‘วัฒนธรรมอำนาจ’ ผ่านเครื่องแบบ ‘นักศึกษา’

ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง 

เป็นเรื่องจริงมากทีเดียวที่สังคมไทยมักชอบตอแหลตัวเองว่าเป็นสังคมวัฒนธรรมที่มีเสรีภาพและประชาธิปไตยมากมายจนมักอธิบายถึงตัวเองเสมอๆว่า ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ แต่ในขณะที่ความจริงกลับเสพติดและหลงไหลในเรื่อง อำนาจแบบ เผด็จการอย่างเป็นระบบจนกลายเป็น วัฒธรรมอำนาจที่ฝังรากอย่างลงตัวยิ่งกว่าชาติใดในโลก  

ไม่ขอยกตัวอย่างอะไรให้ไกลตัว เอาแค่เรื่องง่ายๆอย่างการมีทหารบ้าๆบอๆกลุ่มหนึ่งมายึดอำนาจแล้วบอกว่าเป็นการ ปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น เราก็เชื่อกันเสียแล้วว่านั่นคือ ประชาธิปไตยและเรายังมีเสรีภาพอีกมากมาย แต่ในหลายต่อหลายครั้งเรากลับกำลังถูกกำหนดและมีการชี้นำตลอดเวลาว่า ทำอย่างนั้นสิดี ทำอย่างนี้สิดี เพราะฉันบอกว่าดี  โดยความอึดอัดในใจจึงใคร่อยากถามว่าความดีนั้นๆเป็นความดีที่ถูกเลือกแล้วด้วย อำนาจที่เหนือกว่าใช่หรือไม่ จะไม่มีใครรู้สึกแปลกหรือตะขิดตะขวงในคำสั่งทางความดีนั้นๆเลยหรือ

สำหรับสังคมไทยแล้วตราบใดที่อำนาจเหนือกว่าบอกว่า ดีคงจะเชื่อตามทันทีว่า ดีไปโดยอัตโนมัติ ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ขอตอบแบบคิดเอาเองว่า อาจเป็นเพราะ ผู้มีอำนาจที่เหนือกว่ามีอำนาจในการนิยามความดีด้วย และอำนาจการนิยามความดีนี้ได้ฝังอยู่ในระบบการเรียนรู้ทางวัฒธรรมอย่างเข้าหาแบบขายตรง โดยผู้ที่มีอำนาจน้อยกว่าจะงงๆไม่ค่อยรู้สึกตัวเวลาเรียนรู้วัฒนธรรมนี้ ทั้งที่บางครั้งก็อาจจะสับสนแต่ก็เลือกจะทำตามไปเพื่อลดความยุ่งยากที่จะมาผูกพันในภายหลัง 

พี่คะ อาจารย์เลือกให้หนูเป็นตัวแทนไปแข่งสปีชภาษาอังกฤษระดับประเทศด้วยล่ะนักศึกษาสาวเซ็กซี่คนหนึ่งกล่าวกับผมในเที่ยงวันฟ้าใส ขณะกำลังซื้อกาแฟในคอฟฟี่ช็อปของมหาวิทยาลัย ผมตอบเธอกลับไปว่า ดีสิ  ยินดีด้วย ถ้าว่างก็จะไปดู

 แต่อาจารย์มีข้อแม้ค่ะว่าขออย่างนุ่งกระโปรงสั้น และอย่าแต่งหน้าได้ไหมผมยิ้ม  

เท่าที่รู้จักกันมา เธอเป็นนักศึกษาวิชาภาษาอังกฤษและแต่งตัวแบบค่อนข้างมั่นใจในเรือนร่างตามวัย อย่างไรก็ตาม ในวันที่มาเรียน เธอต้องใส่เครื่องแบบนักศึกษาตลอดเวลาเพราะเป็นคำสั่งของภาควิชาภาษาอังกฤษ หากไม่สวมก็ห้ามเข้าเรียน  เครื่องแบบนักศึกษาของเธอตามปกติแฝงความไม่ยอมรับอำนาจนั้นอยู่ในที ด้วยกระโปรงที่ค่อนข้างสั้น หรือเสื้อที่เน้นสัดส่วน คงดูขัดตาผู้กุมอำนาจความรู้และความถูกต้องในมหาวิทยาลัยอยู่พอสมควร คราวนี้เมื่อเธอจะต้องเป็นตัวแทนสถาบันการศึกษาเพื่อไปปรากฏตัวสู่ที่สาธารณะ จึงสบโอกาสในการสำแดงพลังวัฒนธรรมอำนาจ กลไกบางอย่างในมโนสำนึกฝ่ายสูงๆต่ำๆเริ่มทำงาน และสร้างข้อแม้แบบไทยๆขึ้นทันที 

