<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>archaeo45....</title>
	<atom:link href="http://archaeo45.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://archaeo45.wordpress.com</link>
	<description>archaeo45.wordpress.com</description>
	<pubDate>Tue, 12 Aug 2008 03:30:35 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=MU</generator>
	<language>th</language>
			<item>
		<title>วัน &#8216;แม่&#8217; กับหลากเรื่องราวของแม่</title>
		<link>http://archaeo45.wordpress.com/2008/08/12/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://archaeo45.wordpress.com/2008/08/12/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 12 Aug 2008 03:30:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>thongnoi</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Archaeo Knowledge]]></category>

		<category><![CDATA[Archaeo politics]]></category>

		<category><![CDATA[12สิงหา]]></category>

		<category><![CDATA[วันแม่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://archaeo45.wordpress.com/?p=68</guid>
		<description><![CDATA[12 สิงหาคม 2551
วันนี้เป็นวันที่ 12 สิงหาคม หรือวันแม่แห่งชาติ เคยเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ที่หนึ่งจึงขอย้อนกลับเอาอ่านเก่าๆมาลงอีกครั้ง
 
ในวันๆเดียวกันกลับมีเรื่องราวให้เรารับรู้มากมายหลายมิติ เชื่อหรือป่าว มีเรื่องราวจะเล่าให้ฟัง  
แม่แห่งชาติ
 หากลองพลิกไปดูบนหน้าปฏิทิน คงจะสังเกตเห็นตัวเลขสีแดงมากมาย หลายวันในสีแดงนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าวันนั้นเป็นวันสำคัญ แน่นอนว่าเมื่อเห็นความยินดีคงตามมาเพราะจะได้หยุดทำงานหรือหยุดเรียนเป็นพิเศษ แต่ในเชิงคุณค่าและความหมาย เคยลองหันมาตั้งคำถามกับวันสำคัญๆเหล่านั้นว่าแท้จริงแล้วสำคัญเพียงใด…กับใคร ? วันเหล่านั้นหลายวันทีเดียวที่มักมีคำว่า ‘แห่งชาติ’ พ่วงท้าย หากมองกลับไปในคำถาม จะพบอีกว่าวันแห่งชาติเหล่านั้นมักจะวันสำคัญของใครในฐานะปัจเจกบุคคลที่มีฐานะทางสังคมวัฒนธรรมพิเศษเสียมากกว่าที่จะมีความพิเศษในทางสัมพันธ์กับสังคม  
 
พรุ่งนี้จะถึงวัน ‘แห่งชาติ’ อีกหนึ่งวัน คือ 12 สิงหาคม ซึ่งถูกกำหนดให้เป็น ‘วันแม่แห่งชาติ’ ในความหมายหนึ่ง คือ วันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และนำคำว่า ‘แม่’ ไปพ่วงให้เป็นอีกความหมายหนึ่ง เพื่อให้กลายเป็นวัน ‘แห่งชาติ’ ที่เป็นอีกวันสำคัญหนึ่งบนปฏิทินไทย ซึ่งอาจจะเบลอความหมายกันระหว่างวัน ‘พระราชสมภพ’ ของบุคคลในสถาบันที่มีสถานะพิเศษทางสังคม กับวัน ‘แม่’ ซึ่ง ‘ความเป็นแม่’ เป็นเรื่องของการให้ความสำคัญเป็นปัจเจกบุคคลตามลักษณะสังคมวัฒนธรรม และวัน ‘แห่งชาติ’ ที่ทำให้เกิดวาระสำคัญร่วมกันไป ความหมายทางความรู้สึกทั้งทางปัจเจกบุคคล สังคมและวัฒนธรรมจึงถูกทำให้รู้สึกร่วมกันไปกับบุคคลในสถาบันที่มีสถานพิเศษทางสังคม จึงหลอมกลายเป็นอำนาจอันยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรมที่เรียกว่า ‘แม่ของชาติ’ 
ความจริงแล้ว ‘ความเป็นแม่’ ที่ถูกโยงความหมายเข้ากับ ‘ชาติ’ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:14pt;color:#33cccc;font-family:&quot;">12 สิงหาคม 2551</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:14pt;color:#33cccc;font-family:&quot;">วันนี้เป็นวันที่ </span><span style="color:#33cccc;"><span style="font-size:small;font-family:Times New Roman;">12 </span></span><span style="font-size:14pt;color:#33cccc;font-family:&quot;">สิงหาคม หรือวันแม่แห่งชาติ เคยเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ที่หนึ่งจึงขอย้อนกลับเอาอ่านเก่าๆมาลงอีกครั้ง</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"> </p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:14pt;color:#33cccc;font-family:&quot;"><span style="font-size:10pt;color:#0000ff;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ใ</span></span><span style="font-size:10pt;color:#0000ff;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">นวันๆเดียวกันกลับมีเรื่องราวให้เรารับรู้มากมายหลายมิติ เชื่อหรือป่าว มีเรื่องราวจะเล่าให้ฟัง</span><strong><span style="font-size:10pt;color:#0000ff;font-family:Tahoma;"> </span></strong></span><span style="font-size:10pt;color:#0000ff;font-family:Tahoma;"> </span></span></p>
<p><span style="font-size:10pt;color:#0000ff;font-family:Tahoma;"><strong><span style="font-size:10pt;color:#0000ff;font-family:Tahoma;">แม่แห่งชาติ</span></strong></span></p>
<p><span style="font-size:10pt;color:#0000ff;font-family:Tahoma;"><strong></strong></span><span style="font-size:10pt;color:#0000ff;font-family:Tahoma;"><span style="color:#000000;"> </span></span><span style="font-size:10pt;color:#0000ff;font-family:Tahoma;"><strong></strong><span style="color:#000000;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">หากลองพลิกไปดูบนหน้าปฏิทิน คงจะสังเกตเห็นตัวเลขสีแดงมากมาย หลายวันในสีแดงนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าวันนั้นเป็นวันสำคัญ แน่นอนว่าเมื่อเห็นความยินดีคงตามมาเพราะจะได้หยุดทำงานหรือหยุดเรียนเป็นพิเศษ แต่ในเชิงคุณค่าและความหมาย เคยลองหันมาตั้งคำถามกับวันสำคัญๆเหล่านั้นว่าแท้จริงแล้วสำคัญเพียงใด…กับใคร </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">?</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="color:#333333;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">วันเหล่านั้นหลายวันทีเดียวที่มักมีคำว่า </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">‘<span lang="TH">แห่งชาติ</span>’ <span lang="TH">พ่วงท้าย หากมองกลับไปในคำถาม จะพบอีกว่าวันแห่งชาติเหล่านั้นมักจะวันสำคัญของใครในฐานะปัจเจกบุคคลที่มีฐานะทางสังคมวัฒนธรรมพิเศษเสียมากกว่าที่จะมีความพิเศษในทางสัมพันธ์กับสังคม <span> <span id="more-68"></span></span></span></span></span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">พรุ่งนี้จะถึงวัน </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">‘<span lang="TH">แห่งชาติ</span>’ <span lang="TH">อีกหนึ่งวัน คือ </span>12 <span lang="TH">สิงหาคม ซึ่งถูกกำหนดให้เป็น </span>‘<span lang="TH">วันแม่แห่งชาติ</span>’ <span lang="TH">ในความหมายหนึ่ง คือ วันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และนำคำว่า </span>‘<span lang="TH">แม่</span>’ <span lang="TH">ไปพ่วงให้เป็นอีกความหมายหนึ่ง เพื่อให้กลายเป็นวัน </span>‘<span lang="TH">แห่งชาติ</span>’ <span lang="TH">ที่เป็นอีกวันสำคัญหนึ่งบนปฏิทินไทย ซึ่งอาจจะเบลอความหมายกันระหว่างวัน </span>‘<span lang="TH">พระราชสมภพ</span>’ <span lang="TH">ของบุคคลในสถาบันที่มีสถานะพิเศษทางสังคม กับวัน </span>‘<span lang="TH">แม่</span>’ <span lang="TH">ซึ่ง </span>‘<span lang="TH">ความเป็นแม่</span>’ <span lang="TH">เป็นเรื่องของการให้ความสำคัญเป็นปัจเจกบุคคลตามลักษณะสังคมวัฒนธรรม และวัน </span>‘<span lang="TH">แห่งชาติ</span>’ <span lang="TH">ที่ทำให้เกิดวาระสำคัญร่วมกันไป ความหมายทางความรู้สึกทั้งทางปัจเจกบุคคล สังคมและวัฒนธรรมจึงถูกทำให้รู้สึกร่วมกันไปกับบุคคลในสถาบันที่มีสถานพิเศษทางสังคม จึงหลอมกลายเป็นอำนาจอันยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรมที่เรียกว่า </span>‘<span lang="TH">แม่ของชาติ</span>’</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ความจริงแล้ว </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">‘<span lang="TH">ความเป็นแม่</span>’<span lang="TH"> ที่ถูกโยงความหมายเข้ากับ </span>‘<span lang="TH">ชาติ</span>’<span lang="TH"> นั้น เกิดขึ้นด้วยการจัดงานวันแม่ครั้งแรกในวันที่ </span>10 <span lang="TH">มีนาคม </span>2486 <span lang="TH">ณ สวนอัมพร โดยกระทรวงสาธารณสุข แต่เนื่องจากเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ </span>2 <span lang="TH">งานวันแม่ปีต่อมาจึงถูกงด จนกระทั่งวันที่ </span>15 <span lang="TH">เมษายน </span>2493 <span lang="TH">คณะรัฐมนตรี (สมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม เป็นนายรัฐมนตรี) ได้ประกาศรับรองวันแม่ตามที่สำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ เสนอ ซึ่งงานครั้งแรกนั้นสำเร็จด้วยดีและประชาชนสนับสนุน จนสามารถขยายขอบข่ายของงานได้กว้างขวาง </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><br />
