‘พาราลิมปิก’ โลกกีฬาในสังคมที่พิการ

19 กันยายน 2551

 

ผมรู้สึกภูมิใจยิ่งที่สามารถคว้าเหรียญทอง สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย แต่ก็แอบน้อยใจบ้างที่เงินอัดฉีดของพวกเราจากรัฐบาลน้อยกว่าคนปกติ นี่ถ้าได้สักครึ่งหนึ่งของพวกเขาก็คงดี

      

อย่างไรก็ตาม ผมขอรับใช้ชาติต่อไปใน ลอนดอนเกมส์ 2012 ซึ่งคงเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว หลังกลับถึงเมืองไทยผมจะเดินทางไปแก้บน 3 ที่ ได้แก่ กรมหลวงชุมพร, ดอนเมือง และสระแก้ว ส่วนโครงการใช้เงินตอนนี้ผมยังไม่มีแผนทำอะไรเป็นพิเศษ ขอเก็บเงินไว้เป็นทุนการศึกษาแก่ลูกๆ ทั้งสามคน

 

นี่คือเสียงของ ประวัติ วะโฮรัมย์ เหรียญทองหนึ่งเดียวของไทย ในกีฬา พาราลิมปิกเกมส์ 2008’ หลังเดินทางกลับถึงประเทศไทยในช่วงดึกวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน 2551

 

แม้ว่าจะมีการต้อนรับอย่างอบอุ่นแต่ความเป็นคนที่ไม่เท่าเทียมกันยังคงเป็นภาพที่ฉายสะท้อนมาอย่างเด่นชัดมองเห็นได้ในสังคมที่ดูพิการแบบบ้านเรา

 

ผมนึกไม่ออกว่าทำไมคนที่เรายกเป็นฮีโร่ทางการกีฬาระหว่างคนปกติกับคนพิการจึงต้องได้ค่าตอบแทนไม่เท่าเทียมกัน บางทีนึกไปอีกว่าสำหรับกีฬาอย่างพาราลิมปิกแล้ว รัฐหรือแม้แต่คนในสังคมเองมองแค่การส่งเสริมให้มีผ่านๆไปแต่ละทีเท่านั้น เป็นมนุษยธรรมที่ดูโรยหน้าราวผักชี ในขณะที่ประเทศจีนซึ่งถูกโจมตีเรื่องมนุษยชนอย่างหนักหน่วงตลอดมา แต่สำหรับกีฬาคนพิการความสำเร็จเกิดจากการใช้ความทุ่มเทและให้ความสำคัญต่อตัวนักกีฬาอย่างชัดเจนจึงมีการเก็บตัวฝึกซ้อมกันถึง 2 ปี แต่สำหรับไทยทำกันเพียงแค่ 3 เดือน  

 

สุดท้ายแล้วชัยชนะยังคงเป็นที่สิ่งที่เรายึดถือ เรายังมองไม่เห็นคนอื่นๆอีกมากมาย แม้แต่ทีมงานต่างๆที่ช่วยกันปั้นนักกีฬาสักคนจนประสบความสำเร็จขึ้นมา หรือคนไม่ได้เหรียญอะไรเลยทั้งกีฬาคนปกติและกีฬาคนพิการเราก็มองไม่เห็นและไม่เจือกำลังใจไปคิดถึงและมอบให้

 

เงินรางวัลอาจเป็นสิ่งที่สร้างแรงใจนักกีฬาก็จริง แต่สำหรับตัวนักกีฬาความภูมิใจที่คนอื่นๆร่วมยินดีด้วยอาจเป็นรางวัลที่ภูมิใจเช่นกัน สำหรับ ประวัติหรือนักกีฬาพิการคนอื่นๆคงไม่ได้น้อยใจแค่เรื่องเงินรางวัลแน่ๆ แต่ความรู้สึกร่วมยินดีมันก็ช่างแตกต่างกับบรรยากาศโอลิมปิกอย่างสิ้นเชิง

 

อาจเป็นเพราะกีฬาต่างๆในพาราลิมปิก คนธรรมดาปกติร่วมเล่นไม่ได้จึงไม่มีอารมณ์ร่วม แต่หากลองตั้งใจดูเกมส์แข่งขันแล้ว ความตื่นเต้นเร้าใจมันมีไม่แพ้กันเลยทีเดียว ยิ่งหากเพียงเรามีผู้บรรยายที่เข้าใจในเกมส์ต่างๆวิเคราะห์เทคนิคลูกเล่นได้ถึงแก่นเพิ่มขึ้นอีก การชมกีฬาและมีอารมณ์ร่วมไปกับนักกีฬาคงมีขึ้น

แล้วเราจะรู้ว่า เหรียญเหล่านั้นไม่ได้มาได้ง่ายๆหรอก

 

ผู้พิการไม่ใช่เพียงผู้รอโอกาสที่สังคมไทยหยิบยื่นให้ แต่เขาสร้างและไขว่คว้ามันด้วยตัวเอง ไม่ต้องสนหรอกว่าเขาเป็นอย่างไร หากเขาทำหน้าที่ได้สมแก่ความภูมิใจในฐานะคนคนหนึ่งได้แล้ว ทำไมเขาจึงไม่สมควรได้รับสิ่งที่เท่าเทียมกันในโลกที่บอกว่ามนุษย์เกิดมาเท่ากัน   

 

ขุนพลน้อย    

The Road Home – ทางกลับบ้าน เมื่อวานนี้

ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง

 

ความมืดเริ่มแผ่ปกคลุมรอบๆบริเวณ หญิงเฒ่ากำเศษเหรียญจำนวนสามบาทห้าสิบสตางค์เอาไว้ในมือ สายตามองตามรถปรับอากาศติดแอร์สีส้มสาย 60 ที่เพิ่งผ่านไปอย่างเลื่อนลอย แต่ด้วยจำนวนเงินที่มีในมือคงทำได้เพียงอดทนรอเหมือนที่ริ้วรอยย่นบนหน้าผากและผิวพรรณที่แห้งกร้านแสดงออกมาทั้งชีวิต การรอคอยยังมีความหวัง เพราะอีกไม่นานรถเมล์คันสีแดงคงจะขับผ่านมาอีกรอบ เมื่อไม่นานมานี้เองเศษเงินราคาไม่ถึงห้าบาทยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังของเส้นทางกลับบ้าน  

 

เพียงกระพริบตากาลเวลาก็ล่วงผ่าน ถึงพุทธศักราช 2551 ภายในรอบครึ่งปีแรก ราคาน้ำมันในตลาดดลกทุนนิยมเสรีถีบตัวขึ้นสูงลิ่วจ่อทะลุ 40 บาทต่อลิตรจากเดิมที่มีราคาไม่ถึงยี่สิบบาท ทำให้ค่าตั๋วรถเมล์ประจำทางต้องขยับปรับราคากันหลายขยัก เงินห้าบาทไม่สามารถขึ้นรถเมล์ได้อีกแล้ว

 

ในคืนวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 ฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก เป็นที่รู้กันว่าช่วงเวลาแบบนี้รถจะติดมาก ที่อยู่ไกลหน่อยถึงมีรถส่วนตัวกว่าจะถึงบ้านก็ดึกดื่น แต่วันนี้รถเมล์สีขาว รถปรับอากาศสีน้ำเงิน หรือแม้แต่รถเมล์คันเล็กๆสีเขียวที่เรียกกันว่า รถร่วมหยุดวิ่งให้บริการหมดแล้ว เขาบอกว่ามันไม่คุ้มกับการวิ่งที่ต้องแบกรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

 

…..มันคงไม่คุ้มค่ากับการแบกความหวังของการกลับบ้านของผู้คนเอาไว้ด้วย….

