12 สิงหาคม 2551
วันนี้เป็นวันที่ 12 สิงหาคม หรือวันแม่แห่งชาติ เคยเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ที่หนึ่งจึงขอย้อนกลับเอาอ่านเก่าๆมาลงอีกครั้ง
ในวันๆเดียวกันกลับมีเรื่องราวให้เรารับรู้มากมายหลายมิติ เชื่อหรือป่าว มีเรื่องราวจะเล่าให้ฟัง
แม่แห่งชาติ
หากลองพลิกไปดูบนหน้าปฏิทิน คงจะสังเกตเห็นตัวเลขสีแดงมากมาย หลายวันในสีแดงนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าวันนั้นเป็นวันสำคัญ แน่นอนว่าเมื่อเห็นความยินดีคงตามมาเพราะจะได้หยุดทำงานหรือหยุดเรียนเป็นพิเศษ แต่ในเชิงคุณค่าและความหมาย เคยลองหันมาตั้งคำถามกับวันสำคัญๆเหล่านั้นว่าแท้จริงแล้วสำคัญเพียงใด…กับใคร ? วันเหล่านั้นหลายวันทีเดียวที่มักมีคำว่า ‘แห่งชาติ’ พ่วงท้าย หากมองกลับไปในคำถาม จะพบอีกว่าวันแห่งชาติเหล่านั้นมักจะวันสำคัญของใครในฐานะปัจเจกบุคคลที่มีฐานะทางสังคมวัฒนธรรมพิเศษเสียมากกว่าที่จะมีความพิเศษในทางสัมพันธ์กับสังคม
พรุ่งนี้จะถึงวัน ‘แห่งชาติ’ อีกหนึ่งวัน คือ 12 สิงหาคม ซึ่งถูกกำหนดให้เป็น ‘วันแม่แห่งชาติ’ ในความหมายหนึ่ง คือ วันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และนำคำว่า ‘แม่’ ไปพ่วงให้เป็นอีกความหมายหนึ่ง เพื่อให้กลายเป็นวัน ‘แห่งชาติ’ ที่เป็นอีกวันสำคัญหนึ่งบนปฏิทินไทย ซึ่งอาจจะเบลอความหมายกันระหว่างวัน ‘พระราชสมภพ’ ของบุคคลในสถาบันที่มีสถานะพิเศษทางสังคม กับวัน ‘แม่’ ซึ่ง ‘ความเป็นแม่’ เป็นเรื่องของการให้ความสำคัญเป็นปัจเจกบุคคลตามลักษณะสังคมวัฒนธรรม และวัน ‘แห่งชาติ’ ที่ทำให้เกิดวาระสำคัญร่วมกันไป ความหมายทางความรู้สึกทั้งทางปัจเจกบุคคล สังคมและวัฒนธรรมจึงถูกทำให้รู้สึกร่วมกันไปกับบุคคลในสถาบันที่มีสถานพิเศษทางสังคม จึงหลอมกลายเป็นอำนาจอันยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรมที่เรียกว่า ‘แม่ของชาติ’
ความจริงแล้ว ‘ความเป็นแม่’ ที่ถูกโยงความหมายเข้ากับ ‘ชาติ’ นั้น เกิดขึ้นด้วยการจัดงานวันแม่ครั้งแรกในวันที่ 10 มีนาคม 2486 ณ สวนอัมพร โดยกระทรวงสาธารณสุข แต่เนื่องจากเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ปีต่อมาจึงถูกงด จนกระทั่งวันที่ 15 เมษายน 2493 คณะรัฐมนตรี (สมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม เป็นนายรัฐมนตรี) ได้ประกาศรับรองวันแม่ตามที่สำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ เสนอ ซึ่งงานครั้งแรกนั้นสำเร็จด้วยดีและประชาชนสนับสนุน จนสามารถขยายขอบข่ายของงานได้กว้างขวาง
