ข้อถกเถียง ต่างความเห็น กรณี ‘พระวิหาร’

ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง  

หลัง รายงาน: มรดกโลก ‘พระวิหาร’ บนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลไทยต้องเสนอให้ยูเนสโกทบทวน เผยแพร่ผ่านประชาไท มีข้อถกเถียงที่น่าสนใจจากสองมุมมองจึงนำมาเผยแพร่ต่อ

 ทั้งนี้ ต้องยอมรับในสิ่งที่ ‘สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’ ติติงว่า ศาลโลกตัดสิน ว่า “พื้นที่ ที่เป็นที่ตั้งของประสาท เป็นพื้นที่อธิปไตยของกัมพูชา” นั้นถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ความเห็นส่วนตัวของผม มันยังต้องคิดต่ออยู่ดี อย่างน้อยถ้ายอมรับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ผิดไปจากหลักฐาน ก็คงหมายถึง การยอมรับในการ ‘สร้างเรื่อง’ เพื่อหวังบรรลุเป้าหมายใดๆได้โดยไม่ต้องสนใจอะไร ขอเพียงให้มีเรื่องนั้นเป็นที่ยอมรับก็พอ และนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของการตีความทั้งสิ้น

000

 

ความคิดเห็นของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (visitor) (127.0.0.1 124.122.112.139) .. Fri, 2009-06-19 23:08

ที่ผู้เขียน

ที่ผู้เขียน เขียนว่า

“จนกระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกได้ตัดสินให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา ”

 

ผิด ความจริง

 

ย้ำ ผิด ความจริง

 กรุณาอ่านเอกสาร ก่อนจะเขียนเรืองสำคัญแบบนี้

 ความจริงคือ ศาลโลกตัดสินว่า พื้นที่ ที่เป็นที่ตั้งของประสาท เป็นพื้นที่อธิปไตยของกัมพูชา

 ไมใช่ “ตัดสินให้ตัวปราสาท..ตกเป็นของกัมพูชา”

 พูดง่ายๆคือ เขาตัดสินว่า ดินแดนนั้น (ตรงที่มีประสาทตั้งอยู่) เป็นของกัมพูชา ตัวประสาทจึงเป็นของกัมพูชาไป

 เขาตัดสินเรื่องดินแดนครับ ไม่ใช่ตัดสินเรื่องตัวปราสาท

 ไม่ใช่ ยกปราสาท ให้กัมพูชา แต่ดินแดนที่ตั้งประสาทยังมีปัญหา อย่างที่พวกพันธมิตร (และ ปชป. สมัยเป็นฝ่ายค้าน) พูดๆกัน

 อนึ่ง “ข้อมูล” เรื่องที รศ.ดร.ศักดิ์ชัย ยกมา และผู้เขียนพูดถึงยืดยาวนั้น ไม่เกี่ยวข้องเลยครับ (irrelavant) ในแง่ของการที่ ดินแดนที่ตั้งตัวปราสาท ยังไงก็เป็นของเขมรไปแล้ว จบไป 50 ปีแล้วครับ

 คราวหน้า ก่อนจะเขียน กรุณาศึกษาก่อนครับ

 ตอบความคิดเห็น

ความคิดเห็นของ บางกอก (visitor) (127.0.0.1 58.9.7.205) .. Fri, 2009-06-19 23:45

สมศักดิ์เจียมครับ

สมศักดิ์เจียมครับ บทความเขาพูดถึงการขึ้นทะเบียนมรดกโลก และหลักฐานทางโบราณคดีที่พบว่า บริเวณรอบๆปราสาทนั้นเกี่ยวข้องกับตัวปราสาทเป็นอย่างยิ่ง และความสำคัญของปราสาทนั้นต้องพิจารณาจากพื้นฐานอารยะธรรม ของรูปแบบปราสาทและผู้คนที่สร้างและใช้ปราสาทแห่งนี้ในอดีต รศ.ดร.ศักดิ์ชัยได้นำเสนอหลักฐานใหม่ว่าพื้นที่ด้านฝั่งไทยและอารยะธรรมฮินดูนั้นมีบทบาทในการสร้างปราสาทมากกว่ามหายานแบบขอม ด้วยหลักฐานใหม่นี้ การจะทำปรารสาทเป็นมรดกโลกก็ควรจะต้องครอบคลุมพื้นที่ข้างเคียงทั้งพื้นที่ทับซ้อนและพื้นที่ในเขตไทยเข้าไปด้วย ไม่ใช่เอาแต่ตัวปราสาทไปขึ้นทะเบียน