 

ฝนยังคงตกหนัก แต่ที่ป้ายรถเมล์คนยังออกันแน่น ผลัดกันชะเง้อออกมองไปลิบๆของถนน คอยรถเมล์คันต่อไปด้วยความหวังและอ่อนล้า แม้ว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาด้วยการจัดหารถมาเสริมแทนที่ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มากนักเมื่อเทียบกับปริมาณผู้คนที่เดิมทีก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว แท็กซี่และสามล้อถูกเรียกใช้สำหรับผู้พอมีพอกินที่กัดฟันได้ แต่มันไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสามารถตัดสินใจทำเช่นนั้นได้

 

ชุดนักเรียนสีขาวเริ่มเปียกชุ่มละอองฝน มือกอดอกสะท้านขนตั้งเป็นหนังไก่ หลังตรากตรำความเครียดของการศึกษามาเกือบสิบชั่วโมง คุณพ่อ คุณแม่บางคนนำรถมาเทียบจอดเฉื่อยฉิวรับลูกกลับบ้านอย่างอบอุ่น แต่อีกหลายคนกำลังล้วงกระเป๋านับเศษเหรียญเพราะรถเมล์ขยับราคาหลายครั้งจนจำไม่ได้แล้วว่าเมื่อวานจ่ายค่าตั๋วไปกี่บาท

 

ในบางเส้นทางเคยมีแต่ รถร่วมวิ่งอย่างเป็นปกติ แต่วันนี้ที่ไม่ปกติรถเสริมที่จัดหามาแทนที่มีแต่รถปรับอากาศราคาก็ต้องสูงขึ้นตามเส้นทาง เศษเงินในกระเป๋ากระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง แต่ไม่มีทางเลือก ลมฝนซ่อนความหนาวสะท้าน ในขณะที่ถนนไม่ได้มีทางเท้า หลังคาหรือแม้แต่ทางเดินที่ปลอดภัยในทุกช่วง บนเส้นทางกลับบ้าน แม้แต่การเดินเท้าก็ยังดูตีบตันเหลือเกิน

 

กรุงเทพมหานครเมืองใหญ่ที่มีแสงสีและมีความฝันมากมาย แต่ความหวังของคนจนในเมือง เส้นทางกลับบ้านยังคงเป็นเรื่องโหดร้ายยากเย็น

 

วันนี้ คุณยายชราที่กำลังรอเมล์สาย 60 คนนั้นจะกลับถึงบ้านหรือยังหนอ….

เพลงของเพื่อน

 

เพลง ความหมายของความรัก(ฉันอยากรู้)

 

ผ่านไปอีกปีอย่างรวดเร็ว

ความเศร้าสลายเจือจางไปตามกาลแต่ความคิดถึงคลับคล้ายมาแทนที่

 

คิดถึงเพื่อนคนหนึ่งที่เดินทางไปไกล..

 

ในที่ที่มันรออยู่คงสบายดี (เหมือนที่ตลกเล่นมุขว่าถ้าไม่สบายมันก็คงกลับมานานแล้ว) และตอนนี้อาจมองกลับด้วยอมยิ้มเท่ห์ๆแบบไสตล์ของมันเมื่อเห็นชีวิตของเพื่อนๆที่ยังต้องดิ้นรนในแต่ละวัน

 

1 ปีมานี้ หลายอย่างดำเนินไปอย่างเป็นเรื่องธรรมดา

เหมือนเดิมกันบ้าง เปลี่ยนแปลงกันบ้าง ตามครรลองแห่งวิถีชีวิต

แต่แน่นอน..เรื่องของมันยังคงอยู่ในความทรงจำของเพื่อนๆเช่นเดิม

ยามนึกถึงหลายๆครั้งมันยังดูแจ่มชัดราวกับเวลาได้หยุดเฉพาะช่วงเวลาหนึ่ง เอาไว้

 

แวะไปเยี่ยมเพื่อนต้อปในไฮไฟว์เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องไปเยี่ยมกันถึงดินแดนไกลโพ้น..คุณตูนเพื่อนเก่าแก่ของต้อปนำเนื้อเพลงที่ต้อปแต่งไว้ไปใส่ทำนองทำเสร็จแล้วก็นำมาเปิดให้มันฟัง

 

เพลงนี้หลายคนคงเคยได้ยินแล้ว แต่เพื่อให้หายคิดถึงกัน เลยขอดึงเพลงของเพื่อนมาเปิดไว้ที่นี่..

 

กูเอง

โบราณคดี 45

 

ศิลปากร

พักนี้ Archaeo 45 ไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวไปนาน บังเอิญว่าเหนื่อยๆ เนือยๆจากอะไรหลายๆอย่างในช่วงยามนี้ แต่จะพยายามสร้างความคึกคักดังแต่ก่อน วันที่ 15 กันยายน ของทุกปีเป็นวันอาจารย์ศิลป์ หรือวัน ศิลป์ พีระศรีผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร ผมได้แวะเข้าไปเยี่ยมเยียนในเว็บไซต์โบราณคดีรุ่นที่ 43 www.thaiarchaeology.com เห็นกระทู้เรื่อง ศิลปากรอ่านดูแล้วสนุกดี จึงขอดึงมาเผยแพร่ต่อในโอกาสวันอาจารย์ศิลป์ประจำปี 2550 ที่จะวนครบรอบมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ 

โพสต์โดย ceoofpca

นี่ก็ใกล้วันอาจารย์ศิลป์ แล้วปีนี้ เป็นวันเสาร์ ที่ 15 กันยายน 2550พอดีเห็น เมลล์นี้เลยเอามาฝากกัน มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางด้านศิลปะมาอย่างยาวนาน >น้องใหม่ของศิลปากรควรจารู้ว่า>

1. ตรามหาลัย คือ พระพิฆเณศวร ทั้งกระดุม เข็ม หัวเข็มขัด หัวติ้ง

2. สีประจำมหาลัย คือ สีเขียวเวอร์ริเดียน เป็นสีของน้ำทะเลที่ลึกมากๆ

3. ดอกไม้ประจำมหาลัย คือ ดอกแก้ว สามารถพบเห็นได้ที่สวนแก้ว กลางวังท่าพระ

4. เพลงประจำมหาลัย เป็นเพลงภาษาอิตาเลียน ชื่อว่า ซานต้า ลูเชีย

5. คณะแรกของมหาลัย+ฝั่งวังท่าพระ คือ คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์

6. คณะแรกของฝั่งทับแก้ว คือ อักษรศาสตร์

7. คณะโบราณคดี เป็นคณะเดียวในประเทศไทย ที่เปิดสอนที่นี้เพียงที่เดียว

8. โรงอาหารยูเนี่ยน คือ โรงอาหารกลางประจำมหาลัย ที่ท่าพระแม่ค้าอยู่มาตั้งแต่เป็นพี่ จนปัจจุบันเป็นป้ากันทั้งหมดแล้ว (แนะนำให้กรมศิลป์มาจดทะเบียน)

9. ชั้นบนของโรงอาหารยูเนี่ยน คือ ที่ตั้งของสโมสรนักศึกษาประจำมหาลัย

10. เพชรช้อป คือโรงอาหารอีกแห่งที่ทับแก้ว เป็นที่ยอดฮิตในยามกลางวันเมื่อไม่มีที่ไปไหนจริง