<span lang="TH"> </span></span></span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span lang="TH">ต่อมาเมื่อสภาวัฒนธรรมแห่งชาติถูกยุบงานวันแม่จึงถูกยกเลิกตามไปด้วย จนกระทั่งสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทยรื้อฟื้นงานวันแม่ขึ้นใหม่ โดยกำหนดให้วันที่</span> 4 <span lang="TH">ตุลาคม เป็นวันแม่ แต่จัดใน พ.ศ.</span>2515 <span lang="TH">เพียงปีเดียวก็เลิกไป จนกระทั่งปี </span>2519 <span lang="TH">คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้กำหนดวันแม่โดยให้ถือเอาวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ</span> 12 <span lang="TH">สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ และกำหนดดอกมะลิเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ และวันนี้แทนวันแม่มาจนทุกวันนี้</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ดังนั้นคงนับได้ว่า ตั้งแต่ พ.ศ. </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">2486 <span lang="TH">เป็นต้นมา </span>‘<span lang="TH">ความเป็นแม่</span>’ <span lang="TH">อันเป็นความรู้สึกของปัจเจกบุคคลตามธรรมชาติที่เป็นไปตามสังคมและวัฒนธรรมได้ถูกผ่องถ่ายไปสู่ </span>‘<span lang="TH">ชาติ</span>’ <span lang="TH">ที่เข้มข้นขึ้นในยุค </span>‘<span lang="TH">รัฐนิยม</span>’ <span lang="TH">สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และและผูกโยงไปหา </span>‘<span lang="TH">แม่ของชาติ</span>’<span lang="TH"> </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span lang="TH">ซึ่งอีกทางหนึ่งก็คือผู้ที่เป็นสัญลักษณ์ของพลังฝ่ายสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่ในที</span></span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span lang="TH">ในวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ซึ่งวันแม่แห่งชาติครั้งนี้อาจเกิดขึ้นภายใต้การผนวกแนวทางจากรัฐชาตินิยมเข้ากับพลังฝ่ายสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และหลังจากมีวันแม่แห่งชาติครั้งนี้ได้ไม่นาน เหตุการณ์ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">6 <span lang="TH">ตุลา </span>2519 <span lang="TH">ก็เกิดขึ้น วันนั้นอาจเป็นวันที่ป่าเถื่อนที่สุดอีกวันหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่ไม่ขออธิบายไว้ ณ โอกาสอันเป็นมงคลกาลของสังคมไทยในเวลานี้ ทว่าสำหรับสังคมไทยเอง </span>6 <span lang="TH">ตุลา </span>2519 <span lang="TH">ยังทรงความหมายและคุณค่าที่ควรนำไปเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับปัจจุบันและอนาคต</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">แต่วันอย่างนี้กลับไม่เคยมีตัวสีแดงปรากฏขึ้นเลยบนปฏิทินไทยตลอด </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">30 <span lang="TH">ปีที่ผ่านมา </span>!</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><strong><span style="font-size:10pt;color:#0000ff;font-family:Tahoma;">แม่แห่งอุษาคเนย์</span></strong><strong><span style="font-size:10pt;color:#0000ff;font-family:Tahoma;"><span>           </span></span></strong></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><strong></strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ในส่วนนี้จะขอพูดเรื่อง </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">‘<span lang="TH">แม่</span>’ <span lang="TH">ในอีกมิติหนึ่ง เพื่อจะได้ทบทวนความรู้ในคำว่า</span> ‘<span lang="TH">แม่</span>’ <span lang="TH">ที่ขยายความได้มากกว่าเรื่องของความรู้สึก <span> </span></span>‘<span lang="TH">แม่</span>’ <span lang="TH">นอกจากมีความหมายทางความรู้สึกต่อปัจเจกบุคคลแล้ว ยังมีความหมายในทางวัฒนธรรมด้วย โดยเฉพาะ </span>‘<span lang="TH">ความเป็นแม่</span>’ <span lang="TH">ในสังคมอุษาคเนย์ที่เราอยู่อาศัยนี้ค่อนข้างจะอธิบายความหมายในทางที่แตกต่างกับ </span>‘<span lang="TH">แม่</span>’ <span lang="TH">และ </span>‘<span lang="TH">ชาติ</span>’ <span lang="TH">ในวันที่ </span>12 <span lang="TH">สิงหาคม อย่างสิ้นเชิง</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">‘<span lang="TH">ความเป็นแม่</span>’ <span lang="TH">ในสังคมอุษาคเนย์ไม่มีเรื่องราวให้สืบสาวเกี่ยวข้องกับความเป็น </span>‘<span lang="TH">ชาติ</span>’<span lang="TH"> เพราะความเป็นชาติเป็นเรื่องที่มาทีหลังเมื่อประมาณ </span>100 <span lang="TH">ปีมานี้เอง และ </span>‘<span lang="TH">ความเป็นแม่</span>’<span lang="TH"> ก็ไม่ได้หมายถึงความเป็น </span>‘<span lang="TH">ผู้หญิง</span>’ <span lang="TH">ที่มี </span>‘<span lang="TH">ลูก</span>’<span lang="TH">แต่กลับหมายถึงเรื่องราวของ </span>‘<span lang="TH">องค์ความรู้อันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ</span>’ <span lang="TH">ที่ผู้ชายก็มี </span>‘<span lang="TH">ความเป็นแม่</span>’ <span lang="TH">ได้</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">11 <span lang="TH">สิงหาคม ปีกลาย สบโอกาสไปฟัง รศ.ปรานี วงษ์เทศ จากภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อธิบายเรื่อง </span>‘<span lang="TH">แม่ในอุษาคเนย์</span>’ <span lang="TH">ในเวทีวง </span>‘<span lang="TH">สนทนาวันศุกร์</span>’ ‘<span lang="TH">ประชาไท</span>’ <span lang="TH">เองก็เคยลงความเต็มเอาไว้ แต่จะขอสรุปนำความมากล่าวในที่นี้อีกสักครั้งในวาระกระแสที่จะต้องพูดถึงเรื่อง </span>‘<span lang="TH">แม่</span>’ <span lang="TH">ในเวลานี้ของทุกปี ก่อนที่ช่วงค่ำๆจะต้องไปเฝ้าหน้าจอทีวีเพื่อรอฟัง </span>‘<span lang="TH">แม่ของชาติ</span>’<span lang="TH"> ตรัสพระราชดำรัส</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">แม่ในสังคมอุษาคเนย์ก่อนการเข้ามาของพระพุทธศาสนานั้นค่อนข้างจะเป็นศูนย์กลางของสังคมหรือเรียกได้ว่าเป็นสังคมแบบนับญาติจากฝ่ายหญิง ซึ่งมีบทบาทในหลายทาง ในโครงสร้างทางเศรษฐกิจแม่จะมีบทบาทในการคุมทรัพยากรในระดับหนึ่ง เช่น ที่ดิน บ้าน ปัจจัยการผลิต ส่วนในด้านครอบครัว แม่มีบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์และการตัดสินใจเกี่ยวกับญาติ จึงเรียกได้ว่าแม่มีบทบาทที่สัมพันธ์กับอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและทางครอบครัว </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">นอกจากนี้ แม่ในสังคมอุษาคเนย์ยังเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมด้วย คือมีวัฒนธรรมที่สร้างคุณค่าหรือยกย่อง หรือสร้างภาพพจน์ของแม่ การทำหน้าที่แม่ถูกตอกย้ำด้วยการอบรมเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กผู้หญิงได้เรียนรู้บทบาทของการเป็นแม่ตั้งแต่เด็ก เช่น การดูแลน้องหรือให้เด็กผู้หญิงเติบโตด้วยภาพพจน์ว่าตนเองมีความเหมาะสม เชื่อมั่น ภูมิใจในบทบาทความเป็นแม่ การที่แม่มีอำนาจรับผิดชอบในครอบครัวจึงเป็นความมั่นคงทางด้านจิตใจ ส่วนสามีหรือพ่อนั้นจะไปมีบทบาทรอบนอกบ้าน </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ทั้งนี้ อำนาจของ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">‘<span lang="TH">ความเป็นแม่</span>’ <span lang="TH">ของผู้หญิงจะคลี่คลายไปเป็นอำนาจทางวัฒนธรรมอันได้รับการยอมรับผ่านการใช้ความรัก ความอะลุ่มอล่วย ความสัมพันธ์ จนกระทั่งไปสู่การมีบทบาทสูงในเศรษฐกิจนอกครัวเรือนเพื่อการทำมาหากินบางอย่าง เช่น การค้าขาย ดังจะเห็นว่าในตลาดมีแม่ค้ามากมาย หรือในสังคมชนชั้นกลาง ผู้หญิงก็มีบทบาทการทำงาน เช่น เป็นข้าราชการในจำนวนมาก </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">การยอมรับแม่ในทางด้านจิตใจจะปรากฎในลักณะการประกอบพิธีกรรมต่างๆที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง จนเจ้าแห่งพิธีกรรมต่างๆล้วนเป็นผู้หญิงทั้งสิ้น เพราะพิธีกรรมต่างๆ เพราะในรอบชีวิตของ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">‘<span lang="TH">ความเป็นแม่</span>’ <span lang="TH">นั้น มีตั้งแต่การตั้งครรภ์ การเกิด การอยู่ไฟ ฯลฯ จนหล่อมหลอมกลายเป็นอุดมการณ์ด้านความเชื่อของสังคมที่ยกย่องเพศหญิงมาก ภายหลังอุดมการณ์ความเป็นแม่ยังได้ส่งผ่านไปเป็นตำนานมากมาย เช่น ตำนานก่องข้างน้อย หรือมีการมีคำนำหน้าชื่อด้วยคำว่า </span>‘<span lang="TH">แม่</span>’<span lang="TH"> ในสิ่งที่ยกย่อง เช่น แม่โพสพ แม่ธรณี