ชื่นชม ‘จันทร์ผมหอม’

ดวงจันทร์เจ้ายามราตรีเมื่อ 6 คืนก่อนดูแจ่มฟ้าจับตา แม้ไม่กลมจนเกลี้ยงหรือไม่เป็นเสี้ยวจนโค้งดุจรูปเคียวแต่ก็นวลเหลืองอร่ามสว่าง เมื่อยามประกอบกับเสียงทำนองเพลงชาวดินแดนล้านนาประเทศแว่วลอยมาตามลมหนาวช่วงเวลานั้นชวนสำราญใจจนอดมิได้ที่จะต้องหยิบยกจอกสุราขึ้นมาดื่มอีกครั้งหลังปวารณาตัวงดมาได้ 20 กว่า วัน

หวนนึกย้อนกลับไปคืนวันนั้น ทางล้านนาชมรมจัดให้มีเทศกาลพบปะสังสรรค์ชาวล้านนา ณ ลานสนามบาสกว้าง แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นครั้งแรกบนพื้นที่ดินแดนนี้ แม้ที่ทางจะดูคับแคบด้วยผู้คนที่มาเยือนมากมายแบบคาดไม่ถึง ประกอบกับการสัญจรของรถราที่ผ่านไปมาจนต้องเหลือช่องทางไว้ให้จนกลายเป็นการขบกินพื้นที่ให้เสียดายแก่บรรยากาศไปบ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงกับขุ่นหมองใจจนไม่เป็นอันทำอะไร บรรยากาศที่เบียดเสียดนี้กลับดูอบอุ่นไปอีกแบบ

ท่ามกลางผองชาวล้านนาทั้งจากที่อื่นและที่ในศิลปากรก็มีชาวภาคอื่นแทรกแซม โดยชาวล้านนาศิลปากรจัดขันโตกรสเลิศไว้คอยต้อนรับขับสู้ผู้มาเยือน ในเบื้องหน้าก็มีความรื่นรมย์หลายสิ่งให้ชวนมองและชวนฟัง ที่ติดใจเห็นจะเป็นการบรรเลงเปี๊ยะเสียงใสหวานแต่กังวาลก้อง ซึ่งหาฟังและหาศิลปินสืบทอดด้านนี้ไม่ง่ายนัก เสน่ห์อันเฉพาะนอกจากเรื่องเสียงแล้วที่สำคัญคือ ผู้บรรเลงต้องเปลือยท่อนบนอวดเรือนร่างแลกล้ามเนื้อ เนื่องจากจะต้องนำส่วนที่เป็นเต้าคล้ายๆกล่องเสียงวางทาบไปกับผิวเนื้ออก ดังนั้นสตรีคงจะเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้มิได้

ส่วนการแสดงอีกชุดที่ชวนมองนั้นเป็นการร่ายรำแบบหนึ่งที่จำชื่อไม่ได้ แต่พอรู้ว่าทำนองท่วงท่าได้เค้ากลิ่นอายม่านมอญพม่า ที่จังหวะทั้งรุก ทั้งเร้า ทั้งกระชั้น อาจด้วยความเป็นชนชาติที่ห้าวหาญชาญศึกสงครามมาแต่ดั้งเดิม ถึงกระนั้นท่วงทำนองการร่ายรำกลับดูอ่อนช้อย คล้อยเคลื่อน เลื่อนไหล งดงามไม่ขัดเขิน เช่นเดียวกับการแสดงอีกชุดที่ชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งจะแต่งตัวร่ายรำลอกเลียนท่าทางการยั่วยวนกันและกันของนกชนิดหนึ่ง การแสดงนี้ชวนให้อิจฉาหลงไหลเจ้าน้อยนกคู่นี้เสียจริง

อย่างไรก็ตาม การแสดงหลายชุดเหล่านี้ที่ว่างามแล้วยังต้องยกให้ละครเรื่อง เจ้าจันทร์ผมหอม‘ เป็นเอกของค่ำคืน 

เบื้องแรกเริ่มเรื่อง ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปยังเงาร่างรางๆของ เจ้าจันทร์หญิงสาวในผ้าม่านขาวบางบนเสลี่ยงงดงาม ยามต้องลมผ้าพลิ้วไหวพริบตาหนึ่งเหมือนจะเปิดให้เห็นแจ่มชัด แต่อีกพริบตาเหมือนจะเลือนหายไปให้จินตนาการถึงใบของหน้าหญิงสาวโฉมสะคราญ ขบวนนี้เคลื่อนคล้อยจากเงามืดเบื้องหลังสู่เบื้องหน้า มีหลายบุรุษแบกหามแห่แหนดูมากพิธีรีตองสะท้อนความสูงศักดิ์แบบหนึ่งที่ยากเข้าถึงแตะต้อง