11. อาร์ต อเวนิว ก้อมีอาหารอร่อย แต่รอนานโคตรๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ  อยากกินต้องไม่มีเรียนบ่ายถึงจาเหมาะที่สุด

12. 7/11 กลางมหาลัย เปิดแอร์เย็นมาก  เดินเข้าไปซื้อของแป็ปเดียวออกมาแว่นฝ้าเลย

13. อยากกินผลไม้ ต้องเจ๊ตุ่ม ยูเนี่ยน

14. เด็กคณะวาดรูป เรียกเพชรช้อปว่า ลานนม

15. ลานนม มาจากการที่ตั้งอยู่ใกล้ด้านหลังของหอหญิง (หอ 4 ) นั่งกินข้าวไป แหงนไป อ้าวเดินออกมาตากเสื้อใน เกงในซะงั้น 16. เพชรช้อปใหม่ เย็นสบายกว่าอันเก่า แต่นั่งกินข้าวที่นี้ไม่เห็นตุ๊ดตู่เลย

17. ตุ๊ดตู่ คือชื่อเล่นที่สุภาพของตัวเงินตัวทอง  ที่คุณสามารถพบเห็นได้อย่างชุกชุมที่ทับแก้ว เพราะมีบ่อน้ำขนาดใหญ่มากๆกลางมหาลัย

18. ลานทรงพลของคณะอักษรศาสตร์ เดิมคือ ลานประหารในสมัยโบราณ

19. รับน้องชายของอักษร รับกันที่ลานทรงพลตอนกลางคืน

20. เอ4 คือ ชื่อโรงละครใหม่ของอักษร แต่ตั้งอยู่ใกล้ศึกษามากกว่า

21. โรงละครทรงพล คือโรงละครที่ศักดิ์สิทธิ์ของเด็กละครทุกคน

22. อารยธรรมไทย คือ วิชาที่เดกอักษรติดเอฟเยอะมากที่สุด ต่อรุ่นตกประมาณ100-200คน จากจำนวนเด็กทั้งหมดในรุ่นที่มีประมาณไม่เกิน 800 คน

23. แดนสนธยา คือ ชื่อเรียกตึกคณะวาดรูปทั้ง 3 ที่อยู่หลังม. ได้แก่ จิตรกรรม มัณฑศิลป์ และสถาปัตยกรรม

24. ห้องอาหารใต้ตึกศิลป์ 1 ขายข้าวถูก ให้เยอะมากเหมือนกรรมกรกิน (เดกวาดรูปกินโคตรจุ)

25. สาวฮอตของท่าพระ คือ เด็กโบราณ ที่ทับแก้วแน่นอน คือเด็กอักษร

26. ชนช้าง คือการเชียร์โต้ของคณะต่างๆ

27. อักษร มีชนช้างกับคณะฮอตของมหาลัย คือ จิตรกรรม ดุริยางค์ มัณฑศิลป์ (ในยามที่เค้าว่าง)

28. มัณฑศิลป์มันยาวไป ใครๆก้อเรียกว่า เด็กเด็ค

29. เด็กจิตรกรรม เป็นหลีดทุกคน ชุดหลีดอลังการมี่สุดด้วยงบประมาณอันน้อยนิดจนไม่น่าเชื่อ

30. เด็กจิตรกรรมปี1 ทรงผม การแต่งกาย อาจคล้ายเด็กช่างกล+เด็กนักเรียนเตรียมทหาร

31. ลิฟท์ที่โบราณมีขนาดเล็กมาก ยืนกัน 3 คนก้อเต็มแล้ว

32. แถมด้วยบันได เดินสวนกันไหล่ก้อชนกัน

33. ศิลปากรวังท่าพระ เป็นมหาลัยที่มีเนื้อที่เล็กจนไม่น่าเชื่อว่ามีคณะอยู่ถึง 4 คณะ คือ โบราณ จิตรกรรม เด็ค และถาปัด

34. หอสมุดที่วังท่าพระ อยู่ชั้นใต้ดิน

35. ที่ทับแก้ว การจราจรวุ่นวายมากทั้งจักรยาน รถป็อป มอไซค์ และรถเก๋งที่วุ่นวายสุดๆ ต่างคนต่างขับมีปัญญาก้อหลบกันเอง

36. เปิดเทอมวันแรก รุ่นพี่ขับรถหลบรุ่นน้อง หลบไม่พ้นชนก้อเคยมาแล้ว

37. ซ.ลิตเติ้ลพาย คือซ.ที่มีหออยู่มากที่สุดในย่านหน้า ม. คือ นิยมไทย/ลิ้มฮกไถ่/ชยาทิพย์แมนชั่น/เวศฒ์วรุฒ/วีเจ/ลีลาเพลส/ริชแมนชั่น/อินไวท์/อินดี้/สนามจันทร์แมนชั่น ฯลฯ

38. หลังม.มีทางรถไฟ+กลิ่นขี้หมูเล็กน้อย

39. เด็กเด็ค คืออะไรที่สาวๆใฝ่ฝันหา ทั้งใน+นอกมหาลัย เอกที่เด่นดังคือ นิเทศน์ศิลป์ อินทีเรีย ประยุกต์ศิลป์ เซรามิก อะไรยังงี้

40. ถาปัด เวลารับน้องจะมีการแสดงที่แตกต่าง ใช้กลองที่ไม่เหมือนใคร +ไม่เคยมีใครฟังเพลงของเค้ารู้เรื่อง

41. หลีดอักษร อะไรที่ทุกคนอยากดู

42. ผู้หญิงดุริยางค์ ใส่พลีตยาวคลุมตาตุ่มแทบทุกคน

43. หอนอก หอใน บางทีราคาเท่ากันเลย

44. เทวาลัยคเณศ ในพระราชวังสนามจันทร์ มองผ่านไปเห็นยอดองค์พระปฐมเจดีย์ที่สวยงาม

45. ร้านส้มตำพี่ยิ้มที่ เอ 2 อร่อยทุกอย่าง ยกเว้น ส้มตำ

46. ในช่วงเวลาใกล้สอบ ที่นั่งหอสมุดที่เคยรกร้างจะถูกจับจองจนเต็มตั่งแต่ตอนที่หอสมุดเปิด

47. ศิลปากรนิยม มีเพียงเด็กจิตรกรรม+เด็กอักษรร้องเท่านั้น

48. ห้องแล็ปชั้น 2 ของตึก 50 ปีคณะอักษรศาสตร์ เคยมีคนผูกคอตายกับขื่อทีวีเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

49. อักษรมีศาลคณะที่ศักดิ์สิทธิ์ เดิมเป็นเพียงคณะเดียวที่มีศาล

50.เด็กแต่ละคณะมีบุคลิกที่แตกต่างกันสุดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ>

51. รับน้องรวม กีฬาเฟรชชี่ คือ เทสกาลหาคู่ของเด็กทุกคน

52. งานลอยกระทงของมหาลัย ใครพาแฟนมาลอยที่สระแก้ว—เลิกกัน พาคนที่แอบชอบมาลอย————–เป็นแฟนกัน แต่เห็นทีไร แอบชอบใครก้อเขยิบเข้าไปลอยใกล้ๆทุกที แต่ก้อยังไม่ได้เป็นแฟนกัน