เครื่องมือมีผีหญิงสถิต สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงความสำคัญของผู้ให้กำเนิดหรือผู้ผลิตเช่นกัน</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ก่อนการเข้ามาของพุทธศาสนา ผู้หญิงหรือแม่ยังเป็นผู้รักษาพยายาบาล อาจจะเป็นในรูปแบบคนทรง เช่น การเป็น ผีฟ้า ผีมด ผีเมง ปัจจุบันผู้นำทางพิธีกรรมในลาวทางใต้ก็ล้วนยังเป็นผู้หญิง และบทบาทที่เกี่ยวข้องมากได้แก่การทำอาหารเซ่นบูชาสังเวย ที่เป็นเช่นนี้เพราะอาหารคือทรัพยากรที่ผู้หญิงครอบครองมาตลอดตั้งแต่ในอดีตกาล ส่วนในการรักษาพยาบาลนั้นก็คงมาจากการที่ผู้หญิงต้องพบกับการเจ็บป่วยของลูก ความสามารถและประสบการณ์เหล่านี้จึงอยู่สำนึกที่ต้องดูแลลูกถ่ายทอดกันมา </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">แต่บทบาทเหล่านี้จะไม่รวมไปถึงในราชสำนักที่ได้รับอิทธิพลทางฮินดูจากอินเดียจึงเน้นที่ชายเป็นใหญ่ ซึ่งผู้หญิงอาจต้องถวายตัวเป็นบาทบริจาริกา ส่วนสำหรับพุทธศาสนาที่รัฐเป็นตัวกลางนำเข้ามาในภายหลังก็ได้มาสร้างความเป็นหน้าที่ความเป็นพลเมืองที่ดี ต่อมาเมื่อพุทธศาสนามีอิทธิพลมากขึ้นซึ่งก็ได้จำกัดบทบาทของแม่ในสังคมอุษาคเนย์ดั้งเดิมไปเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นในทางสังคมวัฒนธรรมหรือทรัพยากร เนื่องจากศาสนาพุทธเองก็ให้ความสำคัญกับเพศชายเป็นใหญ่ เช่น การไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเป็นนักบวชหรือเป็นได้ยากกว่า </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ภายหลังทั้งศาสนาพุทธและฮินดูก็มีบทบาทมากขึ้นในสังคมอุษาคเนย์ (โดยเฉพาะสำหรับชนชั้นปกครอง </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">–<span lang="TH"> เสริมโดยผู้เขียน) ที่มีการสถาปนาของรัฐแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">รศ.ปราณี กล่าวว่า ภาพลักษณ์ความเป็นแม่ในสังคมไทยแบบปัจจุบันมีพื้นฐานมาจากอิทธิพลของรัฐสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งรัฐแบบนี้มีระบบความเชื่อว่าประชาชนต้องอุทิศตนเพื่อพระมหากษัตริย์ เช่น ขุนนางก็คือข้าแผ่นดิน ผู้ชายส่วนใหญ่จึงมองว่าพระมหากษัตริย์คือเจ้าเหนือชีวิต และไม่มีเรื่องส่นตัว ดังนั้นเรื่องส่วนตัวต้องยกไปให้ผู้หญิงจัดการ จะได้ทำให้ผู้ชายมีความสุขสบายไม่มีความกังวลในทุกอย่างเพื่ออุทิศตนต่อพระมหากษัตริย์ จึงทำให้ผู้หญิงสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชไม่มีตัวตน ซึ่งสามารถดูตัวอย่างได้จากแม่พลอยในเรื่องสี่แผ่นดิน เรื่องนี้เป็นนวนิยายแม่แบบเรื่องหนึ่งที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อสังคมชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง รวมไปถึงนางเอกในนวนิยายอีกหลายเรื่องที่อุทิศตนแบบนี้ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">อุดมการณ์แบบนี้ยังได้ส่งผ่านงานเขียนของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (มีบทบาทสูงมากในสมัยรัชกาลที่ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">5 <span lang="TH">ทั้งทางมหาดไทย ศึกษาธิการและทางประวัติศาสตร์ </span>- <span lang="TH">เสริมโดยผู้เขียน) ที่ต้องการกำหนดบทบาทสิ่งที่เรียกว่ากุลธิดาที่ดีไม่ให้ฟุ้งซ่านแบบฝรั่ง ผู้หญิงจึงต้องเป็นทั้งแม่และเมียที่ดี เช่นการบอกว่า ลูกจะชั่วดีนั้นแม่ต้องรับผิดชอบเพราะคือครูคนแรกจึงต้องเป็นตัวอย่างที่ดี เมียห้ามไปก้าวก่ายหน้าที่การงานของลูกของผัว เมียต้องมีบทบาทของแม่ศรีเรือน มีหน้าที่เฉพาะในครัว เมื่อแก่ลงควรเข้าวัด งานสมเด็จกรมพระยาดำรงฯนี้เอง มีผลอย่างมากต่อสังคม เพราะต่อมาได้ถ่ายทอดอุดมการณ์แบบนี้ไปสู่ระบบการศึกษาสมัยใหม่หรือโรงเรียนด้วย เช่น การสอนเรื่องสมบัติผู้ดี การสอนเรื่องหน้าที่พลเรือนในบทบาทต่างๆ <span> </span>รวมทั้ง วรรณกรรม นวนิยายสมัยใหม่ วรรณคดี ในสมัยรัตนโกสินทร์ รวมไปถึงการได้รับอิทธิพลจากการเป็นผู้หญิงสมัยวิคตอเรียที่ร่วมสมัยในเวลานั้น ทำให้ลักษณะผู้หญิงที่ดีต้องรักษาพรหมจารี และรักนวลสงวนตัว </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบบทบาทความเป็นแม่ในสังคมอุษาคเนย์ดั้งเดิมกับสังคมตะวันตกสมัยวิคตอเรียที่มามีอิทธิพลมากขึ้นตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">5 <span lang="TH">จะเห็นว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผู้หญิงตะวันตกยุควิคตอเรียนั้นแม้จะมีอำนาจ หรือบทบาทเหนือลูกทุกอย่าง แต่ในทางสังคมส่วนรวม ผู้หญิงจะไม่มีบทบาทในการตัดสินใจอะไรเลย ทั้งที่ในสงครามของผู้ชายตะวันตก ผู้หญิงจะต้องมีบทบาทแทนผู้ชายที่ไปรบโดยต้องทำงานุกอย่างแทนที่ผู้ชาย แต่พอผู้ชายกลับมาจากสงครามก็มาเอาบทบาทนั้นคืนหมด ส่วนผู้หญิงก็กลับไปเป็นเพียงแม่บ้านเหมือนเดิม ภายหลังผู้หญิงจึงตระหนักว่า ทำไมตนเองไม่มีส่วนร่วมเลย การเรียกร้องสิทธิและส่วนร่วมต่างๆจึงเกิดขึ้นในสังคมตะวันตกซึ่งเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ถึงร้อยปีมานี้เอง บทบาทตรงนี้ต่างกันมากกับบทบาทของแม่ในสังคมอุษาคเนย์ดั้งเดิม</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">‘<span lang="TH">ความเป็นแม่</span>’ <span lang="TH">ของสังคมอุษาคเนย์จึงเป็นเรื่องของ </span>‘<span lang="TH">องค์ความรู้ของความเป็นแม่</span>’<span lang="TH"> ซึ่งมีบทบาทที่สำคัญต่อจิตสำนึกความเป็นมนุษย์ และสังคมไทยในก่อนยุคสมบูรณาญาสิทธิราชที่เคยให้ทั้ง </span>‘<span lang="TH">ความยกย่อง</span>’ <span lang="TH">และ </span>‘<span lang="TH">อำนาจ</span>’ <span lang="TH">อย่างทัดเทียมชาย </span><span> </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">อย่างไรก็ตาม จากความเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์ในเรื่องความเป็นแม่ทั้งจากความเป็นรัฐแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ศาสนาหรืออิทธิพลทางค่านิยมในสังคมตะวันตกยุควิคตอเรีย </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">‘<span lang="TH">ความเป็นแม่</span>’ <span lang="TH">ถูกทำให้มองว่าเป็นเรื่องของสัญชาตญาณติดตัวหรือเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่อง </span>‘<span lang="TH">องค์ความรู้</span>’ <span lang="TH">จึงทำให้ไม่มีอำนาจในสังคมปัจจุบัน ทั้งที่ </span>‘<span lang="TH">ความเป็นแม่</span>’<span lang="TH"> ในความจริงคือองค์ความรู้ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญมากต่อการสร้างมนุษยชาติ และผู้ชายเองก็ทำได้เพราะเป็นวัฒนธรรมที่เรียนรู้ได้ และมีผลการศึกษาที่น่าสนใจว่า พ่อที่เลี้ยงลูกคนเดียวก็สามารถมีพฤติกรรมทุกอย่างเหมือนแม่ สามารถเลี้ยงลูกได้ดีมากๆ เหมือนแม่</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">แต่ค่านิยมความเป็นแม่หรือความเป็นผู้หญิงในปัจจุบันถูกเน้นโดยอุดมการณ์ของรัฐ ทุกอย่างคือผลักภาระให้ผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงต้องออกมาทำงาน เพราะบอกว่าผู้หญิงนั้นมีหน้าที่ต้องดูแลครอบครัว เมื่อยากจน เมื่อมีปัญหาเศรษฐกิจ ผู้หญิงก็ต้องออกมาทำงานโรงงานหรือบริการรับจ้างต่างๆผู้หญิงที่เคยเป็นเจ้าของชุมชน หมู่บ้าน ที่ดิน จึงไม่มีอีกแล้ว เพราะฉะนั้นต้องกลับมาตั้งคำถามว่า ศักดิ์ศรีความเป็นผู้หญิงที่เราพูดมา มีอยู่หรือไม่ในระบบบริโภค ทุนนิยม เสรีนิยมและสังคมที่มี </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">‘<span lang="TH">วันแม่แห่งชาติ</span>’<span lang="TH">ทุกปี เวลานี้ยังมีเด็กผู้หญิงจำนวนมากและส่วนใหญ่ต้องมาทำงานรับจ้างเพื่อส่งเงินไปรองรับบ้านช่วยพ่อแม่ ซื้อที่ดิน กลบหนี้ ส่งน้องเรียน ส่งพี่ชายบวช แต่งงานหรือไปเป็นทหาร ซึ่งแม้จะมีผู้ชายที่รับผิดชอบแบบนี้เช่นกัน แต่สถิติเปรียบเทียบไม่ได้กับผู้หญิงที่มีรูปธรรมจำนวนมากที่แบกรับภาระครอบครัวและรับสภาพการกดดันเพราะการเกิดมาเป็นผู้หญิง</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ประเด็นนี้ รศ.