อาจารย์ฝรั่งไม่ได้ว่าอะไรหรอกค่ะ แต่อาจารย์คนไทยนี่สิขอไว้ ทำไมเหรอพี่ สวยแล้วฉลาดไม่ได้เหรอ เธอตั้งคำถามนี้ไว้กับผมก่อนแยกจากไป

ผมจิบกาแฟคำหนึ่ง ก่อนจะหันไปดูรอบๆตัว มหาวิทยาลัยแห่งนี้เปลี่ยนไปค่อนข้างมาก นักศึกษาจำนวนมากทีเดียวสวมเครื่องแบบนักศึกษา ในขณะที่เมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน เครื่องแบบนักศึกษากลับไม่ใช่ข้อจำกัดของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แต่กลับเป็นจุดเด่นที่แสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเอง มีอิสระที่จะคิดและทำอะไรในทางสร้างสรรค์เสียด้วยซ้ำ คำถามถึง เครื่องแบบนักศึกษาเป็นเงื่อนในใจผม ใส่แล้วมันฉลาดขึ้นหรือ…ก็เปล่า ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความเป็นหนึ่งเดียวที่เครื่องแบบนักศึกษากำลังสร้างขึ้นเป็นกรอบนั้นเป็นคำตอบของความเป็น นักศึกษาที่สังคมต้องการจริงหรือ… ผมไม่แน่ใจนัก  

คำถามสุดท้ายของนักศึกษาสาวที่พบกันในร้านกาแฟวันนั้นคงเป็นอะไรบางอย่างที่สะท้อนความจริงของสังคมไทยออกมาได้ดีเลยทีเดียว  เครื่องแบบก็คือระบบการสร้างสายอำนาจของวัฒนธรรมไทย  ระบบวัฒนธรรมอำนาจในสังคมไทยถูกสร้างผ่านการสอนและถ่ายถอดกันมาอย่างเป็นองค์ความรู้ว่า การยอมรับคือแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดหากมีคำสั่งทางอำนาจที่เหนือกว่าสั่งลงมา ส่วนการปฏิเสธที่จะทำตามคือความก้าวร้าวและสร้างความแตกแยกให้กับสังคม คำสั่งของอำนาจที่เหนือกว่านั้นคือสิ่งที่ถูกกลั่นกรองมาแล้วจากหน่วยที่มีระดับมันสมองเหนือกว่า ด้วยความเชื่อแบบอัตโนมัติว่าถ้าระดับมันสมองไม่เหนือกว่า เขาก็จะไม่สามารถยืนอยู่บนจุดที่มีอำนาจเหนือกว่า อำนาจจึงเป็นความจริงและความถูกต้องสูงสุดที่ไม่ต้องการคำอธิบายพิ่มเติม  

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ศูนย์กลางอำนาจระดับบนหรือระดับบริหารจัดการทั้งประเทศอย่างกระทรวงวัฒนธรรมหรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จะมีอารมณ์ตะขิดตะขวงใจทันทีหากไม่ทำตามศีลธรรมแบบรัฐบาลคุณธรรมกำลังร้อนรนทางศีลธรรม หน่วยอำนาจเหล่านี้จึงจี้ไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆตามสายอำนาจของตัวเองเพื่อบอกให้เข้มงวดเรื่องชุดนักศึกษา (ไม่พูดถึงเรื่องการไม่ต้องสวมใส่เสียด้วยซ้ำ) จนกระทั่งมีการจับนักศึกษาที่ใช้ชุดค่อนข้างสั้นมาออกทีวีประจานด้วยคุณธรรมที่ไม่อยากให้คนอื่นเลียนเยี่ยงอย่าง  

จากคำสั่งนั้น บรรดาผู้ประสาทวิทยาและผู้มีอำนาจในมหาวิทยาลัยต่างๆจะรีบเต้นระริกๆ ตามทันที สายอำนาจจะมาสุดปลายตรงผู้รับที่เรียกว่า นักศึกษาซึ่งที่จะรับคำสั่งทำงานตามอย่างเป็นระบบ เนื่องจากสำเหนียกตัวเองตลอดเวลาว่าเป็นผู้มีอำนาจน้อยที่สุด 