พลันที่ เจ้าจันทร์ผู้นี้เปิดผ้าม่าน แสงไฟสว่างขึ้นจับจ้าเผยร่างหญิงสาวตัวน้อยในชุดโบราณล้านนา แม้จะไม่แย้มยิ้มซ้ำดูขรึมเข้มแต่ก็กลายเป็นอำนาจประหลาดตราตรึงผู้พบเห้นแบบหนึ่ง แววตาชวนเพ่งมองให้ลึกซึ้งถึงความบอบบางหวั่นไหวที่ซ่อนในใบหน้านิ่งเฉยนั้น มีคำเล่าลือว่าเส้นผมเธอมีกลิ่นหอมจางๆแต่รัญจวนกระจายให้ผู้อยู่ใกล้เคลิบเคลิ้มงมงาย ส่วนข้าพเจ้าเท่าที่ใช้ตาสัมผัสมองเห็นว่าเส้นผม เจ้าจันทร์ดูเล็กละเอียดเหมือนเส้นไหม สีผมดำขลับแม้รวบไว้เป็นหางม้าก็ยังยาวสลวยทอดตรงจนประเอวสวยงามแปลงกตากว่าหญิงงามคนอื่นที่พบผ่านทั่วไป

ทว่า เจ้าจันทร์นี้มีรัก ยามนี้ในตาเธอบ่งบอกความมุ่งมั่นสะท้อนออกกระตุ้นสำนึกให้ชายอื่นพึงระวังว่ามิอาจโยกคลอนจิตใจเธอนี้ให้เป็นอื่นไปจาก เจ้าหล้าหนุ่มรูปงามผู้มีพักตร์สำอางค์คมคาย แต่ด้วยโชคไม่ดีด้วยพันธะวิกฤติแห่งบ้านแห่งเมือง บิดาจึงให้ เจ้าจันทร์รับปากแต่งงานกับพ่อเลี้ยงคนหนึ่ง พ่อเลี้ยงหนุ่มผู้นี้ความจริงก็ดูเหี้ยมหาญชาญกล้าแต่หน้าตาค่อนละม้ายคล้ายไปทางโจร ด้วยประการฉะนี้แม้ใจจักต้องฝืนกล้ำกลืนแต่มิอาจไม่ทำตาม สร้างความลำบากใจแก่ เจ้าจันทร์นัก

แต่ใจสตรีนั้นบางทีก็โลเลหยั่งยาก ด้วยพ่อเลี้ยงหนุ่มยึดมั่นมุ่งใช้ใจแลกกับใจ ยาม เจ้าจันทร์‘ คนงามเปรยความต้องการอยากได้ดอกไม้บนผาสูง ดอกไม้หนึ่งดอกกับเพียงยิ้มเดียวของหญิงงาม แม้ต้องใช้ชีวิตแลกใยมิคุ้มค่า ครั้นนึกได้ดังนั้น พ่อเลี้ยงก็ปีนป่ายผาจนได้ดอกไม้มาแต่ก็พลาดพลั้งตกผาครั้งหนึ่ง โชคดีไม่ถึงกับเสียชีวิตแต่บาดเจ็บทางกายไม่ใช่น้อย เจ้าจันทร์จึงเริ่มหวั่นใจในความกล้าและความรัก แต่ยังไม่เอนเอียงตัดสินใจ ยกสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ตั้งขอเสี่ยงทายต่อพระธาตุอินทร์แขวนแดนพม่า หากผมหอมบนเกศานี้ลอดผ่านใต้ศิลาอินทร์แขวนไม่ได้จักยอมแต่งด้วยกับพ่อเลี้ยงผู้ใจมั่น แต่หากผมหอมนั้นลอดผ่านศิลาอินทร์แขวนได้ เจ้าจันทร์จักขอแต่งด้วย เจ้าหล้ารูปงาม