 ในขั้นตอนนี้ เขาไม่ถือและไม่สนใจว่าตัวปราสาทเป็นดินแดนของประเทศไหน ประเด็นหลักมันอยู่ที่ว่า คณะกรรมการเขาจะยอมรับหลักฐานใหม่ฝ่ายไทยไหม และเห็นด้วยไหมที่จะทำทั้งปราสาททั้งอาคารสิ่งปลูกสร้างและพื้นที่ที่เกี่ยวข้องให้เป็นมรดกโลกทั้งบริเวณ ส่วนเรื่องใครจะเป็นเจ้าของดินแดนส่วนไหนถือได้ว่าเป็นประเด็นรองเพราะเมื่อเป็นมรดกโลกก็ต้องบริหารพื้นที่ร่วมกันอยู่ดี

 ตอบความคิดเห็น

ความคิดเห็นของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (visitor) (127.0.0.1 65.49.2.22) .. Sat, 2009-06-20 07:04

“ในขั้นตอนนี้

“ในขั้นตอนนี้ เขาไม่ถือและไม่สนใจว่าตัวปราสาทเป็นดินแดนของประเทศไหน ประเด็นหลักมันอยู่ที่ว่า คณะกรรมการเขาจะยอมรับหลักฐานใหม่ฝ่ายไทยไหม…”

 “ขั้นตอนนี้” ของคุณ น่ะ ขั้นตอนไหน?

 ถ้าผมเป็นกัมพูชา ผมก็จะยืนยัน ตามสิทธิอันชอบธรรมของผมว่า ที่คุณมาทำเป็น “เริ่มขั้นตอนใหม่” อ้างเรื่อง หลักฐาน “โบราณคดี” อะไรนั่น มันไม่เกี่ยว (irrelevant) คือ ไม่ทำให้ความจริง เปลี่ยนว่า ดินแดนที่ตั้งประสาท เป็นของกัมพูชา ตามคำตัดสิน 50 ปีแล้ว

 และที่เขียนมานี้ “เขาไม่ถือและไม่สนใจว่าตัวปราสาทเป็นดินแดนของประเทศไหน…”

 นี่แหละ ความดันทุรัง ของคนที่ไม่รุ้จักยอมรับการตัดสิน

 “เขา” ที่ว่า “ไม่สนใจ” ว่า “เป็นดินแดนประเทศไหน” น่ะ “เขา” ไหนครับ?

มีแต่ “เขา” ที่ดันทุรัง ที่ยังพูดแบบนี้

 คุณ “ไม่สนใจ” ยังไง มันก็เป็นของกัมพูชาอยู่ดีครับ อย่าทำดัดจริต ไม่รู้ไม่ชี้

 และนี่แหละคือความหมายแท้จริงของการอ้าง “หลักฐานโบราณคดี” ทีว่าแหละ คือ พยายาม เบี่ยงประเด็น ทำเป็น “ไม่สนใจ ว่าดินแดนของประเทศไหน”

 อย่างที่เขียนใน rep ข้างบน ข้อสรุปที่ว่า ดินแดนที่ปราสาทตั้งอยู่เป็นของกัมพูชา เป็นข้อยุติไปเป็นชาติแล้ว และบทความนี้ เขียนผิดโต้งๆตั้งแต่บรรทัดแรก และข้อมูลที่อ้าง รศ.ดร. นั่น ก็ไม่มีความหมายอะไรนอกจาก ดันทุรัง ปลอบใจตัวเอง อย่างที่คุณเพิ่งเขียนมานี้แหละ

