่ได้มีผลในการตัดสินใจของใครต่อหรอก จากคำบอกเล่าของ พิเศษ สังข์สุวรรณ โดย: boNg [6 พ.ค. 50 23:22] ( IP A:58.147.105.82 X: )  ——————————————————————————–ความคิดเห็นที่ 11และ 12

มาลัยใบจันทน์  เนื้อร้องทำนอง พิเศษ สังข์สุวรรณ เพลงนี้เขียนขึ้นเมื่อเพื่อพิธีไหว้ครูรับน้องใหม่ปี 2512 ที่มาของเพลงนี้เนื่องมาจากการรับน้องปี 2511 ที่พระราชวังนารายณ์ราชนิเวศน์ ลพบุรี ตอนนั้นพี่ปู่ เจตนพันธ์ ธนสุนทร เป็นหัวหน้าหน่วยที่นั่น แกไปเตรียมกิ่งใบจันทน์ห้อยริบบิ้นสีม่วง มาให้รุ่นพี่นำไปสวมคอให้น้องเมื่อจบพิธีรับน้องใหมแล้วซึ่งก็เป็นการตบหัวแล้วลูบหลังที่ดี 

อย่างน้อยก็แทนคำพูดว่า “ตบกะบาลเจ้าเพราะฮักเจ้า” ..ก็ดีกว่าตบแล้วเฉยๆ จึงนำแนวคิดมาประยุกต์ในปีต่อมา เพราะรับตำแหน่งประธานเชียร์และการแสดง มีหน้าที่โดยตรงอยู่แล้วจึงมีโอกาสที่จะปรับแต่งวิธีการเดิมให้เป็นพิธีการมากขึ้นและตรงความหมายความประสงค์ของการกระทำมากขึ้นโดยเพิ่มพิธีไหว้ครูและบายศรีสู่ขวัญ เข้าไปในกระบวนการรับน้องใหม่ด้วย มีท่านคณบดีเป็นประธานในพิธี  ถ้าเพลงและพิธีนี้ประสบความสำเร็จตามความมุ่งหมาย ก็ต้องยกคุณงามให้อาจารย์และรุ่นพี่ทุกคนที่ร่วมงานและสืบต่อกันมา.. ความจริงแล้วทุกรุ่นก่อนหน้านั้นก็ประสงค์ในสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ไม่ได้สร้าง ประตูที่ชัดเจนกว้างพอที่จะเชื่อมบริเวณซึ่งกันและกันเท่านั้น จากคำบอกเล่าของ พิเศษ สังข์สุวรรณ โดย: boNg [6 พ.ค. 50 23:45] ( IP A:58.147.105.82 X: )  ——————————————————————————–ความคิดเห็นที่ 13

อาลัยลั่นทม เนื้อร้องทำนอง เจนภพ จบกระบวนวรรณ โบราณคดีรุ่น 20  เพลงนี้เขียนขึ้นในช่วงที่ต้องย้ายออกจากตึกพรรณาราย มาเรียนที่ใหม่ ด้วยความอาลัยจึงได้แต่งเพลงนี้ขึ้นโดยใช้ ทำนองล้อกันกับเพลงมาลัยใบจันทน์ ต่อมาเพลงนี้ได้ถูกใช้ในพิธีปัจฉิมนิเทศจนปัจจุบัน โดย: boNg [6 พ.ค. 50 23:58] ( IP A:58.147.105.82 X: )  ——————————————————————————–ความคิดเห็นที่ 14

โบราณคดี 1   เนื้อร้องทำนอง ไม่ทราบผู้เขียน แต่ท่วงทำนองคล้าย “เพลงนกน้อยในไร่ส้ม” ที่นักหนังสือพิมพ์ชอบร้องกัน น่าสงสัยว่าน่าจะเป็น พี่จิตต์ (สุจิตต์ วงษ์เทศ) หรือพี่ขรรค์(ขรรค์ชัย บุญปาน) เป็นผู้เขียน เพราะใฝ่ใจทางหนงสือพิมพ์อยู่ทั้งคู่ พวกเราโบราณคดี             ป่าดงพงพีเราก็กล้านอน เราก็กล้านอนบ่ห่อนเกรงภัยใดใดคำลง บันเทิง เริงใจ ฮะฮะเริงใจชีวิตชะอยสดใส    เหมือนนกที่ในไร่นาเราไม่นำพาต่อสิ่งใดใด เราไม่นำพาต่อสิ่งใดใด

มีเงินมีทองไว้ซื้ออะไร(หญิง)  ซื้อเหล้าใส่ไหไว้กิน(ชาย)

กับแกล้มไม่ต้อง(หญิง) เป็นของไม่ดี(ชาย)

กับแกล้มไม่ต้อง (หญิง)เป็นของไม่ดี(ชาย) หมดเปลืองใช่ที่ ถ้ามีก็เอา(พร้อมกัน)  เพลงนี้รุ่น 12 เข้ามาปี 1 พ.ศ. 2510 ก็โดนบังคับเข้าแถวแหกปากร้องมาต้งแต่ต้น คาดว่าคงแต่งขึ้นประมาณ พ.ศ. 2509 ไม่เกิน 2507 เพราะพี่เจ๊ก (สุเชษฐ์ บัวชาติ รุ่น 10) คงยังไม่คุ่นเคยกับเพลงนี้นัก.. แต่อาจสันนิษฐานผิดก็ได้..เพราะพี่เจ็กแกไม่ค่อยคุ้นเคยกับอะไรเลย..แม้แต่กับตัวแกเอง!! จากคำบอกเล่าของ พิเศษ สังข์สุวรรณ โดย: BoNg [7 พ.ค. 50] ( IP A:58.147.105.82 X: )  ——————————————————————————–ความคิดเห็นที่ 15