53. งานกิฟต์ คืองานขายของทำมือจากเด็กเด็ค ชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วสารทิศ ใครต่อใครก้อพากันมาเดิน(อย่าหลงคิดว่าของถูกนะคะ บางอย่างก้อแพงจัง (ลดราคาบ้างดิ)

54. ศิลปากรมีทั้งหมด 4 ฝั่ง คือ วังท่าพระ (จิตรกรรม ถาปัด โบราณ เด็ค) ตลิ่งชัน (ดุริยางค์ มัลติ วาแตล) ทับแก้ว หรือพระราชวังสนามจันทร์ (อักษร >ศึกษา วิทยา วิดวะ เภสัช คณะวาดรูปในบางปี โรงเรียนสาธิต)  เพชรบุรี ( ไอซีที สัตสาด การจัดการ)

55. ผู้ก่อตั้งมหาลัย คือ ศาสตราจาร์ยศิลป์ พีระศรี ชาวอิตาเลียน

56. เพศที่สามสามารถแต่งกายด้วยชุดนักศึกษาหญิงได้ ทั้งมาเรียนและมาสอบ

57. ตึกกะทะ อาคารหอประชุมที่ดูยังงัยก้อม่ายเหมือนกะทะ

58. เรียนตึกกะทะทีไร ถ้าไม่เช็กชื่ออย่าหวังว่าจะโผล่ไป

59. สโนไวท์ คือ ร้านอาหารที่มีความนิยมมากที่ทับแก้ว เด็กที่นั่นทุกคนต้องเคยไปกิน

60. ข้าวต้มหลังมอ ร้านข้าวต้มสุดคลาสสิก(อีกนัยคือโบราณมากๆ) ถูก อร่อย อิ่มมาก (หลังจากกินเสร็จใหม่ๆเท่านั้น)

61. จั๊กกี้ คือน้องจักรยาน

62. จันทร์พาเลส หอรวมที่หรูสุดในแถบนั่นแล้วมั้ง

63. สปอร์ตคอมเพล็กซ์ ชื่อดูหรูความจริงคือ ลากกว้างขนาดใหญ่ที่มีแป้นบาสอยู่ 2 อัน เอาไว้ประดับสนามเวลาเตะบอล ไม่มีงานจริงๆเด็กส่วนใหญ่ไม่เคยเฉียดกรายไป

64. ตึกคณะสัตสาด เค้าว่ากันว่าสร้างผิดหลักฮ้วงจุ้ยอย่างแรง เด็กเรียกร้องให้หาอะไรมาเสริมดวงคณะด่วน

65. ที่เพชรบุรีไม่มีหอนอก

66. ยังไม่พอ 7/11ก้อไม่มี  มีแค่ร้านขายของผู้ยึดครองกลุ่มเป้าหมายทั้งมหาลัยเพียงร้านเดียว

67. ข่าวดี เทอมนี้หอที่นั่น อยู่ 5 คน

68. SMA หรือ สมา คือการประกวดวงดนตรีภายใน

69. สมามันทุกปีมีกี่วันคนดูแน่นตลอด ทั้งๆเป็นช่วงใกล้สอบมากๆ

70. อกทก. ย่อมาจาก องค์การกระเทยทับแก้ว กระเทยทุกคนเป็นเมมเบอร์ฟรีตลอดชีพ จบไปก้อยังมีคนคิดถึงอยู่ตลอด

71. ยามกลางวันแทบจะไม่เคยเห็นพวกเด็กที่เรียนวาดรูป พระอาทิตย์ตกดินหรือเลยไปยันใกล้เช้านั่นแหละ คึกคักออกมาเผยโฉมกันเต็มไปหมด

72. ปีนี้มหาลัยครบรอบ 65 ปี

73. เด็กศิลปากร ไม่ได้เป็นเด็กแนวทุกคนนะคะ อย่าเหมารวม

74. ตลาดนัด — ที่สังสรรค์+ช้อปปิ้งของเด็กทับแก้วทุกวันพุธ  ขาดเธอไปเด็กที่นี่คงแย่

75. ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น คือคำขวัญที่อยู่ในใจของเด็กศิลปากรทุกคน

76. หากสนใจในศิลปากร อยากสัมผัสบรรยากาศที่ชิวกันทั้งมหาลัย ก้อมาเยี่ยมเยียนได้นะคะ หรือหากสนใจข้อมูลข่าวสารต่างๆของมหาลัยก้อ http://www.su.ac.th หรือเรื่องราวของคณะต่างก้อต้องhttp://www.smo.su.ac.th ขอบคุณทุกเม้นท์นะคะ ยินดี ต้อนรับน้องใหม่ทุกคนคะ

77. ซ.เถิดเทิง คือชอยที่มีบ้านเช้าของเด็กเด็คอยู่เยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆ ว่ากันว่าหลงเข้าไปแล้วคุณจะติด

78. เต้นท์เขียว คือแหล่งรวมร้านอาหารยามเย็นไปจนดึกดื่น

79. ถามเด็กทับแก้วรุ่นก่อนดู ใครไม่รู้จักร้านสถานี หรือร้านสบายในปัจจุบันบ้าง ร้อยละ 90 ต้องเคยไปเมาอยู่ที่นี่แน่นอน

80. ตลาดนัดเวลล์ มีวันเดียวกับตลาดนัดในม. ไปมันทุกอาทิตย์ทั้งที่ยังม่ายรุว่าจะซื้ออะไรดี

81. ร้อยทั้งร้อยของเด็กศิลปากรต้องเคยอุดหนุนตุ๊กตาหมี หรือสร้อยสลักชื่อของพี่เด๋อ กะเจ๊ป๋อม เจ้าประจำในตลาดนัด มีงานกี่งานคู่นี้ออกร้าน+ขายดีตลอด

82. ใหญ่สุกี้กะทะร้อน ทำไมที่อาร์ตให้น้อยกว่าตรงเต้นท์เขียว แถมรอนานกว่ามากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

83. คลีนิคหมอประทีป ที่อยู่ตรงประตูฝั่งสาธิต ต้องมีสักครั้งที่คุณหลงเข้าไปหายามเจ็บไข้ได้ป่วย

84. งานคืนหนึ่งหนังไทย มักมีแบบเงียบๆๆๆๆๆๆๆ ไร้การโปรโมต คืนนี้ฉายหนังอะไรต้องไปถามเด็กหอในเอา แถมตารางการฉายก้อไม่แน่นอนขึ้นๆลงๆเป็น

. เพลย์กราวนด์ คือวงดนตรีที่มาเล่นในงานรับน้องรวมบ่อยมากในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เล่นมา 3 ปีแล้วงิ

86. สะพานสระแก้ว คือจุดชมวิวยามเย็น ที่นั่งจีบกันของคู่รักข้าวใหม่ปลามัน

87. หากมองเลยไปสักนิด คุณจะเห็นวงขี้เหล้ามาคอยเล่นดนตรีขับกล่อมบรรเลงเพลงให้เข้ากับการจีบกันของคุณ

88. ศาลา 8 เหลี่ยม ที่สิงสถิตของใครต่อใคร เอาไว้แซวสาววันที่มีตลาดนัดก้อเข้าที กินข้าวกลางวันก้อเหมาะบางครั้งแอบยามมากินเหล้าก้อได้ใจ(แต่แมร่งโคตรมืดเลย ก้อไม่มีไฟสักดวง) 

89. หากผ่านคณะอักษรตอนกลางคืน แล้วได้ยินเสียงร้อง อ้า อ้า >อ้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ดังขึ้นมา อย่าตกใจไป เค้ากำลังโปรเจคเสียงเพื่อซ้อมละครกันอยู่