เหตุการณ์พลิกผันวูบวาบอีกครา ก่อนช่วงเพลาเสี่ยงเป็นเสี่ยงทายที่กระชั้นขึ้น ใครเล่าจะรู้ใจเจ้าจันทร์ว่าคิดอันใด ภาวนาอันใด ในช่วงสับสนนี้กลับมีกองโจรบุกมาถึงเรือน เข่นฆ่าทำร้ายคนจนใครก็ไม่อาจต้านทานต้านทานอยู่ จะมีแต่ก็พ่อเลี้ยงหนุ่มที่หาญเอาตัวผู้เดียวมาเสี่ยงสู้วัดความเป็นตายปกป้องเจ้าจันทร์อันเป็นที่รักไว้ ครั้นเมื่อโจรจะบุกมามากจึงใช้ดาบต่อดาบปะทะหักหาญ ประกายดาบวูบวาบชวนหายใจหายคอ พ่อเลี้ยงหาจุดอ่อนเลี่ยงจุดแข็ง ทำลายผู้ไร้ฝีมือก่อนด้วยเวลาอันสั้น ฝูงโจรนั้นคิดแต่จะหักหาญผลาญชีวิตด้วยกำลังต่อตีเอาซึ่งหน้าถ่ายเดียวแทนการล้อมล่อหลอกให้หมดแรงค่อยเอาชัยจึงต้องล้มตายจนเกือบหมด เหลือเพียงหัวหน้าโจรที่มีฝีมือพอตัวคนเดียว

พ่อเลี้ยงนั้นแม้เหนื่อยใจแทบขาด แต่ถือเคล็ดดาบออมกำลัง ฟันมาไม่รับ ยกดาบเหมือนขึ้นรับทางตรงแต่ทอนกำลังพลิกข้อมือสอดท้ายดาบม้วนสู่ข้อมืออีกเจ้าโจรร้ายจนถือดาบไม่มั่น ยืมกำลังม้วนวนนี้พลิกกระชากจนดาบหลุดมือ ก่อนจะพุ่งโจนฟันเต็มกำลังแรงหมายจะเผด็จศึกในทีเดียว

แต่ได้ชื่อว่าหัวหน้าย่อมไม่ใช่ชนชั้นไร้ฝีมือ วินาทีผลาญชีวิตกลับยึดสติมั่นใช้ความเร็วพุ่งตัวจับแขนรั้งดาบพ่อเลี้ยงไว้มิให้เฉือนคมเข้าเนื้อ บิดข้อจนดาบหลุดไปเช่นเดียวกัน ยื้อยุดกันไปมาจนเสียหลักแยกห่างกันทั้งคู่ ยามไร้ดาบก็ใช้หมัดต่อมือ เข่าต่อศอก วัดวิชาฝีมือเชิงหมัดมวย ผลัดกันแก้ทางรุกรับเป็นหลายครั้ง สุดท้ายโจรร้ายเสียทีด้วยท่วงท่าฤาษีบดยา เมื่อโดนพ่อเลี้ยงเหยียบเข่าส่งแรงดีดตัวขึ้นพุ่งข้างบน ก่อนใช้ศอกบดขยี้กระแทกลงมากลางกระหม่อมจนสลบพ่ายแพ้ จากนั้นเป็นตายประการใดมิอาจทราบได้

แต่การนี้พ่อเลี้ยงหนุ่มก็ใช่ไม่บาดเจ็บหรือชนะโดยง่าย เข่าอ่อนซวนทรุดอยู่ตรงหน้า เจ้าจันทร์ยิ่งมาตอนนี้ใครเล่าจะหยั่งใจหญิงสาวคนงามผู้นี้ได้ว่าระหว่างรักแรกต่อ เจ้าหล้าผู้สง่าสำอางค์กับ พ่อเลี้ยงผู้เหี้ยมหาญ ใจนางจะหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปประการใด”

บัดนั้นเองสุราก็เข้าปากข้าพเจ้าอีกคำหนึ่ง ทางหนึ่งติดตามชมดูละคร อีกทางหนึ่งขบคิดถึง มาลา คำจันทร์ ผู้ประพันธ์ เจ้าจันทร์ผมหอมดุจเนรมิตรให้หญิงสาวผู้นี้เป็นความงามในจินตนาการของผู้คนได้อย่างหมดจด ตราตรึงหอมหวานยามคิดประหวัดถึง ยิ่งชมดูละครมาถึงตอนท้ายเรื่องยิ่งใคร่รู้ตอนจบว่าจะเป็นอย่างไร ความศักดิ์แห่งอินทร์แขวนแดนพม่าจะดลบันดาลใจ เจ้าจันทร์หรือใจ เจ้าจันทร์จะดลบันดาลตนเอง เส้นผมบนเกศาที่ทั้งยาว ทั้งบาง ทั้งละเอียดและวาวลื่น เมื่อสอดแทรกไปใต้ศิลาบางทีอาจจะลอดผ่านได้ แต่คิดย้อนอีกทางคงไม่อาจลอดผ่านได้ หรือแม้ลอดผ่านได้ใจกลับลอดผ่านไม่ได้ก็เป็นได้ เสี้ยวบางๆทางจิตใจสตรีนี้คงเหมือนกับพระธาตุอินทร์แขวนบนก้อนศิลากลมอันตั้งอยู่บนพื้นผาลาดเอียงที่บางครั้งเหมือนจะเปลี่ยนแปลตามภาวะการณ์ให้ตกหล่นสู่ก้นเหวได้ตลอดเวลา แต่เวลาเดียวกันกลับยังดูตั้งมั่นบนความหมิ่นเหม่ได้อย่างอัศจรรย์ ใจ เจ้าจันทร์เอยตอนนี้นั้นเจ้าคิดอะไรหนอ