ขอบพระคุณครับ.. เป็นพระคุณอย่างยิ่งจริงๆนี้ผมก็เพิ่งทราบนะเนี่ย ว่าเพลงอาลัยลั่นทม แต่งโดย พี่เจนภพแต่ละเพลงของคณะเรานี้ น่าสนใจมากๆ นับว่า คณะเราโชคดี บุคคลที่ประพันธ์เพลงเหล่านี้ขึ้นมา ล้วนแต่ เป็น ศิลปิน นักเขียน ชื่อดังทั้งสิ้น  ………..ไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว ผมชอบเป็นการส่วนตัวครับ ฮะๆพูดถึงเรื่องเพลงประกอบภาพยนต์ ที่พี่ต้าร์ พิเศษ สังข์สุวรรณ แต่งขึ้นนั้น เท่าที่ผมทราบ คือ   รางวัลสมาคมสมาพันธ์ภาพยนต์แห่งชาติ ครั้งที่ 1 ประจำปี พศ 2534 ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม คือ พิเศษ สังข์สุวรรณ จาก “คนเลี้ยงช้าง”ครั้งที่ 3 ประจำปี พศ 2536 เพลงนำยอดเยี่ยม : พิเศษ สังข์สุวรรณ จาก “มือปืน 2 สาละวิน” เพลง “ฤาจะสิ้นพันธุ์เสือ” นำแสดงโดย สรพงศ์ ชาตรี และ ฉัตรชัย เปล่งพานิช  ยังมีอีกหลายผลงานที่พี่ต้าร์ได้ประพันธ์เอาไว้ อย่างเช่น เพลง “สิ่งที่เห็น เป็นทุกสิ่ง” หนึ่งในเพลงประกอบภาพยนต์ เรื่อง “หมานคร”อีกทั้ง เรื่อง “กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้..” (นำแสดงโดย สันติสุข กับ จินตรา ) พี่ต้าร์ ก็ได้เข้าไปทำเกี่ยวกับดนตรีประกอบภาพยนต์เรื่องนี้  โดย: ออกญาเมืองตูร์ [7 พ.ค. 50 5:17] ( IP A:82.228.158.118 X: )  ——————————————————————————–ความคิดเห็นที่ 17

เพิ่งรู้เหมือนกันว่า เนื้อร้องอันสุดซึ้งของเพลงอาลัยลั่นทม จะถูกกลั่นกรองออกมาจากปลายปากกาของคุณเจนภพ เจนกระบวนหัด ( จบกระบวนวรรณ รู้สึกจะเป็นนามปากกา ) ก่อนหน้านี้เคยได้เจอคุณเจนภพบ้างในหลายโอกาส เพราะลูกชายคุณเจนภพเป็นเพื่อนร่วมห้องในสมัยที่เรียนมัธยม แต่ไม่เคยรู้เลยจริงๆว่า คุณเจนภพเป็นรุ่นพี่คณะโบราณฯด้วย เพิ่งมารู้ทีหลังนี่แหละ ฯ โดย: AiMeR [8 พ.ค. 50] ( IP A:203.153.175.109 X: )  ——————————————————————————–

ความคิดเห็นที่ 18

ขอบคุณ คุณมดมากๆเลยครับบบ ผมก็คอหนังไทยยุคเก่าเหมือนกันส่วนคุณพี่เจนภพ นั้น ชื่อจริงๆแล้วชื่อ “สันติภพ เจนกระบวนหัด” ส่วน “เจนภพ จบกระบวนวรรณ” เป็นเสมือน ชื่อทางวงการ (แวดวงดนตรีลูกทุ่งสมัยเก่าๆ โดยเฉพาะนักร้อง ใช้ชื่อสมมุติขึ้นทั้งนั้น เช่น “ชาย เมืองสิงห์”ชื่อจริง คือ สมเศียร พานทอง, “กังวาลไพร ลูกเพชร” หนึ่งในนักร้องและลูกศิษย์ของสุรพล ก็เป็น ชื่อในวงการ) 

….เข้าประเด็น ต่อ ก็เคยไปจีบสาวลพบุรี อยู่ช่วงนึง ลุ่มๆดอนๆ บ้าขนาดที่ว่านั่งรถตู้ไปพักที่ลพบุรีถึงสองคืน เพื่อไปเจอสาวเจ้า โคตะระโรแมนติกซะไม่มี  สามยอด สามยอด สามยอด พระปรางค์สามยอด เสียดยอด เสียดฟ้า……เหมือนปรัชญา ประเสริฐ…. ทิ้งไว้ให้เกิดสติปัญญา ศาลพระกาฬโบราณสถานแต่นานมา ศิลาแลงแกร่งแห่งกรุงละโว้ ยิ่งใหญ่….รุ่งเรือง ละโว้เป็นเมืองพระนารายณ์…ราชนิเวษน์ ไสวเป็นหนึ่งในอยุธยา…. พระที่นั่ง ตำหนักผุพัง โอ้ อนิจจาน้ำตก เหมือนน้ำตา..ไหลเป็นแควป่าสักซึมเซา..เฮ้ย..พวกเราโบราณคดี พร้อมใจบูชา พระบารมี เพื่อลพบุรีธานีบุราณ… “(เพลงลพบุรี)  แต่..อย่างว่า เมื่อไม่ใช่คู่เรา จีบไปก็ไม่ติด ทำอย่างไงก็ไม่สำเร็จ แต่ ไม่เคยเสียน้ำตาให้ผู้หญิงคนไหนหรอก เชอะ เพราะว่า.. โบราณคดี ไม่มีน้ำตา..ถึงแม้ชีวินจะสิ้นชีวาพี่น้องพร้อมหน้า เข้าป่าเบิกบุก..สนุกสนานชื่นบาน ชื่นบานสุขเกษมปลื้มเปรม ปลื้มเปรมปรีดา เรามีความสุข สนุกเฮฮา เรามิได้พลันเสาะสรรสำอารยธรรมหล้า อันบริสุทธิ์มนุษยชาติขาดหาย ขาดหาย ให้เห็น ให้เห็นด้วยเป็นศรัทธา..” (โบราณคดีไม่มีน้ำตา)  โดย: ออกญาเมืองตูร์ [8 พ.ค. 50 1:23] ( IP A:82.228.158.118 X: )  ——————————————————————————–ความคิดเห็นที่ 21 

นึกถึง “โบราณคดีไม่มีน้ำตา” ทีไร ก็เห็น “ท่าเต้น” สายกลางลอยมาทุกทีเลยว่ะ ก๊ากกกกก….. ( กูหัวเราะให้กับความคิดตัวเอง ) โดย: AiMeR [9 พ.ค. 50 23:16] ( IP A:203.153.171.91 X: )  ——————————————————————————–