ต่อมาเมื่อสภาวัฒนธรรมแห่งชาติถูกยุบงานวันแม่จึงถูกยกเลิกตามไปด้วย จนกระทั่งสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทยรื้อฟื้นงานวันแม่ขึ้นใหม่ โดยกำหนดให้วันที่ 4 ตุลาคม เป็นวันแม่ แต่จัดใน พ.ศ.2515 เพียงปีเดียวก็เลิกไป จนกระทั่งปี 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้กำหนดวันแม่โดยให้ถือเอาวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ และกำหนดดอกมะลิเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ และวันนี้แทนวันแม่มาจนทุกวันนี้
ดังนั้นคงนับได้ว่า ตั้งแต่ พ.ศ. 2486 เป็นต้นมา ‘ความเป็นแม่’ อันเป็นความรู้สึกของปัจเจกบุคคลตามธรรมชาติที่เป็นไปตามสังคมและวัฒนธรรมได้ถูกผ่องถ่ายไปสู่ ‘ชาติ’ ที่เข้มข้นขึ้นในยุค ‘รัฐนิยม’ สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม และและผูกโยงไปหา ‘แม่ของชาติ’ ซึ่งอีกทางหนึ่งก็คือผู้ที่เป็นสัญลักษณ์ของพลังฝ่ายสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่ในที
ในวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ซึ่งวันแม่แห่งชาติครั้งนี้อาจเกิดขึ้นภายใต้การผนวกแนวทางจากรัฐชาตินิยมเข้ากับพลังฝ่ายสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และหลังจากมีวันแม่แห่งชาติครั้งนี้ได้ไม่นาน เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ก็เกิดขึ้น วันนั้นอาจเป็นวันที่ป่าเถื่อนที่สุดอีกวันหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่ไม่ขออธิบายไว้ ณ โอกาสอันเป็นมงคลกาลของสังคมไทยในเวลานี้ ทว่าสำหรับสังคมไทยเอง 6 ตุลา 2519 ยังทรงความหมายและคุณค่าที่ควรนำไปเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับปัจจุบันและอนาคต แต่วันอย่างนี้กลับไม่เคยมีตัวสีแดงปรากฏขึ้นเลยบนปฏิทินไทยตลอด 30 ปีที่ผ่านมา !
แม่แห่งอุษาคเนย์ ในส่วนนี้จะขอพูดเรื่อง ‘แม่’ ในอีกมิติหนึ่ง เพื่อจะได้ทบทวนความรู้ในคำว่า ‘แม่’ ที่ขยายความได้มากกว่าเรื่องของความรู้สึก ‘แม่’ นอกจากมีความหมายทางความรู้สึกต่อปัจเจกบุคคลแล้ว ยังมีความหมายในทางวัฒนธรรมด้วย โดยเฉพาะ ‘ความเป็นแม่’ ในสังคมอุษาคเนย์ที่เราอยู่อาศัยนี้ค่อนข้างจะอธิบายความหมายในทางที่แตกต่างกับ ‘แม่’ และ ‘ชาติ’ ในวันที่ 12 สิงหาคม อย่างสิ้นเชิง
‘ความเป็นแม่’ ในสังคมอุษาคเนย์ไม่มีเรื่องราวให้สืบสาวเกี่ยวข้องกับความเป็น ‘ชาติ’ เพราะความเป็นชาติเป็นเรื่องที่มาทีหลังเมื่อประมาณ 100 ปีมานี้เอง และ ‘ความเป็นแม่’ ก็ไม่ได้หมายถึงความเป็น ‘ผู้หญิง’ ที่มี ‘ลูก’แต่กลับหมายถึงเรื่องราวของ ‘องค์ความรู้อันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ’ ที่ผู้ชายก็มี ‘ความเป็นแม่’ ได้
