ขุดความรู้ในหลุมกับ รศ.สุรพล นาถะพินธุ

อีกหนึ่งบทสัมภาษณ์ดีๆจาก ยุวดี มณีกุล แห่งกรุงเทพธุรกิจ ในโอกาสที่ รศ.สุรพล นาถะพินธุ หรืออาจารย์น้อย(ดำ) ของบรรดานักศึกษาโบราณคดี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ และบางเสี้ยวหนึ่งของชีวิตอาจารย์น้อย ผู้เป็นเสมือนหลักศิลาค้ำยันวงวิชาการโบราณคดีไทยที่ผ่านบทสนทนาสั้นๆนี้อาจสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้คนโบราณคดีหนุ่มสาวได้เดินตามรอยไปอย่างมั่นคง 

12 มิถุนายน พ.ศ. 2550  

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : นานทีปีหนจะปรากฏชื่อบุคคลในแวดวงโบราณคดีที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า และปีนี้ชื่อของรองศาสตราจารย์สุรพล นาถะพินธุ ก็ผุดขึ้นเป็นคนหนึ่งในชั้นตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ คนในแวดวงวิชาการและวิชาชีพโบราณคดีย่อมเคยได้ยินกิตติศัพท์ของ รองศาสตราจารย์สุรพล นาถะพินธุ คณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร มาบ้าง ไม่ใช่ในฐานะที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ปีนี้  แต่ในฐานะนักวิชาการที่มีความกระตือรือร้นและขวนขวายหาความรู้อยู่เสมอ ตำแหน่งผู้บริหารคณะไม่ได้ทำให้คุณสมบัติข้อนี้ลดน้อยถอยลง ตรงกันข้ามคนในรั้วศิลปากรยังคุ้นภาพที่คณบดีวัย 52 ปี นำนักศึกษาออกสำรวจและขุดค้นแหล่งโบราณคดีในช่วงปิดภาคการศึกษา โดยเฉพาะแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณโลหะวิทยาในประเทศไทยที่วงวิชาการระดับนานาชาติยอมรับ ทั้งเป็นผู้พยายามผลักดันร่างมาตรฐานจรรยาบรรณวิชาชีพสำหรับนักโบราณคดีเมื่อหลายปีก่อน 

000 

อาจารย์ช่วยเล่าพื้นฐานวัยเด็กให้ฟังสักนิดสิคะ?

เป็นคนกรุงเทพฯ ครับ บ้านอยู่แถวๆ วัดพระยาไกร เกือบถึงถนนตกน่ะ ที่บ้านเป็นครอบครัวใหญ่มาก มีสมาชิกเกือบ 30 คน มีย่าเป็นผู้อาวุโสที่สุด พ่อแม่ส่งเข้าเรียนโรงเรียนแถวๆ บ้านจนจบชั้นประถม แล้วมาสอบเข้าชั้นมัธยมที่โรงเรียนวัดสุทธิวราราม เรียนศิลป์-ฝรั่งเศสจนจบ มศ.5 

เป็นคนเรียนดีมาแต่ไหนแต่ไรเลยเหรอคะ

ปานกลางมากกว่านะ คือผมเรียนบ้างเล่นบ้าง ส่วนใหญ่ชอบเล่นกีฬา ชอบเล่นฟุตบอล ชอบวิชาภาษาไทย จะได้คะแนนดีวิชานี้ วิชาอื่นๆ ก็ใช้ได้ (ยิ้ม) ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยพ่อแม่ให้เราเลือกเรียนเอง ที่อยากเรียนมากที่สุดตอนนั้นคือรัฐศาสตร์ ที่บ้านทำงานอำเภอกันหลายคน เขาบอกว่าอยากทำงานอำเภอต้องเรียนรัฐศาสตร์ สมัยนั้นคณะนี้ฮิตด้วยมั้ง ผมเลือกรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์อันดับหนึ่ง รัฐศาสตร์ เชียงใหม่อันดับสอง แล้วก็ไม่รู้จะเลือกอะไรต่อ ได้ยินเพื่อนคนหนึ่งบอกว่าอยากเรียนโบราณคดีเลยเลือกเป็นอันดับสามตามเพื่อน อีกคนบอกจะเลือกครุศาสตร์ พลศึกษา จุฬาฯ ก็เลือกตามเพื่อนอีกเป็นอันดับสี่ ที่จริงเลือกได้ 6 อันดับ ผมเลือกแค่ 4 พอสอบไปได้ 3 วัน วันที่ 4 ต้องไปสอบวิชาเฉพาะของพละ แต่ผมไม่ไปแล้ว ตามเพื่อนไปแพร่แทน กะว่าจะไปสมัครเรียนป่าไม้แพร่ สุดท้ายก็ไม่ได้สมัคร ไปเที่ยวอย่างเดียว (ยิ้มกว้าง)