ความคิดเห็นที่ 26

รำวงโบราณคดี พวกเราน้องพี่ เร็วสิมารำวงโอ้..แม่นวลอนงค์ นะแม่โยมยง คนดีขอเจ้ารำเป็นศรี มารำกับพี่เถิดนะ น้องยา..ลืมทุกข์ ลืมโศก ลีมทั้งโลก นี้นา..รำวงเถอะหนา..พี่จะพา..เจ้ารำ…” ^^ (ใครเข้ากระทู้นี้คนต่อไปต่อด้วยจ๊า) โดย: ออกญาเมืองตูร์ [10 พ.ค. 50 22:32] ( IP A:82.228.158.118 X: )  ——————————————————————————–

ความคิดเห็นที่ 27

เราจะรื่น เราจะรมย์ เราจะชมชื่นใจ(หญิง) เราจะทิ้งทุกข์ไป เราจะไม่นำพา(ชาย)

เราจะแย้ม เราจะยิ้ม เราจะเย้ยโลกา(หญิง)เราจะรำเริงร่าในนภาอัมพร(ชาย)

ทิ้งที่เหลือไว้เผื่อมีใครอยากมาต่อ… โดย: pingu_pinku [13 พ.ค. 50 19:53] ( IP A:58.9.72.3 X: )  ——————————————————————————–

ความคิดเห็นที่ 28

เราจะจำเสียงเพลงที่บรรเลงในวันนี้(หญิง)เราจะจำดวงคำวจี ดวงฤดีที่สอน สอน(ชาย)” ร้องประมาณนี้ป่ะวะ กูไม่แน่ใจ ? ปล. สันติ… ประสาท โดย: AiMeR [13 พ.ค. 50 22:43] ( IP A:203.153.175.70 X: )  ——————————————————————————–

ความคิดเห็นที่ 29

เราจะจำดวงหน้า จำสายตาบังอร (ชาย)เราจะจำคำวอนที่ออดอ้อนเอาใจ(หญิง)”

โดย: boran008 [19 พ.ค. 50 11:51] ( IP A:58.8.143.185 X: ) 

จบกระทู้ทั้งหมดเพลงนี้ยังไม่จบผมจะต่อปิดเพลงก็แล้วกัน  ชะ ชะชะ ชะ จะอยู่หนใดเราจะไม่ลืมกัน (พร้อมกัน2 รอบ) จากเพลงรำวงโบราณคดี  บางส่วนในกระทู้นี้ผมตัดออกเพื่อลดความเยิ่นเย้อ แต่บางอันผมก็เสริมข้อมูลเพิ่มไปเล็กน้อย  แล้วผมก็แว่บความคิดขึ้นมาว่าบทเพลงต่างๆนี้น่าจะบันทึกกันเอาไว้จริงๆจังๆเสียทีก่อนที่จะสาบสูญไปแบบที่หลายบทเพลงสาบสูญไปจากคณะโบราณคดีไปแล้ว เช่น จันทร์แจ่มฟ้า จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ คอทต้อนฟิลว์ ศรีสัชนาลัย ฯลฯ นอกจากนี้จะได้ถือโอกาสเพลงของพี่ต้าจะได้นำมารวมกันไว้เพื่อทำอะไรบางอย่างแบบที่นพพรเสนอไว้ที่ คิดถึงพี่ต้า http://www.boran45.com/webboard/topic_view.php?qID=166 

ฤดูร้อน..สีคราม

ฤดูร้อนนี้พี่ๆน้องๆโบราณคดีกลับไปสร้างค่ายสร้างฝันเพราะเมล็ดพันธุ์ ‘โบราณคดีใต้น้ำ’ กันอีกครั้ง ส่วนเราก็ว่าจะไปร่วมด้วยตั้งกะสมัยเรียนแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ไปเสียทุกที ที่เฉียดๆที่สุดก็ตอนก่อนจะขึ้นปี 3 เมื่อกลับจากการไปขอ ‘พี่ยอด’ รุ่นพี่เริ่มอาวุโสที่เคารพมากคนหนึ่งฝึกงานขุดแต่งโบราณสถานวัดช้างล้อม(ไสยาส) จังหวัดสุโขทัย รอดเปลวแดดกลางทุ่งนามาได้ก็รุดเลยต่อไปยังจันทบุรีเยี่ยมเยือนเพื่อนๆที่ไปทำค่ายโบราณคดีใต้น้ำ

ไปกินๆ นอนๆริมทะเล และในเรือกับเขา 3-4 วัน นั่งดูเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆว่ายนำกันยังกะปลาโลมา ติดตีนเทียม เหงือกเทียมเข้าหน่อยก็คล่องปร๋อ ว่ายข้ามน้ำข้ามทะเลกันได้เป็นเกาะๆ ปีถัดๆมาแม้จะมีค่ายอีก 2-3 ครั้ง ทั้งหลักสูตรพื้นฐานและแอดวานซ์ที่ลงไซต์ขุดค้นจริงก็ไม่ได้ไปร่วมฝึกกับเขาสักครั้งจนกระทั่งเรียนจบ

4-5 ปีผ่านไปยังหวนคิดถึงท้องทะเลที่ค่ายนี้เสมอ ทั้งครูฝึกที่แข็งแรงกันมากๆ(ทหารเรือเก่าทั้งน้านน) อาจารย์ประอร(พี่นาย) พี่เอิบ พี่กร พี่แอน พี่.. อีเกตุ ไอ้เบิร์ด ไอ้ตาล… และเจ๊ปอที่ไปจากกรุงเทพฯด้วยกัน เป็นประสบการณ์สนุกๆที่ได้ร่วมลงเรือลำเดียวกันแล้วขากลับต้องฝ่าพายุฝนทะเลคลั่ง วอนขอชีวิตกับเทพเจ้าอยู่ตลอดเส้นทาง ครั้งกระโน้นจำได้ว่าใช้หนี้การเดินทางด้วยการปอกสับปะรดให้ชาวค่ายทานอยู่ท้ายเรือ ว่างๆก็กระโดดลงเล่นคลื่นกลางอ่าวไทย ว่ายน้ำก็ไม่แข็ง เสียวชะมัด แต่อีเกตุ เพื่อนรักคอยดูอยู่ไม่ห่างเลยอุ่นใจลอยคอสู้คลื่นสบายอารมณ์ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ยอมให้คลื่นซัดออกห่าวจากเรือจนเกินไป ตอนเขาพาไปสกินน้ำตื้นดูปะการังก็พลอยไปดูกะเขาด้วย