11 สิงหาคม ปีกลาย สบโอกาสไปฟัง รศ.ปรานี วงษ์เทศ จากภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร อธิบายเรื่อง ‘แม่ในอุษาคเนย์’ ในเวทีวง ‘สนทนาวันศุกร์’ ‘ประชาไท’ เองก็เคยลงความเต็มเอาไว้ แต่จะขอสรุปนำความมากล่าวในที่นี้อีกสักครั้งในวาระกระแสที่จะต้องพูดถึงเรื่อง ‘แม่’ ในเวลานี้ของทุกปี ก่อนที่ช่วงค่ำๆจะต้องไปเฝ้าหน้าจอทีวีเพื่อรอฟัง ‘แม่ของชาติ’ ตรัสพระราชดำรัส แม่ในสังคมอุษาคเนย์ก่อนการเข้ามาของพระพุทธศาสนานั้นค่อนข้างจะเป็นศูนย์กลางของสังคมหรือเรียกได้ว่าเป็นสังคมแบบนับญาติจากฝ่ายหญิง ซึ่งมีบทบาทในหลายทาง ในโครงสร้างทางเศรษฐกิจแม่จะมีบทบาทในการคุมทรัพยากรในระดับหนึ่ง เช่น ที่ดิน บ้าน ปัจจัยการผลิต ส่วนในด้านครอบครัว แม่มีบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์และการตัดสินใจเกี่ยวกับญาติ จึงเรียกได้ว่าแม่มีบทบาทที่สัมพันธ์กับอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและทางครอบครัว นอกจากนี้ แม่ในสังคมอุษาคเนย์ยังเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมด้วย คือมีวัฒนธรรมที่สร้างคุณค่าหรือยกย่อง หรือสร้างภาพพจน์ของแม่ การทำหน้าที่แม่ถูกตอกย้ำด้วยการอบรมเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กผู้หญิงได้เรียนรู้บทบาทของการเป็นแม่ตั้งแต่เด็ก เช่น การดูแลน้องหรือให้เด็กผู้หญิงเติบโตด้วยภาพพจน์ว่าตนเองมีความเหมาะสม เชื่อมั่น ภูมิใจในบทบาทความเป็นแม่ การที่แม่มีอำนาจรับผิดชอบในครอบครัวจึงเป็นความมั่นคงทางด้านจิตใจ ส่วนสามีหรือพ่อนั้นจะไปมีบทบาทรอบนอกบ้าน ทั้งนี้ อำนาจของ ‘ความเป็นแม่’ ของผู้หญิงจะคลี่คลายไปเป็นอำนาจทางวัฒนธรรมอันได้รับการยอมรับผ่านการใช้ความรัก ความอะลุ่มอล่วย ความสัมพันธ์ จนกระทั่งไปสู่การมีบทบาทสูงในเศรษฐกิจนอกครัวเรือนเพื่อการทำมาหากินบางอย่าง เช่น การค้าขาย ดังจะเห็นว่าในตลาดมีแม่ค้ามากมาย หรือในสังคมชนชั้นกลาง ผู้หญิงก็มีบทบาทการทำงาน เช่น เป็นข้าราชการในจำนวนมาก
การยอมรับแม่ในทางด้านจิตใจจะปรากฎในลักณะการประกอบพิธีกรรมต่างๆที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง จนเจ้าแห่งพิธีกรรมต่างๆล้วนเป็นผู้หญิงทั้งสิ้น เพราะพิธีกรรมต่างๆ เพราะในรอบชีวิตของ ‘ความเป็นแม่’ นั้น มีตั้งแต่การตั้งครรภ์ การเกิด การอยู่ไฟ ฯลฯ จนหล่อมหลอมกลายเป็นอุดมการณ์ด้านความเชื่อของสังคมที่ยกย่องเพศหญิงมาก ภายหลังอุดมการณ์ความเป็นแม่ยังได้ส่งผ่านไปเป็นตำนานมากมาย เช่น ตำนานก่องข้างน้อย หรือมีการมีคำนำหน้าชื่อด้วยคำว่า ‘แม่’ ในสิ่งที่ยกย่อง เช่น แม่โพสพ แม่ธรณี เครื่องมือมีผีหญิงสถิต สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงความสำคัญของผู้ให้กำเนิดหรือผู้ผลิตเช่นกัน ก่อนการเข้ามาของพุทธศาสนา ผู้หญิงหรือแม่ยังเป็นผู้รักษาพยายาบาล อาจจะเป็นในรูปแบบคนทรง เช่น การเป็น ผีฟ้า ผีมด ผีเมง ปัจจุบันผู้นำทางพิธีกรรมในลาวทางใต้ก็ล้วนยังเป็นผู้หญิง และบทบาทที่เกี่ยวข้องมากได้แก่การทำอาหารเซ่นบูชาสังเวย ที่เป็นเช่นนี้เพราะอาหารคือทรัพยากรที่ผู้หญิงครอบครองมาตลอดตั้งแต่ในอดีตกาล ส่วนในการรักษาพยาบาลนั้นก็คงมาจากการที่ผู้หญิงต้องพบกับการเจ็บป่วยของลูก ความสามารถและประสบการณ์เหล่านี้จึงอยู่สำนึกที่ต้องดูแลลูกถ่ายทอดกันมา แต่บทบาทเหล่านี้จะไม่รวมไปถึงในราชสำนักที่ได้รับอิทธิพลทางฮินดูจากอินเดียจึงเน้นที่ชายเป็นใหญ่ ซึ่งผู้หญิงอาจต้องถวายตัวเป็นบาทบริจาริกา ส่วนสำหรับพุทธศาสนาที่รัฐเป็นตัวกลางนำเข้ามาในภายหลังก็ได้มาสร้างความเป็นหน้าที่ความเป็นพลเมืองที่ดี ต่อมาเมื่อพุทธศาสนามีอิทธิพลมากขึ้นซึ่งก็ได้จำกัดบทบาทของแม่ในสังคมอุษาคเนย์ดั้งเดิมไปเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นในทางสังคมวัฒนธรรมหรือทรัพยากร เนื่องจากศาสนาพุทธเองก็ให้ความสำคัญกับเพศชายเป็นใหญ่ เช่น การไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเป็นนักบวชหรือเป็นได้ยากกว่า ภายหลังทั้งศาสนาพุทธและฮินดูก็มีบทบาทมากขึ้นในสังคมอุษาคเนย์ (โดยเฉพาะสำหรับชนชั้นปกครอง – เสริมโดยผู้เขียน) ที่มีการสถาปนาของรัฐแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
รศ.ปราณี กล่าวว่า ภาพลักษณ์ความเป็นแม่ในสังคมไทยแบบปัจจุบันมีพื้นฐานมาจากอิทธิพลของรัฐสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งรัฐแบบนี้มีระบบความเชื่อว่าประชาชนต้องอุทิศตนเพื่อพระมหากษัตริย์ เช่น ขุนนางก็คือข้าแผ่นดิน ผู้ชายส่วนใหญ่จึงมองว่าพระมหากษัตริย์คือเจ้าเหนือชีวิต และไม่มีเรื่องส่นตัว ดังนั้นเรื่องส่วนตัวต้องยกไปให้ผู้หญิงจัดการ จะได้ทำให้ผู้ชายมีความสุขสบายไม่มีความกังวลในทุกอย่างเพื่ออุทิศตนต่อพระมหากษัตริย์ จึงทำให้ผู้หญิงสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชไม่มีตัวตน ซึ่งสามารถดูตัวอย่างได้จากแม่พลอยในเรื่องสี่แผ่นดิน เรื่องนี้เป็นนวนิยายแม่แบบเรื่องหนึ่งที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อสังคมชนชั้นกลาง ชนชั้นสูง รวมไปถึงนางเอกในนวนิยายอีกหลายเรื่องที่อุทิศตนแบบนี้