 ตอบความคิดเห็น

ความคิดเห็นของ บางกอก (visitor) (127.0.0.1 58.9.7.205) .. Sat, 2009-06-20 08:58

ในขั้นตอนนี้

ในขั้นตอนนี้ ทีมงานเจรจาของรัฐบาลไทย ก็ทำเพียงยื่นข้อเสนอโครงการมรดกโลกแบบที่ไทยต้องการ พร้อมหลักฐานประกอบ และคำยืนยันจากรัฐบาลไทยว่า พร้อมจะให้เวลาและความร่วมมือกับยูเนสโก้ในการทำการศึกษาเพิ่มเติมตามข้อเสนอ อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยสงวนท่าทีและจะไม่ยินยอมให้ใช้ดินแดนไทยและดินแดนทับซ้อนกระทำการใดๆทั้งสิ้น ก่อนที่จะได้รับคำตอบเรื่องข้อเสนอใหม่อย่างเป็นทางการจากยูเนสโก้ และมีเวลาพอเพียงที่จะศึกษาคำตอบนั้น….ไปประชุมคราวนี้ก็แถลงแค่นี้พอแล้วครับแถลงเสร็จขึ้นเครื่องกลับเลยยังได้… สมศักดิ์เจียมอ่านแล้วพอเข้าใจเทคนิคการเจรจาต่อรอง แบบ Stone Ass ของรัสเซียได้ดีขึ้นไหมครับ ดินแดนของใครมันเรื่องน้ำจิ้ม สำคัญว่าเวลาที่ใช้และเสียไปมันไปบีบใครฝ่ายไหน ไทยนั้นมีเวลาอีกเป็นร้อยปีพันปีที่จะคุยเขมรเรื่องนี้ ฮุนเซนนั้นมีนายทุนที่จะลงทุนบีบไข่อยู่…ไว้เขาเจรจากันเสร็จสมศักดิ์ค่อยบันทึกไว้สอนหนังสือเด็กรุ่นหลังก็ได้ครับ..

 ตอบความคิดเห็น

ความคิดเห็นของ สมศักดิ เจียมธีรสกุล (visitor) (127.0.0.1 124.120.81.205) .. Sat, 2009-06-20 12:50

เบี่ยงประเด็นไปเรื้อยเปื่อยอี

เบี่ยงประเด็นไปเรื้อยเปื่อยอีก

 ตกลง ศาลโลกตัดสินว่า ดินแดนที่ตั้งเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชาหรือไม่?

 พูดเรื่อยเปื่อยยังไง ก็ไม่มีวันเปลี่ยนความจริงพื้นฐานข้อนี้ได้หรอกครับ ไม่ต้องฝันไป

 

(และตกลงที่พูดเรื่อยเปื่อยมา 2-3 rep นี้ ไม่ทราบยอมรับความจริงข้อนี้หรือไม่ หรื่อยังจะดันทุรังต่อไปเรื่อยๆ จนชาติหน้า?)

 ถ้าผมเป็นกัมพูชา ผมก็ต้องยืนยันความจริงข้อนี้เป็นฐานในการเจรจาทุกอย่าง

 

การพยายาม เล่นลูกไม้ โดยไม่ยอมรับความจริงข้อนี้ คนอื่นเขาไม่ได้โง่เป็นควายครับ จึงจะมองไม่ออก

 ตอบความคิดเห็น

ความคิดเห็นของ บางกอก (visitor) (127.0.0.1 58.9.4.184) .. Sat, 2009-06-20 22:24

ด้วยอาชีพเป็นอาจารย์มหาวิทยาล

ด้วยอาชีพเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของสมศักดิ์ เจียมเองก็สะดวกดีครับที่จะจำแต่ว่าวันที่นี้เดือนนี้ปีนี้ ศาลโลกตัดสินให้พระวิหารเป็นดินแดนในอธิปไตยของเขมร และก็ไม่ได้มีใครคัดค้านอะไร

กษิต ภิรมณ์และข้าราชการกระทรวงต่างประเทศนั้นมีอาชีพและหน้าที่ประสานรักษาผลประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ กำลังทำหน้าที่ ที่จะให้โครงการมรดกโลกที่จะเกิดขึ้นด้วยการอนุมัติของยูเนสโก้นั้นเป็นประโยชน์กับไทยสูงสุด ด้วยภาพของโครงการที่ใหญ่กว่าดินแดนที่เขมรได้รับสิทธิไปตามที่ศาลโลกตัดสิน และด้วยข้อมูลการค้นพบใหม่ของแหล่งที่มาของอารยะธรรมเจ้าของปราสาทผู้สร้างปราสาท ยูเนสโก้จะเห็นอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องดูกันต่อไป รัฐบาลและประชาชนชาวเขมรจะไม่พอใจบ้างก็เป็นเรื่องปรกติ ถ้าเกิดคนเขมร… แต่ไม่น่าปรกตินักถ้าเกิดเป็นคนไทย