ความจริงแล้วปีนี้เลยตั้งใจจะลางานยาวไปร่วมฝึกกับเขาจริงๆจังๆสักครึ่งเดือน ถ้าไม่ให้ก็กะจะโดดงานไปลงเรือสู่ทะเลอีกครั้งสัก 4-5 วัน ติดต่อน้องเชลล์ประธานค่ายไว้เรียบร้อยกลางวงเหล้าครั้งหนึ่ง แต่สุดท้ายฝันยังคงค้างอยู่อย่างนั้น  อะไรไม่รู้มันติดๆกึกๆกักๆในใจเลยไม่กล้ากลั้นใจโดดงานไปไหนยาวๆ

ไม่กี่วันก่อนเปิดไปเห็นเรื่อง ‘เมล็ดพันธุ์ใหม่สีคราม’ ในกรุงเทพธุรกิจจุดประกาย ฉบับหนึ่ง ชวนให้คิดถึงท้องทะเลและค่ายเล็กๆแต่ใจใหญ่ๆนี้ เลยอยากจะเอามาเล่าต่อใน Archaeo 45 จึงไปทอดตามองหาดูตามเว็บไซต์ต่างๆเผื่อจะมีใครนำมาเล่าไว้บ้าง ตามคาดครับ ไปเจอในบล็อกโอเคเนชั่นของคุณ ยุวดี พร้อมภาพสีสดใส เชิญตามไปดูต่อได้เลยที่ ดำ ด่าดีด่ำ ดำดำ หรือ http://www.oknation.net/blog/yuwym/2007/05/09/entry-1

ขุนพลน้อย

18 พ.ค. 50

นัดพิเศษ เพื่อ(คน)พิเศษ

wawmayura.jpg 

14 พฤษภาคม พ.ศ. 2550
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

นักดนตรีอัจฉริยะและเป็นรุ่นพี่อาวุโสที่ชาวโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เคารพนับถือ ยามนี้ ร.ท.พิเศษ สังข์สุวรรณ หรือพี่ต้าของน้องๆ ป่วยหนักเพราะพิษสุราเรื้อรัง นอนแซ่วอยู่โรงพยาบาล หลังจากเวียนเข้าเวียนออกมานาน

ทุกปีช่วงเดือนมิถุนายน ทางคณะกรรมการนักศึกษาจะจัดงานต้อนรับน้องใหม่ โดยมีไฮไลต์ที่ ‘วันมาลัย’ ศิลปินติดดินคนนี้ก็ไม่เคยพลาด เพลงประจำคณะ และเพลงรับน้องอมตะหลายต่อหลายเพลงก็เป็นฝีมือเขา

มาปีนี้ คณะกรรมการนักศึกษากระซิบว่าถ้ารุ่นพี่ท่านไหนมาร่วมงานได้ขอให้มา เพราะอาจเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับรุ่นพี่ที่ชื่อพิเศษ

และหากคนในวงการภาพยนตร์จะเหลียวแลสักนิด ก็อาจคุ้นชื่อของเขาในฐานะมือเพลงประกอบหนังที่คว้ารางวัลมานักต่อนัก ทั้งยังเคยรับแสดงหนังบ้างเนืองๆ

เป็นคนเดียวกับที่แจ้งเกิดพร้อมๆ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน
มาลัยใบจันทน์ปีนี้จึงมีขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแด่คนพิเศษเช่นเขา…อัจฉริยะทางดนตรีที่สังคม(เกือบ)ลืม

แม่เลื่อม

เป็นข่าวคราวล่าสุดของพี่ต้า หรือพิเศษ สังข์สุวรรณ ที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ ที่ฝากไปถึงพี่น้องโบราณคดี ก่อนที่งานมาลัยใบจันทน์กำลังจะวนมาถึงอีกรอบในปีนี้

พี่ต้า เป็นบุคคลที่พี่น้องโบราณคดีทั้งเคารพและรักเสมอมาด้วยความที่แกมักเป็นคนมีไมตรีต่อผู้คนแบบจับตัวได้ยากยิ่งในกาลยุคนี้ แม้ยามนี้จะป่วยเข้าขั้นหนักและเข้าออกโรงพยาบาลมาแล้วหลายครั้ง ด้วยเหตุนี้เองการไปเจอพี่ต้าในงานมาลัยใบจันทน์อีกครั้งหนึ่งแล้ว ผมคิดอยากจะรวมผลงานที่พี่ต้าสร้างสรรค์ไว้ให้คนรุ่นหลังสักครั้ง

หากพี่น้องโบราณคดีคนใดเผลอเข้ามาอ่าน Archaeo 45 แล้วมีความเห็นอะไรพอที่จะเป็นประโยชน์กับพี่ต้า ศิลปินมากฝีมือผู้นี้ก็โปรดแสดงความเห็นกันได้ ส่วนผมในเบื้องแรกเพียงขอเขียนถึงเพลงๆหนึ่งเพื่อเป็นต้นทางไว้ที่ Archaeo 45 แห่งนี้

อย่างไรก็ตามในอนาคตเท่าที่คุยกับ นพพร ชูเกียรติศิริชัย เห็นกันว่าน่าจะรวมบทเพลงที่พี่ต้าร้อยเรียงขึ้นในอดีตมาฟื้นชีวิตเป็นเสียงเพลงเก็บเอาไว้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งคิดว่าพี่ต้าน่าจะดีใจเมื่อได้ยินเสียงเพลงที่เคยสร้างสรรค์ถูกนำมารวบรวมไว้อย่างเห็นคุณค่า อันเป็นคุณค่าของผู้ที่คนอื่นยอมเรียกว่าเป็น ‘ศิลปิน’ โดยไม่ต้องยกยอปอปั้นตัวเอง