อุดมการณ์แบบนี้ยังได้ส่งผ่านงานเขียนของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ (มีบทบาทสูงมากในสมัยรัชกาลที่ 5 ทั้งทางมหาดไทย ศึกษาธิการและทางประวัติศาสตร์ - เสริมโดยผู้เขียน) ที่ต้องการกำหนดบทบาทสิ่งที่เรียกว่ากุลธิดาที่ดีไม่ให้ฟุ้งซ่านแบบฝรั่ง ผู้หญิงจึงต้องเป็นทั้งแม่และเมียที่ดี เช่นการบอกว่า ลูกจะชั่วดีนั้นแม่ต้องรับผิดชอบเพราะคือครูคนแรกจึงต้องเป็นตัวอย่างที่ดี เมียห้ามไปก้าวก่ายหน้าที่การงานของลูกของผัว เมียต้องมีบทบาทของแม่ศรีเรือน มีหน้าที่เฉพาะในครัว เมื่อแก่ลงควรเข้าวัด งานสมเด็จกรมพระยาดำรงฯนี้เอง มีผลอย่างมากต่อสังคม เพราะต่อมาได้ถ่ายทอดอุดมการณ์แบบนี้ไปสู่ระบบการศึกษาสมัยใหม่หรือโรงเรียนด้วย เช่น การสอนเรื่องสมบัติผู้ดี การสอนเรื่องหน้าที่พลเรือนในบทบาทต่างๆ รวมทั้ง วรรณกรรม นวนิยายสมัยใหม่ วรรณคดี ในสมัยรัตนโกสินทร์ รวมไปถึงการได้รับอิทธิพลจากการเป็นผู้หญิงสมัยวิคตอเรียที่ร่วมสมัยในเวลานั้น ทำให้ลักษณะผู้หญิงที่ดีต้องรักษาพรหมจารี และรักนวลสงวนตัว ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบบทบาทความเป็นแม่ในสังคมอุษาคเนย์ดั้งเดิมกับสังคมตะวันตกสมัยวิคตอเรียที่มามีอิทธิพลมากขึ้นตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 5 จะเห็นว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผู้หญิงตะวันตกยุควิคตอเรียนั้นแม้จะมีอำนาจ หรือบทบาทเหนือลูกทุกอย่าง แต่ในทางสังคมส่วนรวม ผู้หญิงจะไม่มีบทบาทในการตัดสินใจอะไรเลย ทั้งที่ในสงครามของผู้ชายตะวันตก ผู้หญิงจะต้องมีบทบาทแทนผู้ชายที่ไปรบโดยต้องทำงานุกอย่างแทนที่ผู้ชาย แต่พอผู้ชายกลับมาจากสงครามก็มาเอาบทบาทนั้นคืนหมด ส่วนผู้หญิงก็กลับไปเป็นเพียงแม่บ้านเหมือนเดิม ภายหลังผู้หญิงจึงตระหนักว่า ทำไมตนเองไม่มีส่วนร่วมเลย การเรียกร้องสิทธิและส่วนร่วมต่างๆจึงเกิดขึ้นในสังคมตะวันตกซึ่งเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่ถึงร้อยปีมานี้เอง บทบาทตรงนี้ต่างกันมากกับบทบาทของแม่ในสังคมอุษาคเนย์ดั้งเดิม ‘ความเป็นแม่’ ของสังคมอุษาคเนย์จึงเป็นเรื่องของ ‘องค์ความรู้ของความเป็นแม่’ ซึ่งมีบทบาทที่สำคัญต่อจิตสำนึกความเป็นมนุษย์ และสังคมไทยในก่อนยุคสมบูรณาญาสิทธิราชที่เคยให้ทั้ง ‘ความยกย่อง’ และ ‘อำนาจ’ อย่างทัดเทียมชาย
อย่างไรก็ตาม จากความเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์ในเรื่องความเป็นแม่ทั้งจากความเป็นรัฐแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ศาสนาหรืออิทธิพลทางค่านิยมในสังคมตะวันตกยุควิคตอเรีย ‘ความเป็นแม่’ ถูกทำให้มองว่าเป็นเรื่องของสัญชาตญาณติดตัวหรือเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่อง ‘องค์ความรู้’ จึงทำให้ไม่มีอำนาจในสังคมปัจจุบัน ทั้งที่ ‘ความเป็นแม่’ ในความจริงคือองค์ความรู้ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญมากต่อการสร้างมนุษยชาติ และผู้ชายเองก็ทำได้เพราะเป็นวัฒนธรรมที่เรียนรู้ได้ และมีผลการศึกษาที่น่าสนใจว่า พ่อที่เลี้ยงลูกคนเดียวก็สามารถมีพฤติกรรมทุกอย่างเหมือนแม่ สามารถเลี้ยงลูกได้ดีมากๆ เหมือนแม่