ผมเองนั้นไม่ค่อยห่วงความคืบหน้าของปัญหานี้ในมือของมืออาชีพด้านการต่างประเทศของไทยนอกยุคแม้ว เพราะมีฝีมือได้รับการยกย่องมาหลายชั่วคนแล้ว ต้องขอย้ำว่าไม่นับสมัยแม้วและบริวารครองเมือง

ผมกลับเป็นห่วงคุณภาพนักศึกษาที่ผ่านการสอนของสมศักดิ์เจียมเสียมากกว่า ในเมื่ออาจารย์ยังแยกประเด็นโครงการมรดกโลกกับเรื่องสิทธิดินแดนยังไม่ออก ยืนหยัดประเด็นแตกต่างไปใช้ในเวทีที่ต้องการประสานผลประโยชน์ระหว่างชาติ ต่อว่าบริพาทคนที่ให้ความเห็นค้าน คุณภาพนักศึกษาบางคนที่บังเอิญเห็นว่าสมศักดิ์ เจียมเป็นตัวอย่างที่ดีเป็นแบบอย่างได้ มันจะเป็นอย่างไรครับ…..

จำไว้สอนเด็กหน่อยนะครับ เรื่องสิทธิเหนือดินแดนนั้นฝ่ายความมั่นคงและทหารทั้งเขมรและไทยเขามีหน้าที่และทำความตกลงกันบ้างรบกันบ้างเป็นปรกติของทหาร ส่วนเรื่องมรดกโลกนั้นกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับกระทรวงต่างประเทศเขากำลังสานผลประโยชน์กับเขมรอยู่ กลยุทธหลักการเจรจานั้นอยู่ที่ความจริงที่ว่า ไทยนั้นไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบใดๆ เจรจากันอีกสักร้อยปีก็ได้ ถ้าเขมรจะถือสิทธิตามศาลโลกหรือที่สมศักดิ์ เจียมเห็นเป็นเรื่องสำคัญนักหนา ต้องการจะรีบทำมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว ก็ให้ยกทัพมารบเอาพื้นที่ที่เกี่ยวข้องไปก็แล้วกัน…..หรือไม่ก็ใช้คอนเน็กชั่นในยูเนสโก้ปรับโครงการให้เข้ากับความต้องการร่วมของไทยให้ได้ ไม่เช่นนั้นไม่มีใครหน้าไหนอำนาจอะไรจะบังคับให้ไทยยอมให้เขมรทำตามโครงการของเขมรแต่ฝ่ายเดียวได้ ยกเว้นแม้วกลับมาเป็นนายกอีก

ประวัติศาสตร์และสนธิสัญญาข้อตกลงต่างๆที่บรรดาอาจารย์เอามาสอนลูกศิษญ์ลูกหากันทุกวันนี้ ผู้มีอาชีพอาจารย์และนักวิพากษ์วิจารณ์ผลกระทบทั้งหลาย มักละเลยความเป็นจริงว่าข้อสรุปที่บันทึกเอามาสอนกันนั้น เปื้อนเลือด เหงื่อ น้ำตา ของทหาร นักการทูต และประชาชนผู้เกี่ยวข้องไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ ในกระบวนนี้นอกจากจีนแล้วไม่ค่อยมีวัฒนธรรมไหนให้เกียรติยกย่องนักการทูต ที่เป็นนักรบ นักวางแผนในดงน้ำหมึกน้ำลายผู้ปิดทองหลังพระตัวจริง…เอ ผมเผลอบอกไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ว่า เป็นอาจารย์คิดเป็นแค่นี้ก็ดีแล้ว ….