แววมยุรา

ดอกเอย..เจ้าแววมยุรา  ไหลล่องมาตามสายชลาลัย
พุ่มพวงสีม่วงงามสดใส  ดังมาลัยจากวิมานแมน

ธาราระรินรี่ล้นฝั่ง            เจ้าสะพรั่งทั่วทั้งนทีแดน
ในธารามีเจ้าเป็นเอื้องแทน เป็นขวัญแดนห้วงชลธี

มยุราคราเจ้ารำแพนหาง   เยื้องย่างทนงศักดิ์ศรี
มยุราประดับพนาลี            แววมยุรีประดับสายธาร

สายนทีไหลรี่คือรอยอดีต   ก่อนจากจรผ่านพ้นมาแสนนาน
โบราณคดีคือเอื้องแห่งสายธาร   ล่องลอยซมซานตามสายชลาลัย

ดอกเอย..เจ้าแววมยุรา       ไหลล่องมาหวังพบใคร
ล่องลอยไปไกลแสนไกล   พบผู้ใด…เห็นค่าบ้างเอย

บทเพลงนี้เป็นเพลงประจำคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เท่าที่ฟังๆพี่ๆผู้อาวุโสเล่าต่อกันมาทำให้รู้ว่าพี่ต้าแต่งขึ้นเมื่องครั้งคณะโบราณคดีกำลังจะถูกยุบลงในสมัยหนึ่ง ส่วนรายละเอียดเท็จจริงเป็นประการใดไม่ทราบได้ อย่างไรก็ตามบทเพลงนี้และคณะโบราณคดียังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีพี่ต้าเป็นผู้มอบ ‘ดอกแววมยุรา’ ช่อแรกให้กับพวกเรา

ขุนพลน้อย
16 พ.ค. 50

เทศกาลหนังกลางแปลง#14

 

โบราณคดีรามา

ภูมิใจเสนอ

เทศกาลหนังกลางแปลง#14 ตอน หนังควบหนัง ฝรั่ง ไทย จีน

พบกับการฉายหนังและออกร้านขายของของเหล่านักศึกษา ท่ามกลางบรรยากาศแบบกลางแปลงของแท้ พกเสื่อมาสักผืนแล้วปูพื้นนอนดูหนังกลางลานศิลปากร ย้อนรำลึกความหลังครั้งหนังขายยายังรุ่งเรือง

พบกันวันพฤหัสบดีที่22 และศุกร์ที่23 กุมภาพันธ์ 2550 ตั้งแต่18.00.เป็นต้นไป ณ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ (เยื้องวัดพระแก้ว)

 

โปรแกรมหนัง

22 ..

  • Snake on a plane

  • เด็กหอ

  • คนเล็กตัดห้าเอ

23 ..

  • 007 Casino Royale

  • จักรยานสีแดง

  • The Host

ชื่นชม ‘จันทร์ผมหอม’

ดวงจันทร์เจ้ายามราตรีเมื่อ 6 คืนก่อนดูแจ่มฟ้าจับตา แม้ไม่กลมจนเกลี้ยงหรือไม่เป็นเสี้ยวจนโค้งดุจรูปเคียวแต่ก็นวลเหลืองอร่ามสว่าง เมื่อยามประกอบกับเสียงทำนองเพลงชาวดินแดนล้านนาประเทศแว่วลอยมาตามลมหนาวช่วงเวลานั้นชวนสำราญใจจนอดมิได้ที่จะต้องหยิบยกจอกสุราขึ้นมาดื่มอีกครั้งหลังปวารณาตัวงดมาได้ 20 กว่า วัน

หวนนึกย้อนกลับไปคืนวันนั้น ทางล้านนาชมรมจัดให้มีเทศกาลพบปะสังสรรค์ชาวล้านนา ณ ลานสนามบาสกว้าง แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นครั้งแรกบนพื้นที่ดินแดนนี้ แม้ที่ทางจะดูคับแคบด้วยผู้คนที่มาเยือนมากมายแบบคาดไม่ถึง ประกอบกับการสัญจรของรถราที่ผ่านไปมาจนต้องเหลือช่องทางไว้ให้จนกลายเป็นการขบกินพื้นที่ให้เสียดายแก่บรรยากาศไปบ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงกับขุ่นหมองใจจนไม่เป็นอันทำอะไร บรรยากาศที่เบียดเสียดนี้กลับดูอบอุ่นไปอีกแบบ

ท่ามกลางผองชาวล้านนาทั้งจากที่อื่นและที่ในศิลปากรก็มีชาวภาคอื่นแทรกแซม โดยชาวล้านนาศิลปากรจัดขันโตกรสเลิศไว้คอยต้อนรับขับสู้ผู้มาเยือน ในเบื้องหน้าก็มีความรื่นรมย์หลายสิ่งให้ชวนมองและชวนฟัง ที่ติดใจเห็นจะเป็นการบรรเลงเปี๊ยะเสียงใสหวานแต่กังวาลก้อง ซึ่งหาฟังและหาศิลปินสืบทอดด้านนี้ไม่ง่ายนัก เสน่ห์อันเฉพาะนอกจากเรื่องเสียงแล้วที่สำคัญคือ ผู้บรรเลงต้องเปลือยท่อนบนอวดเรือนร่างแลกล้ามเนื้อ เนื่องจากจะต้องนำส่วนที่เป็นเต้าคล้ายๆกล่องเสียงวางทาบไปกับผิวเนื้ออก ดังนั้นสตรีคงจะเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้มิได้

ส่วนการแสดงอีกชุดที่ชวนมองนั้นเป็นการร่ายรำแบบหนึ่งที่จำชื่อไม่ได้ แต่พอรู้ว่าทำนองท่วงท่าได้เค้ากลิ่นอายม่านมอญพม่า ที่จังหวะทั้งรุก ทั้งเร้า ทั้งกระชั้น อาจด้วยความเป็นชนชาติที่ห้าวหาญชาญศึกสงครามมาแต่ดั้งเดิม ถึงกระนั้นท่วงทำนองการร่ายรำกลับดูอ่อนช้อย คล้อยเคลื่อน เลื่อนไหล งดงามไม่ขัดเขิน เช่นเดียวกับการแสดงอีกชุดที่ชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งจะแต่งตัวร่ายรำลอกเลียนท่าทางการยั่วยวนกันและกันของนกชนิดหนึ่ง การแสดงนี้ชวนให้อิจฉาหลงไหลเจ้าน้อยนกคู่นี้เสียจริง