 สอบติดคณะโบราณคดี ชีวิตเป็นยังไงบ้าง

รู้สึกสนุกดี วิชาน่าสนใจ ชีวิตเด็กมหาวิทยาลัยแบบศิลปากร เออ…ก็มันดี เข้ามาถูกรุ่นพี่ซ่อมก็รู้สึกมันดี ทำตัวสนุกกับการซ่อม ตัวหลักสูตรสมัยก่อนจะเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ โบราณคดี ลงลึกเลย มีวิชานิรุกติศาสตร์ด้วย ผมชอบภาษาไทยอยู่แล้วยิ่งสนุก แล้วยิ่งมีออกภาคสนาม ผมชอบออกต่างจังหวัดอยู่แล้วไงครับ

 ทราบว่าค่าเล่าเรียนไม่แพงมาก?

ผมมาคิดทีหลังว่าโชคดีนะที่เราติดศิลปากร ถ้าไปติดมหาวิทยาลัยที่เขาคิดเป็นหน่วยกิตคงมีปัญหา คงไม่มีเงินมาเสียค่าหน่วยกิตเพราะที่บ้านจน ตอนผมเรียนเสีย 450 บาททั้งปี ที่โบราณคดีดีอย่าง เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ จะเอื้ออาทรกัน เราไม่ค่อยมีเงินกินข้าว เพื่อนๆ พี่ๆ ก็เลี้ยง อาจารย์บางท่านก็บอกว่าถ้าหิวไปกินข้าวแกงร้านประจำได้ อาจารย์บอกเขาให้เซ็นชื่ออาจารย์ไว้ หรือพอมีเงินทุนเข้ามาอาจารย์จะเสนอชื่อผมไปด้วย ท่านบอกไม่เน้นผลการเรียน ท่านบอกว่าคนจนที่ไหนมันจะเรียนดีได้ ก็ปากกัดตีนถีบน่ะ แต่ว่าถ้าผลการเรียนดีก็ยิ่งดี ทุนนี้เลยเน้นให้คนยากจนแต่อย่างน้อยความประพฤติต้องไม่เกกมะเหรกเกเร มีรุ่นพี่พาไปฝากทำงานที่โรงพิมพ์พิฆเณศกับพี่จิตต์(สุจิตต์ วงษ์เทศ) ทำในส่วนตรวจปรู๊ฟ เลิกเรียนก็ไปตรวจปรู๊ฟ ช่วงนี้ได้อ่านหนังสือดีๆ หลายเล่ม อย่างโจนาธาน ลิฟวิงสตัน นางนวล พิมพ์ครั้งแรก อ๋อ..ได้รู้จักชื่ออาจารย์ชาญวิทย์(ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ) เป็นอย่างนี้ๆ  ผมชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็กอยู่แล้วนะ อ่านได้หมด ไม่เลือกแนว คิดว่าได้ประโยชน์ ได้เห็นสำนวนภาษา ได้รู้คำศัพท์ที่ใช้ในภาษาเขียนเยอะ เวลาเราจะเขียนก็มีคำศัพท์ให้เลือกเยอะ 