ปราณี ได้กล่าวไว้ในช่วงท้ายของการเสวนาครั้งนั้นว่า </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span lang="TH">ปัจจุบันมีระบบโครงสร้างอะไร มีพื้นที่อะไรให้ความเป็นแม่และความเป็นผู้หญิงบ้าง เราเรียกร้องหาแม่ที่ดี เราเรียกร้องโครงสร้างของการสร้างมนุษย์ที่มีคุณภาพ แต่เรากลับมองว่าระบบความเชื่อเดิมที่ยกย่องเพศหญิง นิทานปรัมปราต่างๆ ที่ยกย่องเพศหญิงเป็นเรื่องที่งมงาย ดูถูกคนทรง ดูถูกแม่ชี ดูถูกงานการของผู้หญิงมาก ดูถูกการมีอารมณ์ของผู้หญิง ดูถูกวิธิคิดของผู้หญิง</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span lang="TH">ระบบอะไรที่รองรับความเป็นแม่ในสังคมปัจจุบัน ใครเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบแม่ ใครอยากรับแม่ลูกอ่อนทำงาน ใครสามารถรับผิดชอบในการเลี้ยงดูเด็กจนเติบโตมีอาชีพได้ในสังคม ความเป็นแม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ ในเมื่อสังคมทุกวันนี้เราประเมินทุกอย่างด้วยเงินโดยโยนความรับผิดชอบให้โรงเรียนอย่างเดียว</span> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span lang="TH">แต่สังคมไทยกลับมองเรื่องครอบครัวเป็นเรื่องเบาๆ ไร้สาระ น้ำเน่า เป็นเรื่องส่วนตัวที่สำคัญน้อยกว่าการเมือง เศรษฐกิจหรือเรื่องหุ้น หรือศาสนา แต่มนุษย์ทุกคนจะผ่านเรื่องน้ำเน่านี้ได้หรือ สิ่งที่ผู้หญิงสนใจจะมีคุณค่าต่ำไปหมด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ นิตยสาร การละคร ลิเก เพลง การสนใจเรื่องความงาม การที่ผู้หญิงสนใจเรื่องความสัมพันธ์ การเอาอกเอาใจ การรักใคร่เอาใจใส่ จนบางทีมันจุกจิกหยุมหยิมเกินไปจะถูกมองว่ามีคุณค่าต่ำ ทั้งหมดนี้เราจะเห็นภาพที่เป็นของผู้หญิงรวมทั้งความเป็นแม่ไม่มีคุณค่าในสังคมและมองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความรู้”</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><strong><span style="font-size:10pt;color:#0000ff;font-family:Tahoma;">แม่แห่งชาติ (สากล)</span></strong></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><strong></strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">สุดท้าย อยากจะขอกล่าวถึงวันแม่แห่งชาติในต่างประเทศที่ที่ได้รับการยอมรับอย่างค่อนข้างเป็นสากลด้วย </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></p>
<p> </p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">หลายประเทศในโลกก็มีวันแม่แห่งชาติเช่นกัน แต่จะระบุวันเวลาและเหตุผลหลากหลายกันไป แต่จะมีวันหนึ่งที่หลายประเทศเลือกนำไปใช้เป็นวันแม่แห่งชาติ อาจจะเป็นเพราะวันดังกล่าวมาจากการที่ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">‘<span lang="TH">แม่</span>’ <span lang="TH">ได้ทำในสิ่งที่มีความหมายไปในทางการ </span>‘<span lang="TH">ปกป้อง</span>’ <span lang="TH">รวมทั้งและต่อต้านความรุนแรงด้วยประสบการณ์จาก </span>‘<span lang="TH">สงคราม</span>’</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">วันดังกล่าวคือ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">‘<span lang="TH">ทุกอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคม</span>’ <span lang="TH">ประเทศที่ใช้วันนี้เป็นวันแม่แห่ชาติได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา</span>, <span lang="TH">ไต้หวัน</span>, <span lang="TH">สาธารณรัฐประชาชนจีน</span>, <span lang="TH">ญี่ปุ่น</span>, <span lang="TH">เดนมาร์ก</span>, <span lang="TH">ตุรกี</span>, <span lang="TH">นิวซีแลนด์</span>, <span lang="TH">เนเธอร์แลนด์</span>, <span lang="TH">บราซิล</span>, <span lang="TH">เบลเยียม</span>, <span lang="TH">เปรู</span>, <span lang="TH">ฟินแลนด์</span>, <span lang="TH">มอลตา</span>, <span lang="TH">เยอรมนี</span>, <span lang="TH">ลัตเวีย</span>, <span lang="TH">สโลวาเกีย</span>, <span lang="TH">สิงคโปร์</span>, <span lang="TH">ออสเตรเลีย</span>, <span lang="TH">ออสเตรีย</span>, <span lang="TH">อิตาลี</span>, <span lang="TH">เอสโตเนีย และฮ่องกง</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">วันแม่วันนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากกลุ่มผู้หญิงที่ทำงานรณรงค์ให้เกิดสันติภาพของบรรดาแม่ ที่ลูกสูญเสียลูกๆจากการสู้รบในสงครามกลางเมืองอเมริกัน ( ซิวิลวอร์ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">1861-65<span lang="TH"> เป็นสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐฝ่ายเหนือกับรัฐฝ่ายใต้ในอเมริกาซึ่งประทุขึ้นเพราะการประกาศเลิกทาสของอับราฮัม ลินคอน ซึ่งทำให้ฝ่ายใต้ซึ่งใชประโยชน์จากการทาสมากมายเพื่อทำการเกษตรกรรมประกาศอิสรภาพจนทำให้เกิดเป็นสงครามกลางเมือง)</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ต่อมา การสถาปนาให้วันอาทิตย์ที่ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">2 <span lang="TH">ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่ มาจากการที่ </span>‘<span lang="TH">อันนา จาวิส</span>’<span lang="TH"> แห่งเมืองฟิลาเดลเฟีย ซึ่งเป็นนักรณรงค์เพื่อสันติภาพได้รณรงค์เรียกร้องจนกระทั่งกลายเป็นกระแสสังคมที่แม้แต่ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐต้องประกาศให้วันนั้นเป็นวันแม่</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">‘<span lang="TH">อันนา</span>’<span lang="TH"> มีแม่เป็นผู้หญิงที่เรียกร้องสันติภาพในยุคที่อเมริกาบอบช้ำจากสงครามกลางเมืองอย่างมาก ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ แม่ของอันนาเคยเรียกร้องให้มีวันที่เรียกว่า </span>Mother’s Friendship Days <span lang="TH">เพราะสมัยนั้นผู้เป็นแม่ต้องสูญเสียลูกไปในสงครามกลางเมืองและมีชีวิตที่ระทม ทุกข์ วันแม่ในความหมายของเธอจึงเป็นการเรียกร้องให้ยุติสงครามและหันมาเชิดชูสันติภาพ </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">หลังจากเสียชีวิตไปแล้ว อันนาผู้เป็นลูกสาวก็สานต่ออุดมการณ์โดยเริ่มต้นจัดงานครบรอบการตายของ แม่ในโบสถ์แห่งหนึ่งในวันที่ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">10 <span lang="TH">พฤษภาคม ของปี </span>1908 <span lang="TH">เธอตกแต่งให้โบสถ์สว่างไสวไปด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาวซึ่งเป็นดอกไม้โปรดของแม่ ซึ่งเป็นเหตุผลของการนำคาร์เนชั่นขาวมาเป็นดอกไม้ สัญลักษณ์ของวันแม่แห่งชาติในเวลาต่อมา</span> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ปรากฏว่างานรำลึกถึงแม่ของอันนากลายเป็นงานที่ได้รับความสนใจจากสังคมมาก จนเธอตัดสินใจทำความฝันของแม่ให้เป็นจริงนั่นคือ สร้างวันที่เป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพขึ้นมาอย่างเป็น ทางการ เธอตระเวณจัดงานรณรงค์ไปทั่วประเทศด้วยเป้าหมายที่วางไว้ว่าต้องการให้รัฐบาลประกาศให้วันอาทิตย์ที่</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> 2 <span lang="TH">ของเดือนพฤษภาคมของทุกปีเป็นวันแม่แห่งชาติ อันนาไม่ต้องใช้เวลานาน เพราะความที่ </span>‘<span lang="TH">แม่</span>’ <span lang="TH">ถูกชูขึ้นมาเป็นจุดขายนั้น ไม่ว่าใครก็พร้อมซื้อไอเดียนี้ </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ปี </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">1910 <span lang="TH">รัฐเวสต์เวอร์จิเนียเป็นรัฐแรกที่ประกาศให้วันอาทิตย์ที่ </span>2 <span lang="TH">ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่ของรัฐ ปีถัดมา แทบทุกรัฐประกาศแบบเดียวกัน และนำมาสู่การประกาศของประธานาธิบดีวูดรอว์ วิลสัน ในปี </span>1914 <span lang="TH">ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสถาปนาวันแม่แห่งชาติอย่างเป็นทางการ</span> </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ส่วนในการปฏิบัติต่อกันในวันนี้นั้นจะเป็นเรื่องการมอบของขวัญเพื่อนำมาเซอร์ไพรส์ให้กลับแม่ โดยมีอีกที่มาอีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">Juliet Calhoun Blakeley<span lang="TH"> ซึ่งได้ริเริ่มรวมกลุ่มผู้หญิงที่ไม่สบายใจในการที่ผู้ไม่เห็นด้วยกับการรณรงค์ไม่ดื่มเหล้าได้มาชักจูงให้ลูกของพวกเธอเที่ยวกลางคืนจนการดื่มเหล้ากลายเป็นเรื่องปกติ <span> </span></span>Juliet Calhoun Blakeley<span lang="TH"> จึงรวบรวมเหล่าแม่ที่ที่ได้รับผลกระทบนี้มาเพื่อต่อต้าน ต่อมาเมื่อลูกชายของเธอทั้ง </span>2 <span lang="TH">คนโตขึ้น และได้ประกอบอาชีพเป็นเซลล์แมนเขาก็จะกลับมาเพื่อนำของขวัญมามอบให้เธอ และยังรณรงค์ให้ลูกค้าของเขาทำอย่างเดียวกันด้วย ทุกวันอาทิตย์ในสัปดาห์ที่สองของเดือนพฤษภาคม จึงกลายเป็นวันที่ลูกๆจะกลับไปมอบของขวัญให้กับแม่เพื่อระลึกถึงและตอบแทนพระคุณอันใหญ่หลวง</span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">11 <span lang="TH">ส.ค. </span>2550</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></span></p>
<p> </p>
<p> </p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><strong><span style="font-size:10pt;color:#0000ff;font-family:Tahoma;">ข้อมูลประกอบ </span></strong></span></p>