อย่างไรก็ตาม การแสดงหลายชุดเหล่านี้ที่ว่างามแล้วยังต้องยกให้ละครเรื่อง เจ้าจันทร์ผมหอม‘ เป็นเอกของค่ำคืน 

เบื้องแรกเริ่มเรื่อง ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปยังเงาร่างรางๆของ เจ้าจันทร์หญิงสาวในผ้าม่านขาวบางบนเสลี่ยงงดงาม ยามต้องลมผ้าพลิ้วไหวพริบตาหนึ่งเหมือนจะเปิดให้เห็นแจ่มชัด แต่อีกพริบตาเหมือนจะเลือนหายไปให้จินตนาการถึงใบของหน้าหญิงสาวโฉมสะคราญ ขบวนนี้เคลื่อนคล้อยจากเงามืดเบื้องหลังสู่เบื้องหน้า มีหลายบุรุษแบกหามแห่แหนดูมากพิธีรีตองสะท้อนความสูงศักดิ์แบบหนึ่งที่ยากเข้าถึงแตะต้อง

พลันที่ เจ้าจันทร์ผู้นี้เปิดผ้าม่าน แสงไฟสว่างขึ้นจับจ้าเผยร่างหญิงสาวตัวน้อยในชุดโบราณล้านนา แม้จะไม่แย้มยิ้มซ้ำดูขรึมเข้มแต่ก็กลายเป็นอำนาจประหลาดตราตรึงผู้พบเห้นแบบหนึ่ง แววตาชวนเพ่งมองให้ลึกซึ้งถึงความบอบบางหวั่นไหวที่ซ่อนในใบหน้านิ่งเฉยนั้น มีคำเล่าลือว่าเส้นผมเธอมีกลิ่นหอมจางๆแต่รัญจวนกระจายให้ผู้อยู่ใกล้เคลิบเคลิ้มงมงาย ส่วนข้าพเจ้าเท่าที่ใช้ตาสัมผัสมองเห็นว่าเส้นผม เจ้าจันทร์ดูเล็กละเอียดเหมือนเส้นไหม สีผมดำขลับแม้รวบไว้เป็นหางม้าก็ยังยาวสลวยทอดตรงจนประเอวสวยงามแปลงกตากว่าหญิงงามคนอื่นที่พบผ่านทั่วไป

ทว่า เจ้าจันทร์นี้มีรัก ยามนี้ในตาเธอบ่งบอกความมุ่งมั่นสะท้อนออกกระตุ้นสำนึกให้ชายอื่นพึงระวังว่ามิอาจโยกคลอนจิตใจเธอนี้ให้เป็นอื่นไปจาก เจ้าหล้าหนุ่มรูปงามผู้มีพักตร์สำอางค์คมคาย แต่ด้วยโชคไม่ดีด้วยพันธะวิกฤติแห่งบ้านแห่งเมือง บิดาจึงให้ เจ้าจันทร์รับปากแต่งงานกับพ่อเลี้ยงคนหนึ่ง พ่อเลี้ยงหนุ่มผู้นี้ความจริงก็ดูเหี้ยมหาญชาญกล้าแต่หน้าตาค่อนละม้ายคล้ายไปทางโจร ด้วยประการฉะนี้แม้ใจจักต้องฝืนกล้ำกลืนแต่มิอาจไม่ทำตาม สร้างความลำบากใจแก่ เจ้าจันทร์นัก

แต่ใจสตรีนั้นบางทีก็โลเลหยั่งยาก ด้วยพ่อเลี้ยงหนุ่มยึดมั่นมุ่งใช้ใจแลกกับใจ ยาม เจ้าจันทร์‘ คนงามเปรยความต้องการอยากได้ดอกไม้บนผาสูง ดอกไม้หนึ่งดอกกับเพียงยิ้มเดียวของหญิงงาม แม้ต้องใช้ชีวิตแลกใยมิคุ้มค่า ครั้นนึกได้ดังนั้น พ่อเลี้ยงก็ปีนป่ายผาจนได้ดอกไม้มาแต่ก็พลาดพลั้งตกผาครั้งหนึ่ง โชคดีไม่ถึงกับเสียชีวิตแต่บาดเจ็บทางกายไม่ใช่น้อย เจ้าจันทร์จึงเริ่มหวั่นใจในความกล้าและความรัก แต่ยังไม่เอนเอียงตัดสินใจ ยกสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ตั้งขอเสี่ยงทายต่อพระธาตุอินทร์แขวนแดนพม่า หากผมหอมบนเกศานี้ลอดผ่านใต้ศิลาอินทร์แขวนไม่ได้จักยอมแต่งด้วยกับพ่อเลี้ยงผู้ใจมั่น แต่หากผมหอมนั้นลอดผ่านศิลาอินทร์แขวนได้ เจ้าจันทร์จักขอแต่งด้วย เจ้าหล้ารูปงาม

เหตุการณ์พลิกผันวูบวาบอีกครา ก่อนช่วงเพลาเสี่ยงเป็นเสี่ยงทายที่กระชั้นขึ้น ใครเล่าจะรู้ใจเจ้าจันทร์ว่าคิดอันใด ภาวนาอันใด ในช่วงสับสนนี้กลับมีกองโจรบุกมาถึงเรือน เข่นฆ่าทำร้ายคนจนใครก็ไม่อาจต้านทานต้านทานอยู่ จะมีแต่ก็พ่อเลี้ยงหนุ่มที่หาญเอาตัวผู้เดียวมาเสี่ยงสู้วัดความเป็นตายปกป้องเจ้าจันทร์อันเป็นที่รักไว้ ครั้นเมื่อโจรจะบุกมามากจึงใช้ดาบต่อดาบปะทะหักหาญ ประกายดาบวูบวาบชวนหายใจหายคอ พ่อเลี้ยงหาจุดอ่อนเลี่ยงจุดแข็ง ทำลายผู้ไร้ฝีมือก่อนด้วยเวลาอันสั้น ฝูงโจรนั้นคิดแต่จะหักหาญผลาญชีวิตด้วยกำลังต่อตีเอาซึ่งหน้าถ่ายเดียวแทนการล้อมล่อหลอกให้หมดแรงค่อยเอาชัยจึงต้องล้มตายจนเกือบหมด เหลือเพียงหัวหน้าโจรที่มีฝีมือพอตัวคนเดียว