มาเริ่มสนใจโบราณโลหะวิทยาตอนไหนคะ

พอปีสองเริ่มสนใจโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ คิดว่าเป็นวิชาที่ให้ข้อมูลและมีคำถามให้เราคิด ค่อนข้างอิสระ คิดได้หลากหลายแง่มุม มานุษยวิทยาก็สนใจ ขึ้นปีสามเลยตัดสินใจเลือกวิชาเอกโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ วิชาโทมานุษยวิทยา ขึ้นปีสี่ต้องทำวิทยานิพนธ์ บังเอิญ อ.ชิน (ศ.ชิน อยู่ดี) พาไปดูการขุดค้นที่บ้านดอนตาเพชร ตอนนั้นปี 2519 กรมศิลปากรเพิ่งเริ่มขุดครั้งแรก ผมเลยได้เห็นเครื่องมือเหล็กเยอะแยะ เริ่มสนใจว่า เอ๊ะ…มันทำยังไงนะ กลับมาอ่านหนังสือ ในที่สุดเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์เรื่องเครื่องมือเหล็กจากบ้านดอนตาเพชร ขออนุญาตกรมศิลปากรไปศึกษา แบ่งรูปแบบ ขอตัวอย่างมาวิเคราะห์ ระยะนั้นไม่มีใครทำเรื่องโลหะเลย อาจารย์ก็ไม่มี อ.ชินท่านรับเป็นที่ปรึกษาให้ ทีนี้ก็ต้องดูว่าการศึกษาเรื่องเหล็กเขาทำยังไงบ้าง วิเคราะห์ยังไง พบว่าศึกษาโดยการแบ่งรูปแบบ ซึ่งมีหลากหลายวิธี ผมมาค้นหาวิธีเอง ใช้วิธีทางเรขาคณิตมาช่วย แบ่งตามความกว้างความยาว การทำมุมของส่วนต่างๆ เพื่อแบ่งกลุ่มย่อย และวิเคราะห์โครงสร้างภายในต่างๆ อ.ชินบอกว่าใช้ได้ ท่านแนะนำว่าให้ส่งตัวอย่างไปวิเคราะห์ที่กรมทรัพยากรธรณี พอดีมีอาจารย์พิเศษที่เป็นนักธรณีวิทยาอยู่ท่านหนึ่ง เลยช่วยประสานงานให้ ส่งไปกองโลหะกรรม วิเคราะห์โครงสร้างภายใน ตั้งแต่จุดนั้นผมถึงเริ่มมีความรู้เกี่ยวกับการทำโลหะ 

วิธีการที่ทดลองตอนนั้นใช้ได้จริงในปัจจุบันมั้ย

ผมมาพบทีหลังว่าการแบ่งประเภทโบราณวัตถุในทางโบราณคดีทำได้หลายวิธี วิธีหลักๆ คือการศึกษาจากคุณลักษณะของมัน มีมากมายมหาศาล เราแยกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกคือคุณลักษณะด้านรูปทรง หมายถึงใช้การมองตามรูปทรง ตามเรขาคณิต รวมทั้งแบ่งตามขนาดกว้าง ยาว หนา สูง อะไรแบบนี้ แบบที่สองแบ่งตามการตกแต่งผิวนอก แบ่งเป็นจานสีฟ้า สีเขียว สีขาว หรือการมีลาดลายหรือไม่มีลวดลาย กลุ่มสามคือแบ่งตามเทคโนโลยี วิธีการผลิต วัสดุ เป็นต้น สรุปว่าแนวทางที่เราเคยแบ่งไม่ผิด แต่สามารถทำแบบอื่นๆ ได้อีกเยอะเลย ตั้งแต่นั้นผมรู้ว่าเราสนใจเรื่องก่อนประวัติศาสตร์หนึ่งล่ะ สองสนใจเรื่องเกี่ยวกับการทำโลหะกรรมโบราณ แค่นี้พอแล้ว ตัดสินใจได้แล้วว่าจะเป็นนักโบราณคดี ไม่ทำอาชีพอื่น (หัวเราะ)

 เข้าสู่วงการวิชาชีพเต็มตัวในที่สุด ?