คำตอบเป็นอย่างไรนั้นคงต้องไปคิดต่อกันเอาเอง จริงอยู่ในละครวันนั้นมีคำเฉลยแต่ใจข้าพเจ้าไม่อยากเฉลยที่นี้ อาจเพราะคิดเอาเองว่าหนังสือ เจ้าจันทร์ผมหอมของ มาลา คำจันทร์ คงจะให้ทั้งคำเฉลย ความคิด และห้วงอารมณ์ที่เพริศแพร้วสุดหยั่งคาดได้หลายหลายไปหลายทางกว่าตามธรรมชาติของอักษร คือที่สุดแล้วขึ้นอยู่กับใครจะจินตนาการไปสู่จุดใด ในอดีตไม่มีโอกาสอ่านด้วยหนังสือใดเมื่อได้รางวัลมันมักแพงเกินกลั้นใจซื้อ ครั้นจะหยิบยืมก็ไม่อยากรีบเร่งอ่าน แต่ตอนนี้ใจข้าพเจ้าเองคิดอยากไปหาอ่านเทียบกับละครที่เห็นนี้ดูสักคราเสียแล้ว

เจ้าจันทร์เบื้องหน้าหายลับไปแล้วกับงานเลี้ยงที่เลิกรา แต่วงสุรายังไม่เลิกรา ความคิดก็ยังไม่เลิกรา งานแสดงค่ำคืนนี้มิเพียงน่าชื่นชมด้วยเนื้อหาหรือด้วยความน่าค้นหาในตัวของ เจ้าจันทร์เท่านั้น กระบวนการดำเนินเรื่องกลับน่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เมื่อทีมสร้างนำความร่วมสมัยมาประกอบการนำเสนอ เช่น การนำหน้ากากขาวมาใส่ตัวละครบางตัว ปรับการใช้เสียงและลีลาไม่ให้ดูคร่ำครึ บางครั้งก็สื่อความด้วยภาษากายแทนคำพูด ทำให้จากละครที่ดูย้อนยุคแบบเก่าๆกลายเป็นละครเวทีสมัยใหม่อันมีชั้นเชิงท่วงทีไม่ต่างกับการชมโรงละครของเจ้าชายอู๋หลวน ในภาพยนต์ Blanque

ความสร้างสรรค์เหล่านี้ คงต้องผ่านการร่วมมือและทุ่มเทเวลา ความคิดกันพอสมควร จึงชวนเคลิบเคลิ้มหลงไหลเช่นนี้ งานแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นบ่อยนักในศิลปากรยุคหลัง แม้แต่งานสำคัญอย่างวันศิลป์ พีระศรี ยังดูจืดชืดกว่าเสียอีก นับว่าเหล่าศิษย์น้องรุ่นหลังเวลานี้มีทั้งความตั้งใจและฝีมือ รวมทั้งมีการร่วมมือกันอย่างน่าชื่นชม

ที่น่าชื่นชมยกย่องไม่แพ้กันด้วย คงเป็นคนเบื้องหลังที่ทำงานหนักไม่แพ้คนเบื้องหน้า ใครเล่าจะรู้ว่าเสลี่ยงงามที่นำพา เจ้าจันทร์ให้งามสง่าเมื่อแรกเห็นนั้นกว่าจะเสร็จสิ้น หนุ่มคนหนึ่งที่มีจิตใจเข้มแข็งห้าวหาญมุ่งมั่นไม่แพ้พ่อเลี้ยงในเวทีได้ใช้แรง เวลาและความคิดไปมากน้อยเท่าไหร่หลังเวที ในรอบหนึ่งเดือนมานี้ ยามข้าพเจ้าเข้าไปจิบสุราใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งกรุงเทพมหานคร ณ ศิลปากร ไม่ว่าจะมีผู้คนมากหรือน้อย แต่แทบทุกครั้งจะเห็นบุรุษหนุ่มผู้นี้กำลังเลื่อยไม้ ตอกตะปู ออกแบบ สร้างแล้วรื้อใหม่ เป็นอย่างนั้นตลอดจนกลายเป็นเสลี่ยงสวยงามในวันงาน