<p><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><strong></strong><strong></strong><span style="font-size:10pt;color:#000000;font-family:Tahoma;">ณัฐยา บุญภักดี <strong>คอลัมน์คิดต่างอย่างผู้หญิง</strong> หนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ศุกร์ที่ </span><span style="font-size:10pt;color:#000000;font-family:Tahoma;">18 <span lang="TH">สิงหาคม </span>2549</span><strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></strong><strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">คอลัมน์รู้ไปโม้ด</span></strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> โดยน้าชาติ ประชาชื่น</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">http://www.dharmastation.org/mcontent.php?id=<span lang="TH">6</span>&amp;PHPSESSID=<span lang="TH">279</span>b<span lang="TH">021</span>c<span lang="TH">181</span>f<span lang="TH">76</span>f<span lang="TH">0233</span>c<span lang="TH">2752223</span>da<span lang="TH">983</span></span></span></strong></span></p>
<h1 style="background:#f8fcff;margin:auto 0;"><span style="font-family:Tahoma;"><span style="font-size:10pt;" lang="EN"><span style="font-family:Verdana;">Mother’s Day ( </span> United States)<span style="font-weight:normal;font-size:10pt;" lang="EN"> From Wikipedia</span></p>
<h1 style="background:#f8fcff;margin:auto 0;"><span style="font-size:10pt;"><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Mother's_Day_(United_States)"><span style="font-family:Verdana;">http://en.wikipedia.org/wiki/Mother%27s_Day_%28United_States%29</span></a></span></h1>
<p>โดย <strong><span style="color:#ff6600;">จันทร์ในบ่อ</span></strong></p>
<p> </p>
<p></span></span></h1>
<img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/categories/archaeo45.wordpress.com/68/" /> <img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/tags/archaeo45.wordpress.com/68/" /> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/archaeo45.wordpress.com/68/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/archaeo45.wordpress.com/68/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/archaeo45.wordpress.com/68/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/archaeo45.wordpress.com/68/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/archaeo45.wordpress.com/68/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/archaeo45.wordpress.com/68/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/archaeo45.wordpress.com/68/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/archaeo45.wordpress.com/68/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/archaeo45.wordpress.com/68/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/archaeo45.wordpress.com/68/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=archaeo45.wordpress.com&blog=651760&post=68&subd=archaeo45&ref=&feed=1" /></div>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://archaeo45.wordpress.com/2008/08/12/%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ปราสาทพระวิหาร :มองจากมุม ‘วิชาการ’ ไม่เกี่ยวกับ ‘ดินแดน’  ปัญหาคือความน่าเชื่อถือของ ‘ยูเนสโก’ และน้ำยากระทรวงต่างประเทศ</title>
		<link>http://archaeo45.wordpress.com/2008/08/06/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://archaeo45.wordpress.com/2008/08/06/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a1%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 06 Aug 2008 02:30:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>thongnoi</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[Archaeo Knowledge]]></category>

		<category><![CDATA[Archaeo politics]]></category>

		<category><![CDATA[พระวิหาร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://archaeo45.wordpress.com/?p=62</guid>
		<description><![CDATA[๑
“ไม่ข้องใจคนกัมพุชา แต่ข้องใจกรรมการมรดกโลก และกระบวนการ ไม่เป็นมรดกโลกก็ได้ เพราะมันเหมือนป้ายเชลล์ชวนชิมเท่านั้น มันเหมือนการยืนยันว่ามีการจัดการที่ดี ซึ่งการจัดการที่ดีไม่ต้องเป็นมรดกโลกก็ได้ แต่วิธีการไม่ตรงไปตรงมา เพราะถ้าตรงไปตรงมา ประเทศเช่นพม่าควรได้มรดกโลกตั้งนานแล้วทำจึงไม่ได้ และอย่าให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อทางการเมือง” ศ.ดร. สันติ เล็กสุขุม ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 
 
๒
“ถ้าจะจัดการได้ไม่ต้อมีเส้นแดน เพราะมีมรดกหลายประเทถูกคุ้มครองดดยหลายประเทศ แต่พออยู่ที่รัฐพูดเรื่องอธิปไตย แต่เราไม่ได้พูดว่าสิ่งที่เราจะปกปักรักาเป็นสิ่งร่วมกัน ชุมชนก็ไม่เคยได้มีส่วนร่วมเลย พอครอบครองแล้วเขาต้องเสียเงินเข้าไปทั้งที่เมื่อก่อนเขาเข้าไปเคารพบูชาได้ ถ้าหยิบประเด็นดินแดนมาพูดก้ทะเลาะ เพราะอ้างแผนที่คนละฉบับ และเราต้องเข้าใจแผนที่กัมพูชาเพราะเป้นแผนที่ที่เคยใช้ชนะในศาลดลกมาแล้ว ในขณะที่ไทยก้เคยทำสัญญากับฝรั่งเศสจึงเป้นพื้นที่ทับซ้อน ที่กัมพุชาคิดก็ถูก ที่ไทยคิดมันก็ถูก ถ้าเอาการเมืองน้อยลง เอาวิชาการมากขึ้น เอาสติ เอาความรู้ เอาปัญญามาไตร่ตรองก็ไม่มีปัญหา” พิสิฐ เจริญวงศ์
 
๓
“ดีใจที่ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่มันควรยิ่งใหญ่กว่านี้ คุณค่าควรต้องร่วมกัน” ภารณี สวัสดิรักษ์
 
ความเห็นต่อกรณีเขาพระวิหารหลังการเสวนา
 
 
 
000
 
กรณีเขาพระวิหารยังคงเป็น ‘ความเมือง’ ของสองประเทศที่มีการเมืองภายในอันซับซ้อน และสิ่งที่ถูกนำเสนออย่างต่อเนื่องคือความทับซ้อนในเรื่อง ‘ดินแดน’ ในขณะที่ความเป้นหรือไม่เป็นมรดกโลกนั้นคือเรื่องการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมของมนายชาติที่ไม่อาจเอ่ยอ้างความเป้นเจ้าของได้แต่อย่างใด ในขณะเดียวกันสิ่งที่ไม่เคยถูกนำมามองเลยกลับเป้นเรื่องของ ‘วิชาการ’ 
 
แม้ว่ากรณีมรดกโลก จะทำให้ต้องมาถกกันอีกครั้งในแง่ของ ‘ความเมือง’ เชิง ‘ดินแดน’ และในแง่กฎหมายที่ทำให้รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศต้องสังเวยสถานการณ์และวิกฤติตุลาการไปแล้วก็ตาม ในแง่การตีความกฎหมายมาตรา 190 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class='snap_preview'><br /><p class="MsoNormal" style="text-align:center;margin:0;" align="center"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">๑</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span lang="TH">ไม่ข้องใจคนกัมพุชา แต่ข้องใจกรรมการมรดกโลก และกระบวนการ ไม่เป็นมรดกโลกก็ได้ เพราะมันเหมือนป้ายเชลล์ชวนชิมเท่านั้น มันเหมือนการยืนยันว่ามีการจัดการที่ดี ซึ่งการจัดการที่ดีไม่ต้องเป็นมรดกโลกก็ได้ แต่วิธีการไม่ตรงไปตรงมา เพราะถ้าตรงไปตรงมา ประเทศเช่นพม่าควรได้มรดกโลกตั้งนานแล้วทำจึงไม่ได้ และอย่าให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อทางการเมือง</span>” <span lang="TH">ศ.ดร. สันติ เล็กสุขุม ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:center;margin:0;" align="center"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">๒</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span lang="TH">ถ้าจะจัดการได้ไม่ต้อมีเส้นแดน เพราะมีมรดกหลายประเทถูกคุ้มครองดดยหลายประเทศ แต่พออยู่ที่รัฐพูดเรื่องอธิปไตย แต่เราไม่ได้พูดว่าสิ่งที่เราจะปกปักรักาเป็นสิ่งร่วมกัน ชุมชนก็ไม่เคยได้มีส่วนร่วมเลย พอครอบครองแล้วเขาต้องเสียเงินเข้าไปทั้งที่เมื่อก่อนเขาเข้าไปเคารพบูชาได้ ถ้าหยิบประเด็นดินแดนมาพูดก้ทะเลาะ เพราะอ้างแผนที่คนละฉบับ และเราต้องเข้าใจแผนที่กัมพูชาเพราะเป้นแผนที่ที่เคยใช้ชนะในศาลดลกมาแล้ว ในขณะที่ไทยก้เคยทำสัญญากับฝรั่งเศสจึงเป้นพื้นที่ทับซ้อน ที่กัมพุชาคิดก็ถูก ที่ไทยคิดมันก็ถูก ถ้าเอาการเมืองน้อยลง เอาวิชาการมากขึ้น เอาสติ เอาความรู้ เอาปัญญามาไตร่ตรองก็ไม่มีปัญหา</span>” <span lang="TH">พิสิฐ เจริญวงศ์</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:center;margin:0;" align="center"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">๓</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">“<span lang="TH">ดีใจที่ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่มันควรยิ่งใหญ่กว่านี้ คุณค่าควรต้องร่วมกัน</span>” <span lang="TH">ภารณี