ตัวอย่างของยกในมหาวิทยาลัยบางย่าน เช่น ท่าช้างที่มักบอกตัวเองเสมอๆว่ามีอารมณ์แบบศิลปิน เป็น ติสท์ที่ไม่ยอมให้ใครมาบงการนอกจากอารมณ์ความรู้สึกแห่งศิลปะ ทำงานศิลปะเพื่อศิลปะจนบางทีออกอาการไปทางบ้าๆบอๆด้วยซ้ำ แต่หลังจากมีคำสั่งทางอำนาจเข้ามา เครื่องแบบจึงกำลังถูกนำมาสวมทับให้นักศึกษาแห่งนี้กันอย่างแข็งขัน คำถามก็คงอยู่ที่ว่าเมื่อ กรอบถูกวางมาให้ยอมรับตั้งแต่แรก ต่อไปความสร้างสรรค์หรือความงามทางศิลปะที่ต้องการการรับรู้ทางวิญญาณอย่างเปิดกว้างมาเป็นแรงบันดาลใจใหม่ๆตลอดเวลานั้น ไม่ทราบจะต้องตกอยู่ใน กรอบเพียงที่ครูบาอาจารย์วางเอาไว้เพื่อแลกกับเกรดดีๆ หรือใบปริญญาไว้การันตีตัวเองเท่านั้นหรือไม่  

ขอยกตัวอย่างอีกแห่งหนึ่งที่ถัดกันไปทางย่านท่าพระจันทร์ มหาวิทยาลัยแห่งนี้เคยเป็นตำนานแห่ง เสรีภาพทุกตารางนิ้วจนมีเรื่องเล่ากันว่า การปฏิเสธอำนาจผ่านเครื่องแบบนักศึกษาทำกันถึงขนาดที่ในอดีตมีนักศึกษาคนหนึ่งเคยประชดด้วยการสวมเน็คไทค์ 3 เส้น เข้าไปสอบเลยทีเดียว แต่เวลานี้เรื่องแบบนั้นคงถูกลืมเลือนไปแล้วเมื่อเรื่อง เครื่องแบบกำลังถูกผู้มีอำนาจบางคนในมหาวิทยาลัยนำมาใช้ควบคุมแนวทางชีวิตและชี้นำความดีให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งเสรีภาพแห่งนี้ ถึงขนาดที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยคนหนึ่งต้องไปออกรายการทีวีเพื่อบอกว่าชุดนักศึกษาควรใส่อย่างไร 

สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนสะท้อนการสร้างระบบสายอำนาจแบบผู้น้อยหมอบกราบกรานผู้ใหญ่ โดยการให้สวม เครื่องแบบ คือจุดเริ่มต้นของกระบวนเหล่านั้นที่ไม่แตกต่างไปจากกระบวนการสร้างทหารหรือตำรวจ สิ่งที่แปลกคือสังคมไทยนำกระบวนการทางอำนาจที่ไม่เสริมสร้างการคิดนอกกรอบหรือการคิดที่แตกต่างนี้มาใช้จัดการการเรียนรู้ตั้งแต่การเป็นนักเรียนชั้นอนุบาล การหมอบกราบกรานทำกันไปจนสู่รั้วมหาวิทยาลัยแม้จะมีวัยวุฒิหรือวุฒิภาวะที่มากขึ้นขนาดไหนก็ตาม 

แต่คงจะดีกว่าไม่ใช่หรือ หากทำให้การก้าวสู้รั้วมหาวิทยาลัยคือก้าวที่เข้าสู่การมีวุฒิภาวะในการตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง คือก้าวของการเรียนรู้ที่มีอิสระ มีเสรีภาพทั้งทางวิชาการหรือการใช้ชีวิต มีเรียนรู้จากการ ทำผิดและ ทำถูก มีเรียนรู้จากการเห็นที่แตกต่างและถกเถียงกัน เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาสร้างสรรองค์ความรู้ เป็นการแตกยอดความคิดที่จะพาสังคมก้าวไปข้างหน้า ทว่าในเมื่อแม้แต่ระบบแยกแยะความดียังต้องถูกชี้นำจากอำนาจสูงสุดและเป็นความจริงสูงสุดแบบนี้แล้ว สังคมไทยจะหนีวังวนแห่งการใช้อำนาจเหยียบย่ำกันได้อย่างไร  

หรือความจริงแล้ว บรรดาผู้ประสาทวิทยาและผู้มีอำนาจในมหาวิทยาลัยจะรู้ตัวเองดีว่าไม่มีปัญญาจะสอนอะไรมากว่าในตำราที่ถือไว้และท่องได้มากว่าคนอื่นซึ่งหากปล่อยให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ที่แตกต่างออกไปก็จะทำให้สูญระบบสายอำนาจแบบหมอบกราบตามวัฒนธรรมไป จึงต้องเริ่มต้นสร้างระบบสายอำนาจและฝังเป็นเมล็ดพันธุ์ชั่วร้ายให้สังคมไทยต่อไป ดังนั้น วันแรกที่นักศึกษาต้องเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยจึงต้องรีบนำ เครื่องแบบนักศึกษาไปสวมไว้ เพราะมันยังชินกับอำนาจกดทับเมื่อยังเรียนมัธยม มันเป็นสัญลักษณ์ของการสั่งได้และอำนาจที่เหนือกว่าเมื่อสวมมันไว้