ส่วนอาหารรสเลิศแกล้มสุราที่ข้าพเจ้าพอใจนั้น หากไม่มีความห่วงใยของคนกลุ่มหนึ่งต่องานของสหายแลพี่น้องแล้วคงขลุกขลักขัดข้องมาก ทุกอย่างกลับง่ายดายขึ้นเมื่อเกิดการยื่นมือช่วยเหลือกันคนละหนึ่งนิดหนึ่งแรง วันนั้นสายตาของข้าพเจ้าพบเห็นแม้กระทั่งสหายรุ่นพี่ที่ขณะนี้กลายเป็นอาจารย์ประสาทวิทยาแก่ศิษย์น้องรุ่นหลังไปแล้วกำลังทอดหมูในกระทะใบใหญ่เพื่อใช้ในงานลูกศิษย์อย่างยิ้มแย้ม แม้จะต้องพลาดการฟังเสียงสำเนียงดนตรีพื้นบ้านล้านนาและระบำรำฟ้อนอันเป็นที่โปรดปรานมาตลอดก็ตามที

หรือแม้สหายรุ่นน้องหลายคนที่เดิมทีตั้งใจจะมานั่งสังสรรค์ดื่มสุรากันให้หนำใจในวันงานหลังคร่ำเคร่งกับการศึกษาสู่การเป็นบัณฑิตมายาวนาน ยามทราบว่าขาดแคลนกำลังคนในส่วนที่เฉพาะหน้าก็ปลีกตัวไปช่วยจนเต็มแรงแบบไม่เป็นอันดื่มสุรา

ภาพเหล่านี้บางทีก็อร่อยกว่าอาหารตรงหน้าเป็นไหนๆ

ส่วน เจ้าจันทร์ผมหอมนั้นวันรุ่งขึ้นก็เปลี่ยนเป็นสวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงสามส่วนกระทัดรัด ถอดความแบบบางน่าทนุถนอมยามค่ำคืนกลับกลายเป็นเด็กน้อยวัยรุ่นธรรมดาที่ดูสดใสร่าเริง แต่เส้นผมเธอยังยาวตรงประเอวเป็นที่สะดุดตาเหมือนวันวาน  กระนั้นก็มาร่วมลงแรงเก็บข้าวเก็บของทั้งวัน

สำหรับข้าพเจ้ายามนั้นแม้เปลี่ยนจากถือจอกสุรามาเป็นถือถ้วยกาแฟแล้วก็ตาม แต่ยังใช้วิธีนั่งชื่มชมภาพตรงหน้าแทนการเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เฉกเช่นเดิม

งานนี้จะเสียก็เพียงอย่างเดียว คือ ไม่ว่าจะกลางคืนหรือกลางวันก็มองเห็น เจ้าจันทร์เพียงระยะไกลจนสงสัยแก่ใจว่า เจ้าจันทร์ผมจะหอมดังคำคนเขาลือจริงหรือไม่ เห็นทีเรื่องนี้คงไม่ต้องตัดสินใจยากถึงกับต้องไปบนบานเสี่ยงทายถึงที่อินทร์แขวนแดนพม่า เพียงแต่เดินไปมาหากันใกล้ๆกว่านี้อีกสักนิดก็พอ….หึหึหึ

ขุนพลน้อยรำพันยามค่ำคืน

30 .. 50

 

 

 

 

 

 

Advertisements

4 comments on “ชื่นชม ‘จันทร์ผมหอม’

  1. Poo พูดว่า:

    แบบว่า ตกลง คนไหนวะพี่

  2. ขุนพลน้อยใต้เงาจันทร์ พูดว่า:

    ผมยาวๆไง ยาวมากด้วย ถ้าไม่รู้ไปดูหน้าตรอก มีรูปอยู่ ถามคนแถวนั้นเอง

  3. pigtheday พูดว่า:

    อ้าว นึกว่าเลิกกินเหล้าแล้วซะอีก

    ว่าแต่ อ่านจบแล้วทำให้อยากอ่านหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาเลยล่ะ

    ถ้าซื้อมาอ่านเมื่อไหร่ยืมอ่านต่อนะ ;-P

  4. ขุนพลน้อย พูดว่า:

    เลิกแล้ว แต่บรรยากาศมันพาไปไง อิอิ

    เรื่องหนังสือยังมะมีเงินซื้ออะ

การแสดงความเห็นถูกปิด