สวัสดิรักษ์</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:right;margin:0;" align="right"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ความเห็นต่อกรณีเขาพระวิหารหลังการเสวนา</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:center;margin:0;" align="center"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">000</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:center;margin:0;" align="center"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">กรณีเขาพระวิหารยังคงเป็น </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">‘<span lang="TH">ความเมือง</span>’ <span lang="TH">ของสองประเทศที่มีการเมืองภายในอันซับซ้อน และสิ่งที่ถูกนำเสนออย่างต่อเนื่องคือความทับซ้อนในเรื่อง </span>‘<span lang="TH">ดินแดน</span>’ <span lang="TH">ในขณะที่ความเป้นหรือไม่เป็นมรดกโลกนั้นคือเรื่องการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมของมนายชาติที่ไม่อาจเอ่ยอ้างความเป้นเจ้าของได้แต่อย่างใด ในขณะเดียวกันสิ่งที่ไม่เคยถูกนำมามองเลยกลับเป้นเรื่องของ </span>‘<span lang="TH">วิชาการ</span>’ </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">แม้ว่ากรณีมรดกโลก จะทำให้ต้องมาถกกันอีกครั้งในแง่ของ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">‘<span lang="TH">ความเมือง</span>’ <span lang="TH">เชิง </span>‘<span lang="TH">ดินแดน</span>’ <span lang="TH">และในแง่กฎหมายที่ทำให้รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศต้องสังเวยสถานการณ์และวิกฤติตุลาการไปแล้วก็ตาม ในแง่การตีความกฎหมายมาตรา </span>190 <span lang="TH">ยังคงเป็นข้อกังขาในความถูกต้องตามหลักวิชาการ อย่างไรก็ตามในการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกปราสาทพระวิหาร นักวิชาการจากฝั่งไทยก็ยังคงเรียกร้องความถูกต้องทางวิชาการอย่างเงียบงัน</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ในกรณีดังกล่าว นักวิชาการไทย </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-align:center;margin:0;" align="center"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">รศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ กล่าวว่า ข้อโต้แย้งทางวิชาการนี้มาจากการนำเสนอหลักฐานของทางกัมพูชาในการนำเสนอที่ ไครซ์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ พ.ศ. </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">2550 <span lang="TH">ไม่ตรงกับการนำเสนอหลักฐานที่ ควิเบก พ.ศ.<span>  </span></span>2551 <span lang="TH">ข้อมูลทางวิชาการท่จะกล่าวถึงนี้มาจากการสำรวจทางโบราณคดี หลังการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ นิวซีแลนด์ ทางกระทรวงต่างประเทศ (รัฐบาลสุรยุทธ์)ได้มอบหมายให้ทำข้อมูลเพื่อใช้เป็นข้อแย้งตามเงื่อนไขที่ต้องการให้กัมพูชาเจรจากับไทยเรื่องความทับซ้อนในพื้นที่เขาพระวิหารที่ทางกันพูชาขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว และกัมพูชาต้องการหลักฐานว่าไทยรับรอง</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ทางกรมศิลปากรได้ทำข้อมูลสำเร็จเมื่อปลายปี </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">2550 <span lang="TH">ในขณะที่มีการเปลี่นรัฐบาล (นายสมัคร สุนทรเวช) อย่างไรก็ตาม ด้วยระเบียบราชการทำให้ไม่มีการเผยแพร่ ทั้งนี้มีการประชุมหลังการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอีกครั้ง โดยตัวแทนผู้เข้าร่วมประชุมจากกระทรวงการต่างประเทศได้เปลี่ยนคน และเมื่อทางฝ่ายวิชาการนำเสนอ ทางกระทรวงต่างประเทศยืนยันว่าเป้นข้อมูลที่ดี แต่ไม่ต้องรีบนำเสนอ ให้ครบอีก </span>2 <span lang="TH">สัปดาห์ ซึ่งผ่านการประชุมมรดกที่ ควิเบก แคนาดา ไปแล้วจึงค่อยนำเสนอ และอีก </span>2 <span lang="TH">ปี จึงค่อยนำข้อมูลนี้มาใช้</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ข้อมูลทางวิชาการที่นำเสนอไปนั้น มีข้อสังเกตว่า </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ICOMOS <span lang="TH">สากล (องค์กรที่ปรึกษาทางวิชาการของ </span>UNESSCO<span lang="TH">) เบี่ยงประเด้นทางวิชาการและใช้คำที่ไม่เป้นกลางที่เป้นประโยชน์แก่ทางกัมพูชา</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ประการแรก หลักฐานที่กัมพูชาใช้ในการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกคือ มีชุมชนในพื้นที่ประเทศกัมพูชาใช้ปราสาทพระวิหารเป็นศูนย์กลางจักรวาล(โบราณ) ซึ่งในความเป้นจริงชุมชนที่กล่าวถึงนั้นเป้นชุมชนสมัยบายน (พุทธศตวรรษที่ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">18 <span lang="TH">นับถือศาสนาพุทธ นิกายมหายาน) ในขณะที่ปราสาทพระวิหารสร้างขึ้นในสมัยปาปวน ( พ.ศ.</span>1581<span lang="TH">) และเป็นศานสถานที่สร้างในลัทธิไศวนิกาย มีจารึกที่ระบุว่า พระเจ้าสุริยวรมันที่ </span>1 <span lang="TH">มาปกครอง ซึ่งบริเวณนี้เป็นพื้นที่ของกลุ่มคนผิวดำที่เคยก่อกบฎบ่อยๆ เป็นดินแดนนอกเขตพระนครจึงได้สร้างศาสนสถานไว้ให้ภักดีและปกครองได้รุ่นเดียว หลักฐานที่พบล้วนเกี่ยวข้องกับไศวนิกาย ซึ่งเป้นการสร้างศาสนสถานเพื่ออ้างอิงกับเขาพระสุเมรุหรือเขาไกรลาสที่อยู่ของพระศิวะที่สัมพันธ์กับศาสนาฮินดู</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ในขณะที่ชุมชนที่กล่าวถึงในรายงานของ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ICOMOS <span lang="TH">สากล ระบุว่า ชุมชนในกัมพูชา (สมัยบายน) ใช้เขาพระวิหารเป็นศูยนย์กลางจักรวาล และใช้สระน้ำ รวมทั้งมองไปทางเขาพระวิหารจะเห็นเป้นห้ายอดเหมือนเขพระสุเมรุ อย่างไรก็ตาม โบราณสถานที่พบบริเวณนั้นเป้นสมัยบายนซึ่งสร้างที่หลังและเป็นอโรคยาศาล (ที่รักษาโรค) พื้นที่อาจจะเป็นป่า </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">เมื่อกล่าวถึงความสัมพันืของเขาพระวิหารกับชุมชนโบราณ จากการสำรวจพบศิวลึงค์บนลานหินและมีลำห้วยเล็กๆที่เส้นแบ่งดินแดนชั่วคราวในปัจจุบัน มองจากศิวลึงค์ไปจะเห็นยอดปราสาท ซึ่งในสมัยโบราณจะมีสายน้ำที่ไหลจากปราสาทมาผ่านศิวลึงค์เป้นสายน้ำศักดืสิทธิ์ เหมือนที่พนมกุเลนต้นน้ำเสียมเรียบ (กบาลสเปรียญ มีศิวลึงค์เล็กๆมากมายในลำธาร) มีภาพสลักนารายณ์บรรทมสินธุ์มากมายในสายน้ำ เป็นสายน้ำศักดิ์สิทธืที่พิธีกรรมสรงน้ำตามธรรมชาติแล้วและไหลไปยังเมืองพระนคร</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">น้ำจากเขาพระวิหารจะไหลไปลงที่สระตราวแหล่งเก็บน้ำไว้สำหรับศาสนสถานและชุมชนที่อยู่รอบๆและชุมชนที่อยู่เบื้องล่าง ( พบหลักฐานบนพื้นที่ราบฝั่งไทยมีชุมชน) สายน้ำที่ผ่านศิวลึงค์คือพิธีกรรมทางศาสนาตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้นสายน้ำคือตัวกำหนดได้ว่าผุ้ที่ใช้สายน้ำศักดิ์สิทธิ์คือชุมชนที่สายน้ำไปถึง</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">จากภาพถ่ายทางอากาศจะพบว่าสายน้ำจากสระตราวได้ไหลไปรวมกันที่อ่างเก้บน้ำขนาดใหญ่ ปุจจุบันเรียกโนนหนองกะเจาและบริเวณใกล้เคียง จากการสำรวจทางโบราณคดีพบว่ามีชุมชนอยู่รอบๆ จากหลักฐานที่พบคือเครื่องถ้วยเป็นแบบเขมรที่ใช้ร่วมสมัยกับปราสาท</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ทั้งนี้ เมื่อพระเจ้าสุริยวรมันมาปกครองก้ให้เปลี่ยนชื่อเป็นทุ่งกุรุเกษตร สอดคล้องกับความเชื่อในมหากาพย์มหาภารตะตามคตฮินดู </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ในประเด้นที่เกี่ยวกับบันไดทางขึ้นซึ่งอยู่ด้านเหนือตามการวางตัวของสันเขาสอดคล้องกับชุมชนที่อยู่เบื้องล่างที่ต้องเดินทางขึ้นไปทำพิธีกรรมจากทางด้านหลักนี้ เพราะแนวคิดในการสร้างศาสนสถานบนยอดเขาทางเดินจะมีเสานางเรียง มีการยกระดับเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นมีโคปุระ มีสะพานนาค แสดงให้เห็นถึงแนวความคิดในการก่อสร้างว่าเป็นสะพานสายรุ้งที่ทอดผ่านจากโลกมนุษย์ไปสู่สวรรคืคือยอดเขาพระสุเมรุ ดังนั้นทางขึ้นด้านหน้าจึงเป็นทางหลักและแสดงให้เห็นถึงชุมชนที่ใช้เส้นทาง</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ในจารึกกล่าวถึงชุมชนที่อยู่ที่ราบตามเชิงเขา ส่วนที่ว่ามีเส้นทางขึ้นทางด้านอื่นๆ เช่น ทิศตะวันออก (ขึ้นมาจากเขมรต่ำ) ก็อาจเป้นไปได้ คงใช้สำหรับพวกพราหมณ์หรือข้าทาสที่ขนของสำหรับทำนุบำรุงศาสนสถานหรือใช้สำหรับทำพิธีกรรม หรืออาจจะเป็นเส้นทางที่ตัดใหม่ขึ้นในสมัยหลังสำหรับผู้ขึ้นมาทำพิธีกรรม แต่เส้นทางที่สำคัญคือทางขึ้นด้านหน้าที่ถูกต้องตามประเพณีในกรณีที่มีพิธีกรรมทางศาสนา</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ดังนั้น<strong> การขึ้นทะเบียนเฉพาะปราสาทเท่ากับการตัดขาดระหว่างศาสนสถานกับผู้ใช้ที่อยู่ข้างล่างออก ซึ่งเป้นการเบี่ยงเบนประเด้นและไม่ใช้ข้อมูลวิชาการ นอกจากนี้การประกาศขึ้นทะเบียนมรดกดลกยังสามารถประกาศขึ้นพร้อมกันได้ กลุ่มชนกลุ่มนี้คือผู้ที่สร้างและเป้นผู้ใช้ศาสนสถานอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นถ้ามีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป้นมรดกโลกเฉพาะส่วนตัวปราสาทจะทำให้ขาดองค์ประกอบสำคัญคือ </strong></span><strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">‘<span lang="TH">คน</span>’<span lang="TH"> ที่เป็นผู้สร้างและผู้ใช้ศาสนสถานนี้ ไม่ครบตามหลักเกณพืของ </span>UNESSCO <span lang="TH">ที่ขาดความเป้นของแท้ดั้งเดิม ดังนั้นควรมีการพิจารณาการขึ้นทะเบียนมรดกดลกร่วมกันดดยไม่มีเส้นดินแดนมาแบ่ง ต้องมีการทบทวนเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนมรดกโลกใหม่ว่า ต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ คุณค่าความเป็นสากลในแง่ภูมิทัศน์วัฒนธรรม (</span>outstanding universal value of culture landscape<span lang="TH">) ความแท้จริงและดั้งเดิมของโบราณสถานนั้นๆ (</span>authenticity<span lang="TH">) และสุดท้ายต้องมีองค์ประกอบที่ครบถ้วนของแหล่งโบราณสถาน (</span>integrity<span lang="TH">)</span></span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></strong></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ตามด้วยเหตุนี้ </span></strong><strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">UNESSCO <span lang="TH">และคณะกรรมการมรดกโลกจึงยังไม่ควรขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตามข้อเสนอของกัมพุชาฝ่ายเดียว เพราะจะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาตลอดไป ตัวปราสาทพระวิหารเองก้จะไม่สมบูรณ์เพราะถูกตัดขาดระหว่างศาสนสถานกับคนผู้ใช้ศาสนสถาน ความเป้นมรดกโลกก็ไม่สมบูรณ์ ตามเหตุผลทางวิชาการดังกล่าวข้อเสนอที่ควรพิจารณาเป้นทาออกและเพื่อไม่ให้เกิดกรรีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาคือการขึ้นทะเบียนร่วมกัน จะทำให้เกิดความสมบูรณ์ทั้งตัวปราสาทและผู้ใช้ศาสนสถานแห่งนี้ ซึ่มีตัวอย่างในประวัติมรดกดลกหลายแห่งที่ทำได้ และจะเป้นภาพพจน์อันดีของคณะกรรมการมรดกโลกและองค์การสหประชาชาติที่เป้นองค์กรระหว่างประเทศในการประสานประโยชน์ของชาวดลก ไม่ใช่กระทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ก่อให้เกิดความขัดแยงกัน และที่สำคัญคือไม่ควรนำมาใช้เป็นประเด้นทางการเมืองหือแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งจะทำให้คุณค่าและมูลค่าของปราสาทพระวิหารตกต่ำลง </span></span></strong><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">(ส่วนที่เน้นความเป้นการเรียบเรียงเพิ่มเติมจาก รศ.ดรซศักดิ์ชัย สายสิงห์.ความเห้นแย้งในกรณีกัมพูชาขอขินทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก.เอกสารประการการนำเสนอในโครงการสนทนาวันศุกร์ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">: <span lang="TH">ปราสาทพระวิหาร ความข้อใหม่ทางวิชาการที่กัมพูชาและยูเนสโกขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก </span>11 <span lang="TH">ก.ค. </span>2551 <span lang="TH">)</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ภารณี สวัสดิรักษ์ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ICOMOS <span lang="TH">ไทย กล่าวว่า กัมพูชาได้ขอขึ้นทะเบียนเขาพะวิหารฝ่ายเดียวมาตั้งแต่ พ.ศ. </span>2535 <span lang="TH">และใช้เอกสารเดียวกันนำเสนอในการประชุมคณะรรมการมรดกโลกที่ ไครซ์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ในปี </span>2550 <span lang="TH">ที่ประชุมมีมติว่า ต้องเป้นการร่วมมือกันของทั้ง </span>2 <span lang="TH">ประเทศ เพราะพรมแดนติดกันเพราะกัมพุชาได้ยื่นทะเบียนขอเป็นแหล่ง จึงต้องมีแผนการบริหารจัดการ่วมกัน และไทยต้องมี </span>Active Support <span lang="TH">ต่อการยื่นขอของกัมพูชา ซึ่งแผนดังกล่าวต้องทำก่อนมีการประชุมที่ควิเบก ประเทศแคนาดา พ.ศ. </span>2551</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ต่อมา </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ICOMOS <span lang="TH">ไทยได้ทำเอกสาร </span>1 <span lang="TH">ชิ้น โดยให้วามเห้นว่าหากกัมพุชายื่นขอเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียวจะทำให้เป้นมรดกโลกที่ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ และได้ทำแผนบริหารจัดการเขาพระวิหารในพื้นที่ประเทศไทย มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมการไว้ในการประชุมที่ ควิเบก มองค์ประกอบชุมชนและประวัติศาสตร์ที่จะทำให้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมติคณะกรรมการมรดกโลกที่ไครซ์เชิร์ต</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"><span> </span><span lang="TH">นอกจากนี้ข้าราชการจากไทยและตัวแทน </span>ICOMOS <span lang="TH">เดินทางไปกัมพูชาเพื่อยื่นร่วมบริหารจัดการ ทางกัมพูชาแสดงท่าทีปฏิเสธในการประชุมที่เสียมเรียบ ทางด้าน </span>ICOMOS <span lang="TH">สากลส่งผู้เชี่ยวชาญมาประเมิน อย่างไรก้ตาม ทาง </span>ICOMOS <span lang="TH">ไทยเห้นว่าข้อมูลทางประวัติศาสตร์โบราณคดีที่ผู้เชี่ยวชาญ </span>ICOMOs <span lang="TH">สากลนำเสนอไม่ถูกต้อง แต่ทำเพื่อให้กัมพูชาสามารถยื่นจดทะเบียนมรดกโลกได้ ซึ่งการเป็นมดกโลกได้ต้องมี </span>outstanding universal value <span lang="TH">เป็นองค์ความรู้ที่ไม่ควรบิด (ดังที่เสนอไปแล้วโดย รศ.ดร.ศักดิชัย)ทาง </span>ICOMOS <span lang="TH">ไทยจึงขอถอนตัวอย่างเป็นทางการ และไม่มี </span>Active Support <span lang="TH">ในเรื่องการทำงานวัฒนธรรมจากฝ่ายไทย และกลับมาทำแผนการบริหารจัดการเฉพาะในพื้นที่ประเทศไทย ดังนั้นจึงเห้นว่าคณะกรรมการมรดกดลกควรชะลอและควรเคารพหลักเกณฑ์ที่ตัวเองตั้งไว้ในการต้องทำงานร่วมกับประเทศไทย</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">นอกจากนี้ ในการนำเสนอข้อมูลทางกัมพูชานำเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียวในขณะที่ยังมีพื้นที่ทับซ้อนอยู่จึงควรต้องมองพื้นที่เชื่อมโยง การตีความเนื้อหาทางประวิศาสตร์นั้นทางนักวิชาการไทยมองว่าไม่ถูกต้องเพราะกัมพุชามองว่าเป็นศาสนสถนเกี่ยวกับพุทธ แต่เขาพระวิหารเป้นศาสนสถานในฮินดู จึงเป็นองค์ความรู้ที่ไม่ถูกต้องและจะถูกโต้แย้งในอนาคต </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">อย่างไรก้ตาม การลงนามในแถลงการณ์ร่วมโดยกระทรวงการต่างประเทศก็เกิดขึ้น ซึ่งนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในขณะนั้นได้ลงนามในลักษณะ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">Active Support <span lang="TH">ในขณะที่ </span>Activ Support <span lang="TH">ทางวัฒนธรรมยังไม่เกิดขึ้น นอกจากนี้ นายนพดลยังกล่าวว่าทางกัมพูชาได้ขอขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาท ในขณะที่เอกสารที่กัมพูชายื่นที่ควิเบกนั้นยังเป็นเอกสารเดิที่ยื่นที่ไครซืเชิร์ตซึ่งยื่นขอขึ้นทะเบียนนเป็นแหล่ง และใช้แถลงการณ์ร่วมมาประกอบด้วย และกัมพูชาไม่ได้บอกว่าทาง </span>ICOMOS <span lang="TH">ไม่ยอมรับการประเมินทางวิชาการ ทั้งหมดจึงเป้นคำถามที่มีต่อ </span>‘<span lang="TH">คณะกรรมการมรดกโลก</span>’ <span lang="TH">ซึ่งกัมพุชาได้อ้าง แถลงการร่วมเป็น </span>Active Support <span lang="TH">โดยยังไม่มีกาแก้ไขเนื้อหาที่ฝ่ายไทยกังขาซึ่งผิดกติกาข้อมบังคับที่ต้องทำให้ถูกต้องก่อนการพิจารณา และไม่ใช่ว่าคณะกรรมการมรดกดลกจะไม่รับรู้</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือเมื่อได้รับการขึ้นทะเบียนเป้นมรดกดลกแล้ว ทางกัมพูชาจะต้องยื่นแผนการบริหารจัดการ ซึ่งไทยเป็นภาคีและมีความร่วมมือในกาบริหารจัดการ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">7 <span lang="TH">ประเทศ คำถามในอนาคตคือเราจะร่วมมือได้อย่างไรเพราะไม่รู้ว่าพื้นที่จัดการอยู่ตรงไหนบ้าง ความร่วมมือทางวัฒนธรรมก้ยังไม่ได้เห็นชอบ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">การปฏิเสธการยื่นร่วมเป้นมรดกของไทยถูกคณะกรรมการมรดกโลกปฏิเสธเป้นเรื่อง </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">2 <span lang="TH">มาตรฐาน เพราะถูกมองว่าเสียเวลาในการพิจารณา จึงอยากตั้งคำถามว่ามีการเมืองในเรื่องมรดกทางวัฒนะรรมด้วยหรือไม่ และ </span>7 <span lang="TH">ประเทศที่จะเข้ามาร่วมบริหารมีเบื้องหลังอย่างไร หากดำเนินการด้วย </span>7 <span lang="TH">ประเทศและไทยแพ้ในการโหวตจะเป้นอย่างไร ประเด้นนี้ไม่ใช่มาตร </span>190 <span lang="TH">แต่เป้นเรื่องที่รัฐจะต้องให้ข้อมูลต่อประชาชน</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ดังนั้น การที่ไทยเป้นอนุภาคีมันสามารถตั้งคำถามกัมพุชาได้ ไม่ใช่บอกเหมือนที่นายปองพล อดิเรกสาร