พ่อเลี้ยงนั้นแม้เหนื่อยใจแทบขาด แต่ถือเคล็ดดาบออมกำลัง ฟันมาไม่รับ ยกดาบเหมือนขึ้นรับทางตรงแต่ทอนกำลังพลิกข้อมือสอดท้ายดาบม้วนสู่ข้อมืออีกเจ้าโจรร้ายจนถือดาบไม่มั่น ยืมกำลังม้วนวนนี้พลิกกระชากจนดาบหลุดมือ ก่อนจะพุ่งโจนฟันเต็มกำลังแรงหมายจะเผด็จศึกในทีเดียว

แต่ได้ชื่อว่าหัวหน้าย่อมไม่ใช่ชนชั้นไร้ฝีมือ วินาทีผลาญชีวิตกลับยึดสติมั่นใช้ความเร็วพุ่งตัวจับแขนรั้งดาบพ่อเลี้ยงไว้มิให้เฉือนคมเข้าเนื้อ บิดข้อจนดาบหลุดไปเช่นเดียวกัน ยื้อยุดกันไปมาจนเสียหลักแยกห่างกันทั้งคู่ ยามไร้ดาบก็ใช้หมัดต่อมือ เข่าต่อศอก วัดวิชาฝีมือเชิงหมัดมวย ผลัดกันแก้ทางรุกรับเป็นหลายครั้ง สุดท้ายโจรร้ายเสียทีด้วยท่วงท่าฤาษีบดยา เมื่อโดนพ่อเลี้ยงเหยียบเข่าส่งแรงดีดตัวขึ้นพุ่งข้างบน ก่อนใช้ศอกบดขยี้กระแทกลงมากลางกระหม่อมจนสลบพ่ายแพ้ จากนั้นเป็นตายประการใดมิอาจทราบได้

แต่การนี้พ่อเลี้ยงหนุ่มก็ใช่ไม่บาดเจ็บหรือชนะโดยง่าย เข่าอ่อนซวนทรุดอยู่ตรงหน้า เจ้าจันทร์ยิ่งมาตอนนี้ใครเล่าจะหยั่งใจหญิงสาวคนงามผู้นี้ได้ว่าระหว่างรักแรกต่อ เจ้าหล้าผู้สง่าสำอางค์กับ พ่อเลี้ยงผู้เหี้ยมหาญ ใจนางจะหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปประการใด”

บัดนั้นเองสุราก็เข้าปากข้าพเจ้าอีกคำหนึ่ง ทางหนึ่งติดตามชมดูละคร อีกทางหนึ่งขบคิดถึง มาลา คำจันทร์ ผู้ประพันธ์ เจ้าจันทร์ผมหอมดุจเนรมิตรให้หญิงสาวผู้นี้เป็นความงามในจินตนาการของผู้คนได้อย่างหมดจด ตราตรึงหอมหวานยามคิดประหวัดถึง ยิ่งชมดูละครมาถึงตอนท้ายเรื่องยิ่งใคร่รู้ตอนจบว่าจะเป็นอย่างไร ความศักดิ์แห่งอินทร์แขวนแดนพม่าจะดลบันดาลใจ เจ้าจันทร์หรือใจ เจ้าจันทร์จะดลบันดาลตนเอง เส้นผมบนเกศาที่ทั้งยาว ทั้งบาง ทั้งละเอียดและวาวลื่น เมื่อสอดแทรกไปใต้ศิลาบางทีอาจจะลอดผ่านได้ แต่คิดย้อนอีกทางคงไม่อาจลอดผ่านได้ หรือแม้ลอดผ่านได้ใจกลับลอดผ่านไม่ได้ก็เป็นได้ เสี้ยวบางๆทางจิตใจสตรีนี้คงเหมือนกับพระธาตุอินทร์แขวนบนก้อนศิลากลมอันตั้งอยู่บนพื้นผาลาดเอียงที่บางครั้งเหมือนจะเปลี่ยนแปลตามภาวะการณ์ให้ตกหล่นสู่ก้นเหวได้ตลอดเวลา แต่เวลาเดียวกันกลับยังดูตั้งมั่นบนความหมิ่นเหม่ได้อย่างอัศจรรย์ ใจ เจ้าจันทร์เอยตอนนี้นั้นเจ้าคิดอะไรหนอ

คำตอบเป็นอย่างไรนั้นคงต้องไปคิดต่อกันเอาเอง จริงอยู่ในละครวันนั้นมีคำเฉลยแต่ใจข้าพเจ้าไม่อยากเฉลยที่นี้ อาจเพราะคิดเอาเองว่าหนังสือ เจ้าจันทร์ผมหอมของ มาลา คำจันทร์ คงจะให้ทั้งคำเฉลย ความคิด และห้วงอารมณ์ที่เพริศแพร้วสุดหยั่งคาดได้หลายหลายไปหลายทางกว่าตามธรรมชาติของอักษร คือที่สุดแล้วขึ้นอยู่กับใครจะจินตนาการไปสู่จุดใด ในอดีตไม่มีโอกาสอ่านด้วยหนังสือใดเมื่อได้รางวัลมันมักแพงเกินกลั้นใจซื้อ ครั้นจะหยิบยืมก็ไม่อยากรีบเร่งอ่าน แต่ตอนนี้ใจข้าพเจ้าเองคิดอยากไปหาอ่านเทียบกับละครที่เห็นนี้ดูสักคราเสียแล้ว