90. จักรยานหาย อย่าตกใจ ลองไปเดินหาแถวแดนสนธยาดิ อาจพบเป้าหมายของคุณ

91. พวกเด็กวาดรูปไม่ได้ขโมย แค่ยืมไปขี่แล้วว่าจะเอาไปคืน แต่จำไม่ได้ว่าเอามาจากที่ไหนก้อเลยรอให้เจ้าของมาตามเอง

92. ศาลาขาว ริมน้ำ ในตอนกลางคืน เห็นคนเป็นคู่ จูฮุกกรู อย่าเข้าไปขัดหละ

93. เด็กหลายคนที่นี้อาจเคยโดนคำถามแบบนี้ เรียนที่ไหนเหรอจะ” เพิ่ลแม่ถามศิลปากรคะ” เก่งจังสอบวาดรูปติดที่นี่เลยเหรอ ไปแอบฝึกมาตอนไหนละลูก” “+-+” งงไปเลย

94. ร้านข้าวที่องค์พระไม่ได้อร่อยทุกร้านเสมอไป

95. ที่ตั้งของศิลปากรเพชรบุรี ที่อยู่ตามไปรษณีย์ อ.หัวหิน ที่อยู่ตามลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่เป็นจริง —เลยมอนิดหน่อยก้อออกประจวบแล้วดิ

96. ศิลปากรสอนให้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า และรอบด้าน หากเรียนที่นี้แล้วมุ่งหวังแต่กระดาษที่เรียกว่า ใบปริญญาเพียงแผ่นเดียว เชิญร้านถ่ายเอกสารเลยคะ

97. สุนัขจรจัดหน้า 7/11 ดุมาก วันไหนอารมณ์ดีก้อดีดี๊สงบนิ่ง วันไหนอารมณ์เสีย เห่าซะแม่รงอยู่นั่น ใครมองก้อวิ่งไล่เค้าซะอย่างงั้น

98. หลายฝ่ายมีความเห็นตรงกันว่า บัตรผ่านประตูเข้าออกที่ทับแก้วนั้น เสียเวลา ทำให้รถติดมากขึ้น ข้อดีมีข้อเดียวคือ ป้องกันรถหาย

99. หน้ามอ ที่ทับแก้วเกิดอุบัตเหตุบ่อยมาก

100.มาเรียนที่นี้กันเยอะๆๆๆๆๆๆๆๆนะคะ เด็กศิลปากรก้อช่วยกันเม้นท์ด้วยนะ  อ่านแล้วก็ได้บรรยากาศ ศิลปากร ดีหวังว่าเพื่อนๆพี่ๆๆ น้องคงมาร่วมงาน กันคับคั่ง เพราะเป็นวันเสาร์

แล้วเจอกันนะจ๊ะ

 อัพเดทล่าสุด…คณะโบราณทำลิฟท์ใหม่แล้ว (ความแคบเท่าเดิม)ขุนพลน้อย

หวงเฟยหง

 houngfeihong.jpg

คงปฏิเสธได้ยากว่าในยุค 90 เป็นยุคทองของภาพยนตร์จีนไม่ว่าจะกำลังภายนอก ภายในหรือชีวิตรันทน จนตัวละครหลายตัวกลายมาเป็นส่วนหนึ่งและโลดแล่นอยู่ในความทรงจำของคนที่เติบโตมาในยุคนั้น

 หวงเฟยหงเป็นผู้หนึ่งที่กลับมาปรากฏตัวในยุคนี้ ภายใต้การนำกลับมาสร้างใหม่อีกครั้งผ่านฝีมือการกำกับอย่างสุดอลังการ ณ เวลานั้นโดย ฉีเคอะที่เลือกดาราแสดงนำอย่าง หลี่เหลียนเจี๋ยหรือเจ็ทลีซึ่งยังหนุ่มแน่น แคล่วคล่องและมีพื้นฐานทางกังฟู (ทราบมาว่าเป็นศิษย์ฆราวาสวัดเส้าหลินด้วย)  มาแสดงอย่างสมบทบาทจนไม่อาจปฏิสธใบหน้าของ หวงเฟยหงในจินตนาการว่าเป็นใบหน้าเดียวกับ หลี่เหลียนเจี๋ย’  

หวงเฟยหงผู้นี้จึงครองใจผู้คนยุคนั้นไปได้ไม่ยากนัก 

ผมเป็นคนหนึ่งที่เติบโตมากับยุค 90  และหนังในยุคนั้นแบบพอจะรู้ความและสนุกกับมันได้ นาม หวงเฟยหง ปึงซีเง็ก อุ้ยเสี่ยวป้อ หรือใครอีกหลายๆคนที่ล้วนผ่านตามาไม่รู้กี่ครั้งจึงยังประทับใจในบทบาทมาถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ความรู้ที่มีพอเลาๆคือบุคคลเหล่านี้ล้วนมีตัวตนจริงในประวัติศาตร์จีน ภาพยนต์เหล่านี้จึงยิ่งสร้างความรู้สึกดีและงดงามมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ทันทีที่เว็บไซต์ผู้จัดการ ได้นำ ประวัติของ หวงเฟยหงตัวจริงมาเปิด จึงไม่รีรอที่จะขอลอกมาแปะเผยแพร่ไว้ต่อสำหรับคอภาพยนต์จีนยุค 90 ที่ Archaeo 45 แห่งนี้ 

ที่มา : นรา เรื่อง ผู้จัดการออนไลน์ เผยแพร่ 18 มิ.ย. 50 

ในบรรดาวีรบุรุษที่มีตัวตนอยู่จริงของจีน หวงเฟยหง (หรือ หว่องเฟห่งในสำเนียงกวางตุ้ง) น่าจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังแพร่หลายมากสุด พร้อม ๆ กับเป็นบุคคลที่มีข้อมูลคลุมเครือสับสน เนื่องจากได้รับการเล่าลือแต่งเติมจนพิศดารพันลึก ขณะที่หลักฐานอันแน่ชัด กลับมีอยู่ไม่มากนัก      

 หวงเฟยหงมีชื่อเดิมว่า หว่องเส็กเฉิ่ง (ไม่ทราบชื่อนี้ในสำเนียงจีนกลาง) แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่า เกิดเมื่อวัน 9 เดือน 7 ปีที่ 25 ในรัชสมัยจักรพรรดิเต้ากวงแห่งราชวงศ์ชิง (ตรงกับปี 1847)       อย่างไรก็ตาม บางข้อมูลก็บอกเล่าผิดแผกออกไป และลงความเห็นว่า หวงเฟยหงเกิดเมื่อปีที่ 6ในรัชสมัยจักรพรรดิเซียนเฟิง (ตรงกับปี 1856) ทว่าวันและเดือนเกิดนั้นตรงกัน

หวงเฟยหงเกิดที่หมู่บ้าน หลูเจ้า ใกล้ภูเขาสีเฉียว เมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง เป็นบุตรของหวงจี้อิง (หว่องไค่อิง) ซึ่งเป็นครูมวยผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม “10 พยัคฆ์กวางตุ้งอันโด่งดัง (เรื่องราวของบรรดาวีรบุรุษกลุ่มนี้ ได้รับการนำมาสร้างเป็นหนังบ่อยครั้งเช่นกัน)