ตอนใกล้จะจบ รุ่นพี่ที่ทำงานกรมศิลปากร โครงการบ้านเชียงมาชวนผมไปช่วย คือเดิม อ.พิสิฐ (ดร.พิสิฐ เจริญวงศ์) เป็นหัวหน้าโครงการ แต่ตอนนั้นท่านไปอเมริกา มีผู้รักษาการแทนคือรุ่นพี่คนนี้ จะไปขุดค้นที่ขอนแก่น ตอนนั้นพี่สด (สด แดงเอียด) เป็นลูกจ้างชั่วคราวด้วย ผมไปเลย ไปทำในตำแหน่งคนงานค่าแรงวันละ 25 บาท ยังไม่ทันรับปริญญาก็ไปเลย เป็นคนงานค่าแรง 25 บาทอยู่ 1 ปี ปีที่สองมีตำแหน่งนักโบราณคดีว่าง เลยถูกจ้างในอัตรานักโบราณคดี ค่าแรงขึ้นเป็น 80 บาท ผมว่าเงินจะมากจะน้อยก็พอใช้ทั้งนั้นแหละ สมัยนั้นอยู่รวมกันเป็นสิบคน ส่วนใหญ่รุ่นพี่เลี้ยง พอเงินเดือนออกเราก็เลี้ยงบ้าง คือเงินเดือนออกมาก็หมดแหละ แต่ไม่อด (หัวเราะ) อยู่บ้านเชียง ตระเวนสำรวจ แล้วย้ายมาขุดค้นที่บ้านโนนชัย อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ที่นี่ได้ประสบการณ์การทำงานเยอะที่สุด เพราะเราต้องคุมคนงานแทนรุ่นพี่ที่ทำงานราชการ คุมหลุมคนเดียว ทำผัง ถ่ายรูป สั่งงานขุดค้น จดบันทึกประจำวัน ทุกอย่างทั้งสี่หลุม 

ได้ยินคำร่ำลือว่าอาจารย์มีฝีมือทางการทำอาหาร?

(ยิ้ม) พอทำได้น่ะครับ ต้องทำกับข้าวกินเองตั้งแต่เด็ก ได้สูตรคุณย่ามาเยอะ โดยเฉพาะขนมจีนน้ำยา รุ่นพี่จะชมกันมาก แต่ตอนนั้นทำแผลงๆ ก็เยอะนะ บางทีไปตลาดไม่รู้จะซื้ออะไร ไปเจอเขียดตัวเท่านิ้วก้อยก็ซื้อมา ปกติคนอีสานเขาจะทำก็ทำทั้งตัว ต้มแกงทั้งตัว ไอ้เรามาค่อยๆ ทุบหัวมันทีละตัว ถลกหนังทีละตัว กว่าจะได้กินเป็นชั่วโมง อยู่ด้วยกันก็ต้องช่วยกันน่ะครับ

 มาสอบบรรจุเป็นข้าราชการตอนไหนคะ

ตอนทำงานปีที่สอง มีโอกาสสอบครั้งที่หนึ่งแต่มาสอบไม่ทันเพราะท้องเสีย ไปสอบวิชา กพ.ไม่ทัน ช้าไป 15 นาที ไม่ได้เข้าห้องสอบ ถัดมาอีกปีเขาเรียกไปสอบใหม่ก็ติดปีนั้น บังเอิญสอบได้ที่หนึ่งเขาก็ให้บรรจุหน่วยศิลปากรที่หนึ่ง คนได้ที่สองก็ไปอยู่หน่วยสอง รุ่นนั้นรับ 10 คน ผมไปประจำที่หน่วยศิลปากรที่ 1 ลพบุรี รายงานตัวเสร็จ อ.พิสิฐ ขอตัวไปช่วยโครงการบ้านเชียงต่ออีกปี ทางกองโบราณคดีทำโครงการโบราณคดีสี่ภาค โครงการโบราณคดีภาคกลางขอตัวไปช่วยอีก คืออยู่หน่วยไม่ค่อยนาน ช่วงนั้น อ.พิสิฐ หาทุนมูลนิธิฟอร์ดให้ไปเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เรียนโบราณคดี เรียนอยู่สองปีสี่เดือน แล้วต้องทำรีเสิร์ช เปเปอร์ คล้ายๆ วิทยานิพนธ์ ผมเลยเลือกหัวข้อ พัฒนาการของสำริดในประเทศไทยโดยวิเคราะห์เครื่องสำริดของบ้านเชียงไปลงเรียนวิชาโบราณโลหะวิทยา เรียนวิชาของคณะวิศวะ เรื่องเกี่ยวกับการวิเคราะห์เซรามิค วิชาการเกี่ยวกับวัสดุศาสตร์ 