เจ้าจันทร์เบื้องหน้าหายลับไปแล้วกับงานเลี้ยงที่เลิกรา แต่วงสุรายังไม่เลิกรา ความคิดก็ยังไม่เลิกรา งานแสดงค่ำคืนนี้มิเพียงน่าชื่นชมด้วยเนื้อหาหรือด้วยความน่าค้นหาในตัวของ เจ้าจันทร์เท่านั้น กระบวนการดำเนินเรื่องกลับน่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เมื่อทีมสร้างนำความร่วมสมัยมาประกอบการนำเสนอ เช่น การนำหน้ากากขาวมาใส่ตัวละครบางตัว ปรับการใช้เสียงและลีลาไม่ให้ดูคร่ำครึ บางครั้งก็สื่อความด้วยภาษากายแทนคำพูด ทำให้จากละครที่ดูย้อนยุคแบบเก่าๆกลายเป็นละครเวทีสมัยใหม่อันมีชั้นเชิงท่วงทีไม่ต่างกับการชมโรงละครของเจ้าชายอู๋หลวน ในภาพยนต์ Blanque

ความสร้างสรรค์เหล่านี้ คงต้องผ่านการร่วมมือและทุ่มเทเวลา ความคิดกันพอสมควร จึงชวนเคลิบเคลิ้มหลงไหลเช่นนี้ งานแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นบ่อยนักในศิลปากรยุคหลัง แม้แต่งานสำคัญอย่างวันศิลป์ พีระศรี ยังดูจืดชืดกว่าเสียอีก นับว่าเหล่าศิษย์น้องรุ่นหลังเวลานี้มีทั้งความตั้งใจและฝีมือ รวมทั้งมีการร่วมมือกันอย่างน่าชื่นชม

ที่น่าชื่นชมยกย่องไม่แพ้กันด้วย คงเป็นคนเบื้องหลังที่ทำงานหนักไม่แพ้คนเบื้องหน้า ใครเล่าจะรู้ว่าเสลี่ยงงามที่นำพา เจ้าจันทร์ให้งามสง่าเมื่อแรกเห็นนั้นกว่าจะเสร็จสิ้น หนุ่มคนหนึ่งที่มีจิตใจเข้มแข็งห้าวหาญมุ่งมั่นไม่แพ้พ่อเลี้ยงในเวทีได้ใช้แรง เวลาและความคิดไปมากน้อยเท่าไหร่หลังเวที ในรอบหนึ่งเดือนมานี้ ยามข้าพเจ้าเข้าไปจิบสุราใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งกรุงเทพมหานคร ณ ศิลปากร ไม่ว่าจะมีผู้คนมากหรือน้อย แต่แทบทุกครั้งจะเห็นบุรุษหนุ่มผู้นี้กำลังเลื่อยไม้ ตอกตะปู ออกแบบ สร้างแล้วรื้อใหม่ เป็นอย่างนั้นตลอดจนกลายเป็นเสลี่ยงสวยงามในวันงาน

ส่วนอาหารรสเลิศแกล้มสุราที่ข้าพเจ้าพอใจนั้น หากไม่มีความห่วงใยของคนกลุ่มหนึ่งต่องานของสหายแลพี่น้องแล้วคงขลุกขลักขัดข้องมาก ทุกอย่างกลับง่ายดายขึ้นเมื่อเกิดการยื่นมือช่วยเหลือกันคนละหนึ่งนิดหนึ่งแรง วันนั้นสายตาของข้าพเจ้าพบเห็นแม้กระทั่งสหายรุ่นพี่ที่ขณะนี้กลายเป็นอาจารย์ประสาทวิทยาแก่ศิษย์น้องรุ่นหลังไปแล้วกำลังทอดหมูในกระทะใบใหญ่เพื่อใช้ในงานลูกศิษย์อย่างยิ้มแย้ม แม้จะต้องพลาดการฟังเสียงสำเนียงดนตรีพื้นบ้านล้านนาและระบำรำฟ้อนอันเป็นที่โปรดปรานมาตลอดก็ตามที

หรือแม้สหายรุ่นน้องหลายคนที่เดิมทีตั้งใจจะมานั่งสังสรรค์ดื่มสุรากันให้หนำใจในวันงานหลังคร่ำเคร่งกับการศึกษาสู่การเป็นบัณฑิตมายาวนาน ยามทราบว่าขาดแคลนกำลังคนในส่วนที่เฉพาะหน้าก็ปลีกตัวไปช่วยจนเต็มแรงแบบไม่เป็นอันดื่มสุรา

ภาพเหล่านี้บางทีก็อร่อยกว่าอาหารตรงหน้าเป็นไหนๆ

ส่วน เจ้าจันทร์ผมหอมนั้นวันรุ่งขึ้นก็เปลี่ยนเป็นสวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงสามส่วนกระทัดรัด ถอดความแบบบางน่าทนุถนอมยามค่ำคืนกลับกลายเป็นเด็กน้อยวัยรุ่นธรรมดาที่ดูสดใสร่าเริง แต่เส้นผมเธอยังยาวตรงประเอวเป็นที่สะดุดตาเหมือนวันวาน  กระนั้นก็มาร่วมลงแรงเก็บข้าวเก็บของทั้งวัน

สำหรับข้าพเจ้ายามนั้นแม้เปลี่ยนจากถือจอกสุรามาเป็นถือถ้วยกาแฟแล้วก็ตาม แต่ยังใช้วิธีนั่งชื่มชมภาพตรงหน้าแทนการเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เฉกเช่นเดิม

งานนี้จะเสียก็เพียงอย่างเดียว คือ ไม่ว่าจะกลางคืนหรือกลางวันก็มองเห็น เจ้าจันทร์เพียงระยะไกลจนสงสัยแก่ใจว่า เจ้าจันทร์ผมจะหอมดังคำคนเขาลือจริงหรือไม่ เห็นทีเรื่องนี้คงไม่ต้องตัดสินใจยากถึงกับต้องไปบนบานเสี่ยงทายถึงที่อินทร์แขวนแดนพม่า เพียงแต่เดินไปมาหากันใกล้ๆกว่านี้อีกสักนิดก็พอ….หึหึหึ

ขุนพลน้อยรำพันยามค่ำคืน

30 .. 50