บอกแค่เขาให้มาถามว่าจะร่วมหรือไม่ ไม่ใช่การตอบแค่ไทยจะ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">Say Yes <span lang="TH">หรือ </span>No <span lang="TH">แต่ต้องตั้งคำถามต่อความโปร่งใสชัดเจน</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ในช่วงการรอเวลาการยื่นนำเสนอแผนบริหารจัดการ คิดว่าแผนบริหารจัดการของ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ICOMOS <span lang="TH">ไทย มีน้ำหนักมีข้อมุลทางวิชาการ ซึ่งมีโอกาสในการมีส่วนร่วมในพื้นที่ประเทศไทย ทั้งนี้คำว่า </span>‘<span lang="TH">ส่วนร่วม</span>’<span lang="TH"> กับ การยื่นเป้นมรดกโลกทีหลัง มีนัยยะต่างกัน เพราะการยื่นทีหลังมันต้องอ้างอิงตัวปราสาทพระวิหารและอาจเป้นนัยยะที่อาจนำไปสู่การเสียเปรียบเรื่องเขตดินแดน และอาจมีการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาแทรกแซง ดังนั้น ในการร่วมมือเรามีสิทธิในการตั้งคำถามไม่ใช่แค่การ </span>Say Yes <span lang="TH">หรือ </span>No<span lang="TH"> ในการประชุมมรดกดลกที่ผ่านมาความเห็นในเรื่องคุณค่าทางวัฒนธรรมไม่ถุกนำเสนอเลย และมรดกดลกจะถูกทำร้ายถ้าเรานำการเมืองมาตัดสินใจ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<table class="MsoTableGrid" style="border-collapse:collapse;" border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td style="width:426.1pt;background-color:transparent;border:windowtext 1pt solid;padding:0 5.4pt;" width="568" valign="top">
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">พิสิฐ เจิรญวงศ์</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">หลายแหล่งมรดกโลกมีปัญหาเพราะมักเรียกอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ (</span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">Convention ConCerning the Protection of World Cultural and Natural<span lang="TH">) กันสั้นๆโดยตัดคำว่า </span>‘<span lang="TH">คุ้มครอง</span>’ <span lang="TH">ออกทั้งในภาษาไทยและภาษาอังกฤษเป็นเรียกว่า อนุสัญญมรดกโลก (</span>World Heritae Convention<span lang="TH"> ) ซึ่งรัฐภาคีต้องมีหน้าที่คุ้มครองแหล่งนั้นๆห้านที่สุดเพราะมีคุณค่าสูงและสำคัญต่อมนุษยชาติไม่ใช่ตักตวงผลประโยชน์อย่างที่เข้าใจ และไม่มีข้อไหนในอนุสัญญาบอกว่าทำอะไรก็ได้ แต่พอตัดคำว่า </span>‘<span lang="TH">คุ้มครอง</span>’ <span lang="TH">ออกก้จะเอาประโยชน์กันท่าเดียว หลยแหล่งมีปัญหาเพราะใช้เป้นแหล่งท่องเที่ยว</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ในการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกดลกนั้น สิ่งที่รัฐภาคีต้องปฏิบัติเป้นประการแรกคือ การมีส่วนร่วมของประชากรทุกภาคส่วน ต้องส่งเสริมให้ประชาชนชื่นชมและเคารพแหล่งมรดกโลกโดยเฉพาะการให้ความรู้ละการศึกา ขณะเดียวกันรัฐต้องแจ้งให้ประชาชนราบถึงภัยคุกคามมรดกโลกทั้งจากภัยธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ที่ลักลอบทำลาย และต้องมีความรับผิดชอบต่อภาคีสมาชิก</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">แนวปฏิบัติก่อนขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกนั้น จะต้องเตรียมรายชื่อชั่วคราวว่าจะยื่นอะไรบ้าง พร้อมเหตุผล การเตรียมรายชื่อทุกภาคส่วนต้องได้รับการหารือและทำงานร่วมกันตั้งแต่ผู้จัดการแหล่ง หน่วยปกครองส่วนท้องถิ่น ภูมิภาค ชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชน และกลุ่มองค์กรที่สนใจ และในข้อ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">123 <span lang="TH">ได้เตือนว่าต้องมีคนในท้องถิ่นเข้าร่วมด้วย เหตุผลเพื่อให้คนมีความรู้ในกาทำงานดูแลรักาด้วย อย่างไรก้ตาม ที่ผ่านมาไม่เคยมีประเทศไหนทำเลย ไม่ว่าไทยหรือกัมพูชา และหลายประเทศก็ละเลย</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ทั้งนี้แม้ว่าอนุสัญญานี้เป็นของ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">UNESSCO <span lang="TH">แต่ความจริงแล้วอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการมรดกโลกที่ </span>UNESSCO <span lang="TH">วางไว้ให้เป็นผู้พิจารณา อนุสัญญานี้เกิดขึ้นในปี </span>2515 <span lang="TH">ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีการขึ้นทะเบียนครั้งแรกใน พ.ศ. </span>2521 <span lang="TH">มีมรดกโลก </span>8 <span lang="TH">แห่ง ล่าสุดในการประชุมวันที่ </span>21 <span lang="TH">ก.ค. </span>2551<span lang="TH"> มีมรดกดลก </span>878 <span lang="TH">แหล่ง จากประเทศภาคี </span>185 <span lang="TH">ประเทศ โดยมี </span>40 <span lang="TH">ประเทศไม่มีแหล่งมรดกโลก ส่วนหนึ่งพราะไม่มีใครช่วยศึกาและเตรียมข้อมูลนำเสนอ</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">สำหรับประเทศไทย มีมรดกโลก </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">5 <span lang="TH">แหล่ง <span> </span>เป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรม </span>3 <span lang="TH">แหล่งได้แก่ </span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent:-18pt;margin:0 0 0 36pt;"><span style="font-size:10pt;"><span><span style="font-family:Times New Roman;">-<span style="font-family:&quot;">          </span></span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง (ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร)</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent:-18pt;margin:0 0 0 36pt;"><span style="font-size:10pt;"><span><span style="font-family:Times New Roman;">-<span style="font-family:&quot;">          </span></span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">นครประวัติศาสตร์อยุธยาและเมืองที่เกี่ยวข้อง</span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent:-18pt;margin:0 0 0 36pt;"><span style="font-size:10pt;"><span><span style="font-family:Times New Roman;">-<span style="font-family:&quot;">          </span></span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี</span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">มรดกโลกทางธรรมชาติ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">2 <span lang="TH">แหล่ง ได้แก่</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent:-18pt;margin:0 0 0 36pt;"><span style="font-size:10pt;"><span><span style="font-family:Times New Roman;">-<span style="font-family:&quot;">          </span></span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">– <span lang="TH">ห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent:-18pt;margin:0 0 0 36pt;"><span style="font-size:10pt;"><span><span style="font-family:Times New Roman;">-<span style="font-family:&quot;">          </span></span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ป่าเขาใหญ่ </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">– <span lang="TH">ดงพญาเย็น</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">ทั้งนี้ การขอเป็นมรดกโลกไม่จำเป้นต้องมีพื้นที่ติดกันก็ได้ บางประเทศ มี </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">10 <span lang="TH">ประเทศ ยื่นขอร่วมกัน เช่น สตรูเว่จีโอเคติกอาร์ค หรือเสาสำรวจโบราณ ส่วนกรณีการขอมรดกโลกร่วมกันของไทย </span>– <span lang="TH">กัมพูชานั้น เมื่อไทยยื่นขอเป็นมรดกโลกร่วมกันและกัมพูชาปฏิเสธนั้นปัจจุบันยังไม่มีใครบอกเหตุผลในการปฏิเสะหลังการคุยเมื่อ </span>1 <span lang="TH">ปี ก่อนเลย มีการบอกเพียงว่า เขาปฏิเสธ ในขณะที่ในดลกนี้มีพื้นที่ที่จัดการมรดกโลกร่วมกันหลยแหล่งที่ทำได้ เช่น</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="margin:0;"><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;"> </span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent:-18pt;margin:0 0 0 36pt;"><span style="font-size:10pt;"><span><span style="font-family:Times New Roman;">-<span style="font-family:&quot;">          </span></span></span></span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">พื้นที่ในแคมเบีย เซเนกัล ประกาศมรดกโลกร่วมกันโดยมีพื้นที่ทั้งหมดเพียง </span><span style="font-size:10pt;font-family:Tahoma;">350 <span lang="TH">ตร.กม.</span></span></p>
<p class="MsoNormal" style="text-indent:-18pt;margin:0 0 0 36pt;"><span style="font-size:10pt;"><span><span st