ชีวิตเมืองนอกคุ้มค่ามั้ยคะ

สนุกดีฮะ เรายังหนุ่ม อิสระ ไม่มีห่วงอะไร ใช้ชีวิตสบาย เรียนไม่มีปัญหาแต่ต้องทุ่มเทเรียนภาษาอังกฤษหนักหน่อยเพราะภาษาเรายังไม่ค่อยดี อยู่นั่นเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ บางทีเจ้าของอพาร์ตเมนต์ก็จะจ้างเราให้ซ่อมแซมบ้าน ซ่อมหลังคาบ้าง ซ่อมบันไดบ้าง ทาสีบ้าง สารพัดล่ะครับ ผมถนัดอยู่แล้ว ไม่ได้ยากอะไร เลยพอมีรายได้เสริม 50 เหรียญบ้าง 100 เหรียญบ้าง คือเงินค่ากินอยู่ทางเจ้าของทุนให้เดือนละ 400 เหรียญ นะครับ จ่ายค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ก็ 150 เหรียญ เหลืออีก 250 เหรียญ เราต้องจัดการชีวิตตัวเอง กินง่ายๆ ไม่แพง เดือนหนึ่งอาจกินอาหารจีนกันสักครั้ง ส่วนใหญ่กินไก่กับไข่ไงครับ ไปซื้อในตลาดมาทำกินเอง บางวันเจอขาหมูเอามาต้มเลย เพื่อนนักเรียนไทยที่โน่นยังมากินด้วย บางวันทำแกงเขียวหวานกินอาทิตย์หนึ่ง กินเสร็จใส่ตู้เย็นไว้อุ่นกินใหม่ กลางวันก็กินง่ายๆ แซนด์วิช อยู่ได้สบายๆ ได้รู้จักคนไทยที่โน่นบ้าง มีรุ่นพี่มัณฑนศิลป์แนะนำ พอเขามีงานปาร์ตี้ให้ไปช่วยจัดเวที เราก็ทำได้ เขาก็ชวนไปเรื่อย ช่วยเขียนหนังสือประชาสัมพันธ์บ้าง เพราะว่าผมลายมือพอใช้ได้ บางทีพวกเราก็แชร์เงินกันเช่ารถไปเที่ยวแคนาดา เที่ยวน้ำตกไนแองการา เรียกว่าเรียนแบบไม่เครียด มีโอกาสพักผ่อนบ้าง ได้ทั้งเรียนทั้งเที่ยว 

กลับประเทศก็มาขุดค้นต่อ?

พอหมดโครงการก็กลับมาอยู่หน่วยศิลปากรลพบุรี ตระเวนสำรวจในภาคกลางทำให้คุ้นพื้นที่แถวภาคกลาง ผมชอบคุยกับชาวบ้าน ชอบเรียนรู้ ชาวบ้านให้ความรู้ให้ภูมิปัญญาที่ไม่เคยรู้เยอะเลย งานขุดค้นก็เช่นที่บ้านท่าแค อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ที่โคกระกา จังหวัดชลบุรี นอกนั้นเป็นงานสำรวจ 

เริ่มมีผลงานวิชาการตีพิมพ์ระยะนี้ใช่มั้ยคะ

ส่วนใหญ่เป็นบทความครับ มีเรื่องหนึ่งวิเคราะห์แบบแผนการกระจายตัวของแหล่งโบราณคดีในแถบจังหวัดนครสวรรค์ เสนอในการสัมมนาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น วิทยาลัยครูนครสวรรค์ ส่วนที่เขียนเป็นเล่มคือเรื่องบ้านหลุมข้าว เป็นแหล่งก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย เขียนเป็นหนังสือในนามกรมศิลปากร ปี 2525 ทำโครงการวิจัยเรื่องโบราณโลหะในประเทศไทย ร่วมกับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ได้เริ่มทำการศึกษาโบราณโลหะวิทยาเต็มตัว ได้ขุดค้นเหมืองแร่ทองแดงที่ภูโล้น จังหวัดหนองคาย เป็นเหมืองแร่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ครั้งแรกในประเทศไทย แล้วก็ขุดค้นแหล่งถลุงทองแดงที่โนนป่าหวาย อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ทำให้ข้อมูลเรื่องโบราณโลหะวิทยาชัดเจนขึ้น คนรู้จักเรื่องนี้มากขึ้น คนก็มองว่าเราทำงานเน้นเรื่องนี้ชัดเจน มีบทความเกี่ยวกับโบราณโลหะวิทยาออกมาเยอะในช่วงนี้ 