แม้ว่าหวงเฟยหงจะเป็นทายาทวีรบุรุษ แต่ในขั้นเริ่มต้น หวงจี้อิงกลับไม่ยอมถ่ายทอดวิชาฝีมือให้แก่บุตรชาย (ไม่มีเหตุผลที่แน่ชัด แต่ในหนังปี 1976 เรื่อง Challenge of the Masters หรือ จอมเพชฌฆาตเจ้าสิงโตผลงานกำกับของหลิวเจียเหลียง ซึ่งถ่ายทอดชีวประวัติของหวงเฟยหงในช่วงวัยนี้ ได้ให้คำอธิบายเอาไว้ว่า พ่อของหวงเฟยหงไม่อยากให้ลูกร่ำเรียนวิทยายุทธ เนื่องจากเกรงว่าจะนำไปใช้ในทางไม่ถูกควร ทะเลาะวิวาทต่อยตีกับผู้อื่น) ทว่าเมื่อไม่อาจขัดขืนความตั้งใจมุ่งมั่นอันแรงกล้า หวงเฟยหงจึงได้รับอนุญาตให้ฝึกฝีมือกับลู่อาไค (ลกอาฉอย) ซึ่งเป็นอาจารย์ของหวงจี้อิง (แปลง่าย ๆ ก็คือ สองพ่อลูกตระกูลหวง มีอาจารย์คนเดียวกัน)

เหตุการณ์ช่วงนี้เป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของวิชาฝีมือในแขนงที่เรียกกันว่า หงฉวน” (หงก่า) ซึ่งคิดค้นบัญญัติขึ้นโดยวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่หงซีกวน มีกระบวนท่าอันเลื่องชื่อคือ หมัดพยัคฆ์-กระเรียน       ลู่อาไคเป็นเพื่อนศิษย์ร่วมสำนักเส้าหลินฝ่ายใต้ร่วมกับหงซีกวน และสืบทอดรับช่วงวิชาฝีมือดังกล่าว กระทั่งส่งผ่านมาถึงหวงเฟยหง       กล่าวกันว่า เมื่อถึงรุ่นของหวงเฟยหง วิชาฝีมือเหล่านี้ได้รับการพัฒนาจนกระทั่งสมบูรณ์ลงตัว และเป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่ขยาย กระทั่ง หงฉวนได้รับความนิยมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากกราบกรานลู่อาไคเป็นอาจารย์แล้ว ในวัยเยาว์หวงเฟยหงยังได้ร่ำเรียนวิชา หงฉวนเพิ่มเติมจากหล่ำฟกซิง (ไม่ทราบชื่อจีนกลาง) จากนั้นก็ได้รับการสั่งสอนเพิ่มเติมจากหวงจี้อิงผู้เป็นบิดา       ในวัยเด็กครอบครัวของหวงเฟยหงมีฐานะยากจน ต้องตระเวนรอนแรมไปเปิดทำการแสดงวิชาฝีมือและขายยาตามท้องถนน       โดยสรุปแล้ว ช่วงวัยเยาว์และวัยหนุ่มของหวงเฟยหง เป็นระยะเวลาของการฝึกฝนวิชาฝีมือต่อสู้ป้องกันตัว และการรับมรดกสืบทอดวิชาแพทย์จากบิดา ซึ่งเป็นหมอแผนโบราณที่ได้รับการยกย่องนับถือ

กระนั้นก็มีวีรกรรม 2 เหตุการณ์ ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง       เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อหวงเฟยหงมีอายุ 16 ปี ชาวตะวันตกกลุ่มหนึ่งคิดค้นกิจกรรมสร้างความบันเทิง โดยฝึกฝนหมาพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดจนมีสภาพดุร้ายกระหายเลือด จากนั้นก็เปิดเวทีท้าประลองให้ชาวจีนสู้กับหมา ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลมูลค่าสูง แต่หากพลาดพลั้งบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ก็ถือเป็นคราวเคราะห์ที่ไม่มีผู้ใดรับผิดชอบ       ความบันเทิง คนสู้หมากลายเป็นเรื่องเกรียวกราวไปทั่ว ผู้คนจำนวนมากที่เข้าประลองล้วนแล้วแต่พ่ายแพ้ บ้างโชคดีก็แค่บาดเจ็บ แต่มีจำนวนไม่น้อยนำเอาชีวิตเข้าสังเวยและตายไปอย่างสูญเปล่าไร้ค่า

 หวงเฟยหงล่วงรู้เรื่องดังกล่าว จึงเข้าประลองเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีให้แก่เพื่อนร่วมชาติ และเป็นฝ่ายชนะอย่างง่ายดาย ด้วยกระบวนท่า เท้าไร้เงาซึ่งเป็นไม้ตายประจำตัวที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากสุดของเขา (เหตุการณ์ครั้งนี้ ได้รับการนำมาสร้างเป็นหนังเรื่อง How Huang Feihong Vanquished the Terrible Hound at Shamian เมื่อปี 1956)       เหตุการณ์ถัดมาคือ เมื่อครั้งที่ท่าเรือฮ่องกงเพิ่งเปิดทำการ หวงเฟยหงในวัย 21 ปี ไม่อาจทนเห็นผู้อ่อนแอโดนนักเลงท้องถิ่นจำนวนมากรุมรังแก จึงยื่นมือเข้าขัดขวาง ด้วยการใช้กระบองไม้ไผ่เป็นอาวุธบุกเดี่ยวเข้าสู้กับฝ่ายตรงข้ามจำนวนหลายสิบคน กลายเป็นศึกตะลุมบอนอันสะท้านสะเทือน (บริเวณที่เกิดเหตุดังกล่าว ปัจจุบันคือสวนสาธารณะที่ถนนฮอลลีวูด ฝั่งเกาะฮ่องกง)

ผลการต่อสู้ หวงเฟยหงสามารถหลบหนีไปได้ และทำร้ายบรรดานักเลงอันธพาลบาดเจ็บไปหลายคน แต่การปะทะครั้งนั้น ก็ส่งผลให้หวงเฟยหงไม่อาจพำนักอยู่ในฮ่องกงได้อีกต่อไป และต้องเดินทางกลับไปยังกวางเจา       ช่วงชีวิตของหวงเฟยหง ซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากสุด โดยผ่านการบอกเล่าของหนังมากมายหลายสิบเรื่อง คือ ช่วงวัยอายุประมาณ 30 ปี หวงเฟยหงกลายเป็นครูมวยผู้มีชื่อเสียง พร้อม ๆ กันนั้นเขาก็ได้เปิดร้านขายยา (จริง ๆ แล้วน่าจะเป็นประมาณคลีนิค เนื่องจากรับรักษาบำบัดผู้ป่วยด้วย) ชื่อ เป่าจือหลิน” (โปจี๋หลำ)

เป่าจือหลินกลายเป็นร้านขายยาที่โด่งดังเป็นตำนานเช่นเดียวกับหวงเฟยหง (บริเวณที่ตั้งของเป่าจือหลิน สันนิษฐานว่าอยู่ที่ตรอกหยั่นออน ถนนสายที่ 13 เขตกวางเจาตะวันตกในปัจจุบัน) ด้วยเหตุที่ให้การรักษาผู้เจ็บป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสำหรับผู้ยากไร้ บ่อยครั้งยังเป็นการเยียวยาพยาบาลโดยไม่คิดเงิน       วิชาแพทย์ของหวงเฟยหง ได้รับการยกย่องไม่น้อยหน้าวิชาฝีมือ ไม่ว่าจะเป็นการต่อกระดูก ตำรับยาเฉพาะประจำตระกูล หรือการรักษาโดยวิธีฝังเข็ม