แต่ค่านิยมความเป็นแม่หรือความเป็นผู้หญิงในปัจจุบันถูกเน้นโดยอุดมการณ์ของรัฐ ทุกอย่างคือผลักภาระให้ผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงต้องออกมาทำงาน เพราะบอกว่าผู้หญิงนั้นมีหน้าที่ต้องดูแลครอบครัว เมื่อยากจน เมื่อมีปัญหาเศรษฐกิจ ผู้หญิงก็ต้องออกมาทำงานโรงงานหรือบริการรับจ้างต่างๆผู้หญิงที่เคยเป็นเจ้าของชุมชน หมู่บ้าน ที่ดิน จึงไม่มีอีกแล้ว เพราะฉะนั้นต้องกลับมาตั้งคำถามว่า ศักดิ์ศรีความเป็นผู้หญิงที่เราพูดมา มีอยู่หรือไม่ในระบบบริโภค ทุนนิยม เสรีนิยมและสังคมที่มี ‘วันแม่แห่งชาติ’ทุกปี เวลานี้ยังมีเด็กผู้หญิงจำนวนมากและส่วนใหญ่ต้องมาทำงานรับจ้างเพื่อส่งเงินไปรองรับบ้านช่วยพ่อแม่ ซื้อที่ดิน กลบหนี้ ส่งน้องเรียน ส่งพี่ชายบวช แต่งงานหรือไปเป็นทหาร ซึ่งแม้จะมีผู้ชายที่รับผิดชอบแบบนี้เช่นกัน แต่สถิติเปรียบเทียบไม่ได้กับผู้หญิงที่มีรูปธรรมจำนวนมากที่แบกรับภาระครอบครัวและรับสภาพการกดดันเพราะการเกิดมาเป็นผู้หญิง ประเด็นนี้ รศ.ปราณี ได้กล่าวไว้ในช่วงท้ายของการเสวนาครั้งนั้นว่า “ปัจจุบันมีระบบโครงสร้างอะไร มีพื้นที่อะไรให้ความเป็นแม่และความเป็นผู้หญิงบ้าง เราเรียกร้องหาแม่ที่ดี เราเรียกร้องโครงสร้างของการสร้างมนุษย์ที่มีคุณภาพ แต่เรากลับมองว่าระบบความเชื่อเดิมที่ยกย่องเพศหญิง นิทานปรัมปราต่างๆ ที่ยกย่องเพศหญิงเป็นเรื่องที่งมงาย ดูถูกคนทรง ดูถูกแม่ชี ดูถูกงานการของผู้หญิงมาก ดูถูกการมีอารมณ์ของผู้หญิง ดูถูกวิธิคิดของผู้หญิง “ระบบอะไรที่รองรับความเป็นแม่ในสังคมปัจจุบัน ใครเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบแม่ ใครอยากรับแม่ลูกอ่อนทำงาน ใครสามารถรับผิดชอบในการเลี้ยงดูเด็กจนเติบโตมีอาชีพได้ในสังคม ความเป็นแม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจหรือไม่ ในเมื่อสังคมทุกวันนี้เราประเมินทุกอย่างด้วยเงินโดยโยนความรับผิดชอบให้โรงเรียนอย่างเดียว
“แต่สังคมไทยกลับมองเรื่องครอบครัวเป็นเรื่องเบาๆ ไร้สาระ น้ำเน่า เป็นเรื่องส่วนตัวที่สำคัญน้อยกว่าการเมือง เศรษฐกิจหรือเรื่องหุ้น หรือศาสนา แต่มนุษย์ทุกคนจะผ่านเรื่องน้ำเน่านี้ได้หรือ สิ่งที่ผู้หญิงสนใจจะมีคุณค่าต่ำไปหมด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ นิตยสาร การละคร ลิเก เพลง การสนใจเรื่องความงาม การที่ผู้หญิงสนใจเรื่องความสัมพันธ์ การเอาอกเอาใจ การรักใคร่เอาใจใส่ จนบางทีมันจุกจิกหยุมหยิมเกินไปจะถูกมองว่ามีคุณค่าต่ำ ทั้งหมดนี้เราจะเห็นภาพที่เป็นของผู้หญิงรวมทั้งความเป็นแม่ไม่มีคุณค่าในสังคมและมองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความรู้”