ในที่สุดย้ายมารับตำแหน่งอาจารย์ที่คณะโบราณคดี?

ครับ ผมทำงานอยู่กองโบราณคดี 11 ปี ตอนนั้นซี 6 เป็นหัวหน้างานโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ พอดีทางคณะชวนให้ไปเป็นอาจารย์เลยทำเรื่องโอนย้าย 

ต้องปรับเปลี่ยนแนวการทำงานมากมั้ยคะ 

เรื่องการสอนไม่หนักใจหรอกเพราะสอนเรื่องที่เรารู้ แต่ที่หนักคือสอนโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์เอเชีย ก่อนประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ เพราะเรายังไม่มีสื่อการสอน ปีแรกต้องเตรียมการสอน ช่วงแรกใช้แผ่นใสอย่างเดียวเลย คอมพิวเตอร์ยังไม่มีแพร่หลาย จังหวะนั้นอาจารย์ลาเรียนกันเยอะ เหลืออาจารย์ก่อนประวัติศาสตร์ 3 คน เปิดปริญญาโทด้วยนะ สอนอาทิตย์ละ 7 วิชา แทบบ้าเลย ปีที่สองเริ่มมีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์ ที่คณะเพิ่งมีวิชาคอมพิวเตอร์สอนแบบง่ายๆ คอมพ์ยังเป็นรุ่น 386 จอเขียว ฮาร์ดดิสก์ยังไม่มีมั้ง ใช้เวิร์ดจุฬาฯ น่ะ มีวันหนึ่งคนสอนคอมพ์บอกว่าผมมีคอมพ์เก่าไม่รู้เอาไปไว้ที่ไหนอยากเอามาให้คณะ ผมเลยได้หัดใช้ เริ่มอ่านหนังสือเริ่มเรียนเอง สักพักกู้เงินสวัสดิการมหาวิทยาลัยซื้อคอมพิวเตอร์ตัวแรกในชีวิต เอเซอร์ 486 สี่หมื่นกว่าบาท จำได้เลย พอเป็นของเราก็กล้าเปิด แกะโน่นแกะนี่ เปิดหนังสือดูรู้ว่าอัพเกรดได้ก็ไปบ้านหม้อซื้อชิพซื้ออะไรมาต่อเอง บางทีก็เล่นโปรแกรมจนเครื่องล้มแต่ก็แก้เองได้ สองปีต่อมาประกอบเครื่องเองเลย ไปพันทิปซื้ออุปกรณ์มาทีละชิ้น  ปีต่อมาผมเริ่มทำสื่อการสอนด้วยพาวเวอร์พอยท์แล้ว ทีนี้พอมีทุนเข้ามาก้อนหนึ่งผมบอกภาคให้ซื้อแอลซีดี โปรเจ็คเตอร์ เจ็ดหมื่นกว่าบาท เอามาใช้ตอนบรรยาย 

ยังได้ทำงานภาคสนามนะคะ?

ครับ ได้รับมอบหมายให้คุมภาคสนามมาตลอด ผมก็เอาเทคนิควิธีใหม่ที่ทำในกรมศิลปากรไปสอนเด็ก โดยเฉพาะการทำผังลงกระดาษกราฟ อีกอันคือให้นักศึกษาเขียนบันทึกประจำวันตอนเย็นให้เราอ่าน กว่าเราจะอ่านรายงานทุกคนเสร็จก็ดึกมาก

 ช่วงนี้อาจารย์มีผลงานวิชาการออกมามาก?