ในปี 1888 นายพลหลิวหยงฟู่ (เหลาหวิงฟก) ผู้บัญชาการกองธงดำประสบอุบัติเหตุขาหัก และได้รับการรักษาโดยหวงเฟยหงจนกระทั่งหายดี นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพระหว่างทั้งสอง หลิวหยงฟู่ชักชวนหวงเฟยหงให้เป็นหมอประจำกองทัพ และต่อมาทั้งคู่ก็ได้เข้าร่วมสู้รบกับกองทัพญี่ปุ่นที่รุกรานไต้หวัน

ภายในตัวคนคนเดียวหวงเฟยหง เป็นที่ยกย่องทั้งในด้านจอมยุทธผู้ผดุงคุณธรรม (ว่ากันว่า ส่วนใหญ่เป็นการช่วยเหลือผู้อ่อนแอที่โดนรังแกโดยไม่เป็นธรรม) เป็นครูมวยผู้ได้รับความเคารพนับถือ เป็นหมอผู้มีใจโออบอ้อมเมตตา เป็นนักเชิดสิงโตผู้มีชื่อเสียง และเป็นผู้รักชาติที่มีอุดมการณ์สูงส่ง

หวงเฟยหงผ่านการแต่งงานทั้งหมด 4 ครั้ง มีลูกทั้งหมด 10 คน ภรรยาสามคนแรกล้วนเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย ส่งผลให้เขานึกโทษตนเองว่าเป็นต้นเหตุแห่งเคราะห์ร้ายแก่คนที่ตนรัก และตัดสินใจว่าจะไม่ยอมแต่งงานอีก แต่แล้วในปี 1903 เขาได้พบกับหญิงสาววัย 16 ปีชื่อ มอกไกวหลาน” (ไม่ทราบชื่อจีนกลาง) และตกหลุมรักซึ่งกันและกัน จนนำไปสู่การแต่งงาน

มีเรื่องเล่า (ที่ไม่ยืนยันว่าเป็นความจริง) ขณะที่หวงเฟยหงกำลังเชิดสิงโต เขาสะบัดขาแรงเกิน จนรองเท้าปลิวกระเด็นไปโดนมอกไกวหลานในหมู่ผู้ชม ด้วยความรู้สึกผิด ต่อมาหวงเฟยหงจึงพยายามค้นหาตัวหญิงสาวเพื่อกล่าวคำขอขมา นั่นคือจุดเริ่มต้นแห่งการพบกับความรักครั้งสุดท้ายของปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่

เดือนมีนาคมปี 1924 (บางข้อมูลระบุว่าเป็นวันที่ 15 ตุลาคม 1924) เกิดเหตุจราจลในย่านการค้าของกวางเจา ห้างร้านจำนวนมากถูกทำลายเสียหายยับเยิน รวมทั้งเป่าจือหลินของหวงเฟยหงที่ถูกเผาจนราบคาบ       ถัดจากนั้นไม่นาน หว่องฮอนซัม (ไม่ทราบชื่อจีนกลาง) ลูกชายคนโตของหวงเฟยหงก็เสียชีวิตจากการทะเลาะวิวาทกับแก๊งค้ายาเสพติด (ข้อมูลบางแหล่งแย้งต่างกันมาก แต่น่าจะถูกต้องกว่า ก็คือ เหตุดังกล่าวเกิดในปี 1890) การสูญเสียบุตรชาย ทำให้หวงเฟยหงประกาศไม่ถ่ายทอดวิชาฝีมือให้แก่ลูกหลาน และจะสอนเฉพาะบรรดาลูกศิษย์เท่านั้น

หวงเฟยหงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 เดือน 3 ปี 1924 (บางข้อมูลระบุว่า 25 มีนาคม ซึ่งไม่น่าจะใช่เพราะเป็นการนับตามปฏิทินจันทรคติ) หลังจากนั้นมอกไกวหลานพร้อมด้วยลูกศิษย์ 2 คนของหวงเฟยหง คือ หลินจี้หรง (หลำไซหวิ่ง) และตั่งเซาขิ่ง (ไม่ทราบชื่อจีนกลาง) ก็พากันอพยพโยกย้ายไปยังฮ่องกง

ตลอดชีวิตหวงเฟยหงมีลูกศิษย์ทั้งหมด 18 คน (ตั่งเซาขิ่งเป็นคนเดียวที่เป็นผู้หญิง) ว่ากันว่าคนที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาในทุก ๆ ด้าน (ทั้งวิชาบู๊ วิชาแพทย์ และการเชิดสิงโต) คือ เหลิงฟุน (ไม่ทราบชื่อจีนกลาง) แต่โชคร้ายที่ศิษย์เอกรายนี้ เสียชีวิตตั้งแต่อายุประมาณ 20 กว่า

ในบรรดาศิษย์ทั้งหมดของหวงเฟยหง คนที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากสุดคือ หลินจี้หรง ซึ่งต่อมาได้เปิดสำนัก และเขียนตำราหมัดมวยที่สำคัญเอาไว้หลายต่อหลายเล่ม รวมทั้งเป็นผู้มีบทบาทในการถ่ายทอดเผยแพร่วีรกรรมของอาจารย์

หลังจากหวงเฟยหงเสียชีวิต เรื่องราวของเขาก็ได้รับการนำมาเขียนเป็นนิยาย ตีพิมพ์ตามหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ และเป็นที่นิยมในวงกว้าง มีการแต่งเติมสีสันเพิ่มจินตนาการต่าง ๆ มากมาย จนกระทั่งเรื่องราวของหวงเฟยหงกลายเป็นตำนานพิศดาร  

จนกระทั่งถึงปี 1949 เรื่องราวเกี่ยวกับหวงเฟยหงก็ได้รับการนำมาสร้างหนังเป็นครั้งแรก โดยมีกวานตั๊กฮิง (ไม่ทราบชื่อจีนกลาง) ผูกขาดรับบทเป็นหวงเฟยหงถึง 77 เรื่อง (กินเนสส์บุ๊คบันทึกไว้ว่า เขาเป็นนักแสดงที่รับบทเป็นตัวละครเดิมมากที่สุดในโลก) ถึงขั้นว่าในชีวิตจริง ยังมีผู้คนจำนวนมากยินดีเรียกขานกวานตั๊กฮิงว่า อาจารย์หวง

เรื่องน่าแปลกอย่างหนึ่งคือ ขณะที่วีรกรรมของหวงเฟยหงเป็นที่เล่าขานกันอย่างมากมายไม่รู้จบ ทั้งในหนังและนิยาย ทั้งส่วนที่เป็นความจริงและส่วนที่เป็นเรื่องแต่ง มีนักแสดงจำนวนมากสวมบทบาทเป็นบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ แต่ภาพถ่ายหวงเฟยหงตัวจริง ตลอดทั้งชีวิตกลับค้นพบเพียงแค่ภาพเดียว

ฤดูร้อน..สีคราม

ฤดูร้อนนี้พี่ๆน้องๆโบราณคดีกลับไปสร้างค่ายสร้างฝันเพราะเมล็ดพันธุ์ ‘โบราณคดีใต้น้ำ’ กันอีกครั้ง ส่วนเราก็ว่าจะไปร่วมด้วยตั้งกะสมัยเรียนแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ไปเสียทุกที ที่เฉียดๆที่สุดก็ตอนก่อนจะขึ้นปี 3 เมื่อกลับจากการไปขอ ‘พี่ยอด’ รุ่นพี่เริ่มอาวุโสที่เคารพมากคนหนึ่งฝึกงานขุดแต่งโบราณสถานวัดช้างล้อม(ไสยาส) จังหวัดสุโขทัย รอดเปลวแดดกลางทุ่งนามาได้ก็รุดเลยต่อไปยังจันทบุรีเยี่ยมเยือนเพื่อนๆที่ไปทำค่ายโบราณคดีใต้น้ำ