แม่แห่งชาติ (สากล)สุดท้าย อยากจะขอกล่าวถึงวันแม่แห่งชาติในต่างประเทศที่ที่ได้รับการยอมรับอย่างค่อนข้างเป็นสากลด้วย
หลายประเทศในโลกก็มีวันแม่แห่งชาติเช่นกัน แต่จะระบุวันเวลาและเหตุผลหลากหลายกันไป แต่จะมีวันหนึ่งที่หลายประเทศเลือกนำไปใช้เป็นวันแม่แห่งชาติ อาจจะเป็นเพราะวันดังกล่าวมาจากการที่ ‘แม่’ ได้ทำในสิ่งที่มีความหมายไปในทางการ ‘ปกป้อง’ รวมทั้งและต่อต้านความรุนแรงด้วยประสบการณ์จาก ‘สงคราม’ วันดังกล่าวคือ ‘ทุกอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคม’ ประเทศที่ใช้วันนี้เป็นวันแม่แห่ชาติได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา, ไต้หวัน, สาธารณรัฐประชาชนจีน, ญี่ปุ่น, เดนมาร์ก, ตุรกี, นิวซีแลนด์, เนเธอร์แลนด์, บราซิล, เบลเยียม, เปรู, ฟินแลนด์, มอลตา, เยอรมนี, ลัตเวีย, สโลวาเกีย, สิงคโปร์, ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, อิตาลี, เอสโตเนีย และฮ่องกง
วันแม่วันนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากกลุ่มผู้หญิงที่ทำงานรณรงค์ให้เกิดสันติภาพของบรรดาแม่ ที่ลูกสูญเสียลูกๆจากการสู้รบในสงครามกลางเมืองอเมริกัน ( ซิวิลวอร์ 1861-65 เป็นสงครามกลางเมืองระหว่างรัฐฝ่ายเหนือกับรัฐฝ่ายใต้ในอเมริกาซึ่งประทุขึ้นเพราะการประกาศเลิกทาสของอับราฮัม ลินคอน ซึ่งทำให้ฝ่ายใต้ซึ่งใชประโยชน์จากการทาสมากมายเพื่อทำการเกษตรกรรมประกาศอิสรภาพจนทำให้เกิดเป็นสงครามกลางเมือง)
ต่อมา การสถาปนาให้วันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่ มาจากการที่ ‘อันนา จาวิส’ แห่งเมืองฟิลาเดลเฟีย ซึ่งเป็นนักรณรงค์เพื่อสันติภาพได้รณรงค์เรียกร้องจนกระทั่งกลายเป็นกระแสสังคมที่แม้แต่ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐต้องประกาศให้วันนั้นเป็นวันแม่ ‘อันนา’ มีแม่เป็นผู้หญิงที่เรียกร้องสันติภาพในยุคที่อเมริกาบอบช้ำจากสงครามกลางเมืองอย่างมาก ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ แม่ของอันนาเคยเรียกร้องให้มีวันที่เรียกว่า Mother’s Friendship Days เพราะสมัยนั้นผู้เป็นแม่ต้องสูญเสียลูกไปในสงครามกลางเมืองและมีชีวิตที่ระทม ทุกข์ วันแม่ในความหมายของเธอจึงเป็นการเรียกร้องให้ยุติสงครามและหันมาเชิดชูสันติภาพ หลังจากเสียชีวิตไปแล้ว