เป็นบทความมากกว่าครับ เขียนหลายสิบเรื่องส่งไปให้วารสารเมืองโบราณบ้าง นิตยสารศิลปวัฒนธรรมบ้าง ที่เป็นเล่มก็พวกเอกสารคำสอนประกอบวิชาต่างๆ วิชาก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย วิชาก่อนประวัติศาสตร์เอเชีย ชิ้นนี้ผมเสนอขอตำแหน่งวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ อีกเล่มคือวิชาก่อนประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เล่มนี้ขอตำแหน่งวิชาการรองศาสตราจารย์

 เตรียมผลงานสำหรับตำแหน่งศาสตราจารย์หรือยังคะ

(ยิ้ม) มีงานวิจัยที่ทำอยู่แต่ยังไม่เสร็จดี เป็นงานวิจัยที่ใช้ขอได้น่ะนะแต่ยังไม่พร้อม กะว่าหมดภาระงานบริหารคงได้ตั้งหลัก ที่ทำอยู่เช่นเอกสารคำสอนเกี่ยวกับวิชาโบราณคดีปฏิบัติ ลักษณะเป็นแบบฝึกหัดการวิเคราะห์หลักฐานทางโบราณคดี เขียนเป็นโจทย์ให้ข้อมูลทางโบราณคดี แล้วให้นักศึกษาวิเคราะห์ว่าจะแปลความยังไง ที่เตรียมการอยู่ตอนนี้คือหนังสือเล่ม กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรมจะพิมพ์ให้ เรื่อง ศิลปะและวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทยเป็นเอกสารคำสอนที่เอามาปรับ เขาว่าจะออกเดือนกรกฎาคมน่ะครับ เป็นหนังสือสำหรับนักเรียนนักศึกษา 

อาจารย์คิดว่านักโบราณคดีต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคมมั้ย

นักโบราณคดีต้องรับผิดชอบต่องานวิชาชีพของตัวเองครับ ถ้าเอาสิ่งผิดๆ ไปสอนเด็กก็แย่ อย่างเมื่อก่อนเคยสอนกันว่าคนไทยมาจากเทือกเขาอัลไต อันนี้นานมากกว่าจะแก้ความเข้าใจนี้ได้ ถ้าเราไม่รู้จริงต้องบอกว่าไม่รู้ ต้องพูดสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นความจริง และต้องพูดว่าสิ่งที่เราพูดวันนี้เป็นสิ่งที่คาดว่าเป็นจริง แต่มันอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต คือไม่มีใครรู้จริงแท้แน่นอนในการศึกษาเรื่องอดีต ผมบอกนักศึกษาเสมอว่าโบราณคดีไม่ใช่ศาสตร์ที่จะพิสูจน์ว่านี่คือจริงแท้ แต่บอกได้ว่ามีความเป็นไปได้ว่าปรากฏการณ์ในอดีตน่าจะเป็นอย่างนี้ จะทำให้เราเปิดช่องว่างให้เราเองว่าสิ่งที่เราพูดอาจผิดทั้งหมดก็ได้ คือเราต้องสำนึกว่าเราต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ต้องยอมรับว่าเราไม่รู้อะไรอีกเยอะ พร้อมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น แล้วมาวิเคราะห์ว่าใช้ได้มั้ย

 ทุกวันนี้ยังทำงานภาคสนามอยู่ตลอด?

ผมชอบอยู่ในหลุมมากกว่า (หัวเราะ) ถ้าเผื่อว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ขอเลือกลงไปทำงานในหลุมดีกว่า การทำงานในหลุมมันเห็นทันทีว่ามีอะไร ได้เรียนรู้ตลอดเวลา

 ………………………….

ยุวดี มณีกุล : สัมภาษณ์

Advertisements

3 comments on “ขุดความรู้ในหลุมกับ รศ.สุรพล นาถะพินธุ

  1. Kook-Kae Tang Me' 52 พูดว่า:

    congratz naca Ajarn Noi!

  2. Chudarat พูดว่า:

    อยากเปนดั่งอาจารย์ แต่หนทางยาวไกลหลายพันลี้

  3. jibby_yak พูดว่า:

    อ. เราสุดยอด

การแสดงความเห็นถูกปิด