ไปกินๆ นอนๆริมทะเล และในเรือกับเขา 3-4 วัน นั่งดูเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆว่ายนำกันยังกะปลาโลมา ติดตีนเทียม เหงือกเทียมเข้าหน่อยก็คล่องปร๋อ ว่ายข้ามน้ำข้ามทะเลกันได้เป็นเกาะๆ ปีถัดๆมาแม้จะมีค่ายอีก 2-3 ครั้ง ทั้งหลักสูตรพื้นฐานและแอดวานซ์ที่ลงไซต์ขุดค้นจริงก็ไม่ได้ไปร่วมฝึกกับเขาสักครั้งจนกระทั่งเรียนจบ

4-5 ปีผ่านไปยังหวนคิดถึงท้องทะเลที่ค่ายนี้เสมอ ทั้งครูฝึกที่แข็งแรงกันมากๆ(ทหารเรือเก่าทั้งน้านน) อาจารย์ประอร(พี่นาย) พี่เอิบ พี่กร พี่แอน พี่.. อีเกตุ ไอ้เบิร์ด ไอ้ตาล… และเจ๊ปอที่ไปจากกรุงเทพฯด้วยกัน เป็นประสบการณ์สนุกๆที่ได้ร่วมลงเรือลำเดียวกันแล้วขากลับต้องฝ่าพายุฝนทะเลคลั่ง วอนขอชีวิตกับเทพเจ้าอยู่ตลอดเส้นทาง ครั้งกระโน้นจำได้ว่าใช้หนี้การเดินทางด้วยการปอกสับปะรดให้ชาวค่ายทานอยู่ท้ายเรือ ว่างๆก็กระโดดลงเล่นคลื่นกลางอ่าวไทย ว่ายน้ำก็ไม่แข็ง เสียวชะมัด แต่อีเกตุ เพื่อนรักคอยดูอยู่ไม่ห่างเลยอุ่นใจลอยคอสู้คลื่นสบายอารมณ์ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ยอมให้คลื่นซัดออกห่าวจากเรือจนเกินไป ตอนเขาพาไปสกินน้ำตื้นดูปะการังก็พลอยไปดูกะเขาด้วย

ความจริงแล้วปีนี้เลยตั้งใจจะลางานยาวไปร่วมฝึกกับเขาจริงๆจังๆสักครึ่งเดือน ถ้าไม่ให้ก็กะจะโดดงานไปลงเรือสู่ทะเลอีกครั้งสัก 4-5 วัน ติดต่อน้องเชลล์ประธานค่ายไว้เรียบร้อยกลางวงเหล้าครั้งหนึ่ง แต่สุดท้ายฝันยังคงค้างอยู่อย่างนั้น  อะไรไม่รู้มันติดๆกึกๆกักๆในใจเลยไม่กล้ากลั้นใจโดดงานไปไหนยาวๆ

ไม่กี่วันก่อนเปิดไปเห็นเรื่อง ‘เมล็ดพันธุ์ใหม่สีคราม’ ในกรุงเทพธุรกิจจุดประกาย ฉบับหนึ่ง ชวนให้คิดถึงท้องทะเลและค่ายเล็กๆแต่ใจใหญ่ๆนี้ เลยอยากจะเอามาเล่าต่อใน Archaeo 45 จึงไปทอดตามองหาดูตามเว็บไซต์ต่างๆเผื่อจะมีใครนำมาเล่าไว้บ้าง ตามคาดครับ ไปเจอในบล็อกโอเคเนชั่นของคุณ ยุวดี พร้อมภาพสีสดใส เชิญตามไปดูต่อได้เลยที่ ดำ ด่าดีด่ำ ดำดำ หรือ http://www.oknation.net/blog/yuwym/2007/05/09/entry-1

ขุนพลน้อย

18 พ.ค. 50

ศิลปิน

นพพร เขียนถึง พิเศษ สังข์สุวรรณหรือพี่ตาร์ ที่หลายๆคนในวงการโบราณคดีรู้จักในฐานะพี่ผู้อาวุโสและศิลปินมากฝีมือ วันหลังผมจะเล่าเรื่องราวของเขาให้ฟัง

 โปรดสดับฟังเสียงสำเนียงเพลงบทนี้เถิด

เพราะข้าพเจ้าได้พร่ำเพียรกลั่นกรองความสดชื่นจากดวงใจภายใต้ร่างกายอันร้าวราน

ด้วยหวังขับกล่อมขับขานให้พวกท่านรื่นเริงและหลงลืมความปวดร้าวจากวันคืนที่แสนเศร้า

ฟังสิฟังสิท่านถ้อยคำเหล่านั้นท่วงทำนองเหล่านั้น

ต่างถูกถักทอขึ้นจากบุคคลซึ่งถูกหลงลืมไว้เบื้องหลัง

อย่าอย่าเลยอย่าคิดเวทนาข้าพเจ้าแม้แต้เพียงนิด

เพราะความเปรมปรีดิ์ของพวกท่านต่างหากที่ทำให้ข้าพเจ้ายังพอมีแรงขยับเขยื้อนเคลื่อนกายเยี่ยงสามัญชน

สุขเถิดท่านทั้งหลายเคลื่อนกายให้สุขสันต์อย่างที่ท่านมิเคยได้รับสุขนั้นมาก่อน

เพราะข้าพเจ้าจะบรรเลงเพลงบทนี้ต่อไป

โอ้กาลเวลาล่วงเลยไป

ขออภัยเถิดท่านทั้งหลาย หากขณะนี้ร่างกายของข้าพเจ้ามันร้าวรานเกินกว่าที่จะสร้างสรรค์ถ้อยทำนองอันสุขสันต์ไว้เป็นของขวัญแด่ดวงจิต

น้ำเสียงของข้าพเจ้ามันแหบพร่าเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยวจีอันไพเราะ

แขนขาของข้าพเจ้ามันอ่อนล้าและเหน็บชาเกินกว่าจะคว้าเครื่องดนตรีมาดีดสีให้พวกท่านรื่นรมย์

ขออภัยเถิดท่านทั้งหลาย

ด้วยลมหายใจของข้าพเจ้าก็เริ่มเหนื่อยล้าเกินทานทน

อีกไม่นานหรอกอีกไม่นานท่านก็คงลืมบทเพลงที่ข้าพเจ้าเคยขับขานกล่อมเกลา

อีกไม่นานหรอก..อีกไม่นานจะมีผู้มาขับขานบทเพลงบทใหม่ให้ท่านได้หฤหรรษ์กันต่อไป

อีกไม่นานหรอกอีกไม่นานราตรีกาลจะพัดพาร่างกายและดวงวิญญาณของข้าพเจ้าให้แตกสลายกลายเป็นเพียงผงธุลี และเสียงดนตรีก็จะกลายเป็นเพียงความทรงจำ

อีกไม่นานหรอกอีกไม่นาน

แด่พี่ต้าร์ พิเศษสังข์สุวรรณ ศิลปินผู้ถูกหลงลืม

นพพร

16 ..50