การต่อยอดอำนาจทันทีในมหาวิทยาลัยแบบนี้จึงเป็นการสร้างกระบวนการหมอบกราบตามระบบวัฒนธรรมอำนาจแบบไทยให้คงอยู่ทุกระดับและนักศึกษาจะกลายเป็น ผลิตภัณฑ์ชั้นดีของโครงสร้างสังคมแบบอำนาจนิยม นอกจากนี้ เครื่องแบบนักศึกษาในสังคมไทยยังไม่ต่างอะไรไปจากการกำกับยศชั้นแบบตำรวจหรือทหารอีกด้วย ความเป็นชนชั้นจะถูกกำกับทันทีเมื่อสวม เครื่องแบบความแตกต่างกันของเข็มตุ้งติ้งหรือหัวเข็มขัด ความแตกต่างของสีกางเกงหรือกระโปรง ความแตกต่างของรองเท้าเก่าๆกับรองเท้าหนังใหม่ๆ ของมหาวิทยาลัยหนึ่งจะถูกนำไปจัดลำดับยศชั้นหรือลำดับทางชนชั้นกับมหาวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่งเสมอ  

เครื่องแบบนักศึกษาจึงกำลังนิยามคุณค่าของ นักศึกษาแบบใดกันแน่ ที่โหดร้ายยิ่งไปกว่านั้น เครื่องแบบนอกจากใช้เป็นเครื่องกำกับชนชั้นทางสังคมแล้ว ในบางสถานการณ์ยังสามารถใช้จำแนกแยกแยะความเป็นอริศัตรูที่ต้องทำสงครามกันด้วยโดยไม่ว่าจะคุณรู้จักกันกับอีกคนหนึ่งในเครื่องแบบของศัตรูหรือไม่ เรื่องแบบนี้คงไม่ต้องอธิบายมากความเพราะวาทกรรมคำว่า เด็กช่างกลหรือ เด็กอาชีวะคงจะอธิบายในตัวมันเองผ่านสื่อต่างๆมามากพอแล้ว 

ทิ้งท้ายอีกนิด กับคำถามเรื่อง คุณธรรมกับ อำนาจผมมักสงสัยเสมอๆว่า ทำไมสังคมจึงมักตั้งคำถามถึงการคงไว้ซึ่งของระบบรับน้องในมหาวิทยาลัยไทยแต่ไม่ตั้งคำถามอะไรเลยกับเรื่องการบังคับใส่เครื่องแบบนักศึกษา ทั้งที่มันก็คือการใช้อำนาจแบบหนึ่งที่ไม่ต่างจาก การว้ากรวมไปถึงเป็นการสร้างเงื่อนไขทางสายอำนาจเช่นเดียวกัน 

เพราะจุดเริ่มต้นของกระบวนการรับน้องจะเริ่มด้วยการการสั่งให้สวมชุด นักศึกษา ที่ถูกระเบียบเสมอ ซึ่งไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากคำสั่งของผู้มีอำนาจในสังคมไทยที่ออกคำสั่งมาเป็นระเบียบต่างๆ และปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นกระบวนการการใช้ อำนาจในรูปแบบเดียวกัน จะบอกว่าการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจในสังคมไทยหรือการใช้โดยครูบาอาจารย์แล้วจะ ดีกว่าหรือ มีคุณธรรม มากกว่าการที่นักศึกษาใช้อำนาจกันเองกระนั้นหรือ  แบบนี้แล้ว คำว่า ดีกว่าหรือ มีคุณธรรมมากว่าในสังคมไทยจึงหมายถึงการมี อำนาจมากกว่าดังที่กล่าวมาหลายรอบแล้วใช่หรือไม่ 

หากวันนี้สังคมยังไม่เอา เครื่องแบบออกจากร่าง นักศึกษาผู้ที่สังคมยกให้เป็น ปัญญาชนล่ะก็ คิดว่าไม่ว่าต่อไปอีกนานเท่าใด สังคมไทยคงจะไม่มีวันเลิกตอแหลความจริงอันอัปลักษ์ทางวัฒนธรรมของตัวเองได้ครับ    

เผยแพร่ครั้งแรกใน thongnoi.prachatai.com วันที่ 14 ก.ค. 50 แก้ไข 26 ก.ค. 50  

Advertisements

2 comments on “‘วัฒนธรรมอำนาจ’ ผ่านเครื่องแบบ ‘นักศึกษา’

  1. ทุย พูดว่า:

    เป็นบทความที่งี่เง่ามาก สมกับมาจากเว็บประชาไทจริงๆ

  2. ขุนพลน้ย พูดว่า:

    อยากได้คำอธิบายขยายความประกอบการวิจารณ์ด้วยครับ

การแสดงความเห็นถูกปิด