อันนาผู้เป็นลูกสาวก็สานต่ออุดมการณ์โดยเริ่มต้นจัดงานครบรอบการตายของ แม่ในโบสถ์แห่งหนึ่งในวันที่ 10 พฤษภาคม ของปี 1908 เธอตกแต่งให้โบสถ์สว่างไสวไปด้วยดอกคาร์เนชั่นสีขาวซึ่งเป็นดอกไม้โปรดของแม่ ซึ่งเป็นเหตุผลของการนำคาร์เนชั่นขาวมาเป็นดอกไม้ สัญลักษณ์ของวันแม่แห่งชาติในเวลาต่อมา ปรากฏว่างานรำลึกถึงแม่ของอันนากลายเป็นงานที่ได้รับความสนใจจากสังคมมาก จนเธอตัดสินใจทำความฝันของแม่ให้เป็นจริงนั่นคือ สร้างวันที่เป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพขึ้นมาอย่างเป็น ทางการ เธอตระเวณจัดงานรณรงค์ไปทั่วประเทศด้วยเป้าหมายที่วางไว้ว่าต้องการให้รัฐบาลประกาศให้วันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมของทุกปีเป็นวันแม่แห่งชาติ อันนาไม่ต้องใช้เวลานาน เพราะความที่ ‘แม่’ ถูกชูขึ้นมาเป็นจุดขายนั้น ไม่ว่าใครก็พร้อมซื้อไอเดียนี้ ปี 1910 รัฐเวสต์เวอร์จิเนียเป็นรัฐแรกที่ประกาศให้วันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็นวันแม่ของรัฐ ปีถัดมา แทบทุกรัฐประกาศแบบเดียวกัน และนำมาสู่การประกาศของประธานาธิบดีวูดรอว์ วิลสัน ในปี 1914 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสถาปนาวันแม่แห่งชาติอย่างเป็นทางการ ส่วนในการปฏิบัติต่อกันในวันนี้นั้นจะเป็นเรื่องการมอบของขวัญเพื่อนำมาเซอร์ไพรส์ให้กลับแม่ โดยมีอีกที่มาอีกเรื่องหนึ่งเล่าว่า Juliet Calhoun Blakeley ซึ่งได้ริเริ่มรวมกลุ่มผู้หญิงที่ไม่สบายใจในการที่ผู้ไม่เห็นด้วยกับการรณรงค์ไม่ดื่มเหล้าได้มาชักจูงให้ลูกของพวกเธอเที่ยวกลางคืนจนการดื่มเหล้ากลายเป็นเรื่องปกติ Juliet Calhoun Blakeley จึงรวบรวมเหล่าแม่ที่ที่ได้รับผลกระทบนี้มาเพื่อต่อต้าน ต่อมาเมื่อลูกชายของเธอทั้ง 2 คนโตขึ้น และได้ประกอบอาชีพเป็นเซลล์แมนเขาก็จะกลับมาเพื่อนำของขวัญมามอบให้เธอ และยังรณรงค์ให้ลูกค้าของเขาทำอย่างเดียวกันด้วย ทุกวันอาทิตย์ในสัปดาห์ที่สองของเดือนพฤษภาคม จึงกลายเป็นวันที่ลูกๆจะกลับไปมอบของขวัญให้กับแม่เพื่อระลึกถึงและตอบแทนพระคุณอันใหญ่หลวง 11 ส.ค. 2550
ข้อมูลประกอบ
ณัฐยา บุญภักดี คอลัมน์คิดต่างอย่างผู้หญิง หนังสือพิมพ์โลกวันนี้ ศุกร์ที่ 18 สิงหาคม 2549 คอลัมน์รู้ไปโม้ด โดยน้าชาติ ประชาชื่นhttp://www.dharmastation.org/mcontent.php?id=6&PHPSESSID=279b021c181f76f0233c2752223da983
ประนมกร ยอกราบ ซาบซึ้งจิต
ลูกน้อมคิด ถึงความรัก เป็นเครื่องหมาย
เพราะลูกนี้ คือเลือดเนื้อ ในเรือนกาย
จากภายใน ทรวงอก ยกบูชา
ลูกรักแม่ รักที่สุด สุดจะกล่าว
แม่คอยเฝ้า ถนอมเรา เฝ้ารักษา
พระคุณแม่ มากล้น เหลือพรรณนา
รักคุณแม่ เท่าฟ้า สุธาธาร