ตอบความคิดเห็น

ความคิดเห็นของ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (visitor) (127.0.0.1 124.120.76.27) .. Sun, 2009-06-21 13:49

“ด้วยอาชีพเป็นอาจารย์มหาวิทยา

“ด้วยอาชีพเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของสมศักดิ์ เจียมเองก็สะดวกดีครับที่จะจำแต่ว่าวันที่นี้เดือนนี้ปีนี้ ศาลโลกตัดสินให้พระวิหารเป็นดินแดนในอธิปไตยของเขมร และก็ไม่ได้มีใครคัดค้านอะไร”

เพ้อเจ้อมาเยอะแยะอีกแล้ว

อาชีพอะไรเกี่ยวอะไรด้วยครับ? เป็นอาจารย์มหาลัย เป็นทุต เป็ฯ รมต ตางประเทศ

ความจริงพื้นฐานเกี่ยวกับกรณ๊เขาพระวิหาร ซึ่งผู้เขียนบทความนี้ เขียนผิด (ย้ำ ผิด ผิด ผิด) และ ผศ.ดร. ที่อ้างในบทความ เบี่ยงเบน, และผู้ใช้ชื่อ “บางกอก” มาทำเป็น “ไม่สนใจในขั้นนี้”

คือ ความจริงอยู่วันยังค่ำว่า ไทยไม่มีอธิปไตยเหนือดินแดนทีตั้งปราสาท (และตัวประสาทที่อยู่บนดินแดนนั้น)

การพูดจาเพื้อเจื้อ ยาวๆ นี่ เพื่อพยายาม หลีกเลี่ยงความจริงนี้เท่านั้น

เป็นแทคติก ที่พวกพันธมิตร หรือ เห็นอกเห็นใจ พันธมิตร หรือพวกเพ้อฝัน เรื่อง จะ”เอาเขาพระวิหารคืน” ชอบใช้ เพราะด้านหนึ่ง ทำใจ รับความจริง ดังกล่าวไม่ได้ อีกด้านหนึ่ง ก็ยังพยายาม จะหาทางพูดจาเรื่อยเปื่อยไปเรื่อยๆ

ถ้าผม หรือ ใครก็ตาม เป็นกัมพูชา นั่นคือ เป็นเจ้าของดินแดนและตัวประสาทอยู่ ไม่ว่า จะเป็นประเด็นอะไร รวมทั้งประเด็น World Heritage ด้วย ล้วนต้องกระทำ บนพื้นฐานของการยอมรับ ความจริงนี้ก่อน

การที่พยายามพูดเรื่อยเปื่อย ก็สมควรถูกมองว่า เป็นการเบี่ยงประเด็น ไม่ยอมรับความจริงนี้เท่านั้น

คนเหล่านี้ ก็ฝันไปเรื่อยว่า ถ้า “ขยายประเด็น” เป็นเรื่อง “การจัดการ” เป็นเรื่อง “แหล่งวัฒนธรรม” บลา บลา บลา แล้ว ก็จะทำให้ “เรา” (“ประเทศไทย” ในจิตนาการของพวกเขา) “มีส่วน” ร่วมด้วย คือ แพ้ศาล เอาคืนไม่ได้ ขอ “มีส่วน” อื่นๆ ก็ยังดี

เพ้อเจ้อ เรื่อยเปื่อย ฝันเฟื่องจริงๆพวกนี้ เสียเวลา

ตกลง แค่ยอมรับว่า นี่เป็นสมบัติคนอื่นเขา นี่ก็ทำใจยอมรับไม่ได้?

(ขำ ที่พูดเรื่อยเปื่อยไปถึง “เลือด เนื้อ น้ำตา …” อะไรโน่น ในประวัติศาสตร์ นี่คนแถบนี้ ต่างฝ่ายต่างเสียทั้งนั้นแหละ ไทย เขมร เวียดนาม พม่า ฆ่ากันไปฆ่ากันมา เสียทั้งนั้น พูดยกเรื่องแบบนี้มา ยังไง ก็ไม่เปลี่ยนความจริงเรื่อง ดินแดนและปราสาท น่ะเป็นของคนอื่นเขาแล้ว บ่นเรื่อง “เลือด เนื้อ น้ำตา..” อีกกี่ชาติ ก็เปลี่ยนความจริงนี้ไม่ได้หรอก)

น่าสมเพช พวกไม่ยอมรับความจริง พวก”ปลงไม่ตก” อยากได้ของคนอื่น ให้ได้

Advertisements