หวงเฟยหง

 houngfeihong.jpg

คงปฏิเสธได้ยากว่าในยุค 90 เป็นยุคทองของภาพยนตร์จีนไม่ว่าจะกำลังภายนอก ภายในหรือชีวิตรันทน จนตัวละครหลายตัวกลายมาเป็นส่วนหนึ่งและโลดแล่นอยู่ในความทรงจำของคนที่เติบโตมาในยุคนั้น

 หวงเฟยหงเป็นผู้หนึ่งที่กลับมาปรากฏตัวในยุคนี้ ภายใต้การนำกลับมาสร้างใหม่อีกครั้งผ่านฝีมือการกำกับอย่างสุดอลังการ ณ เวลานั้นโดย ฉีเคอะที่เลือกดาราแสดงนำอย่าง หลี่เหลียนเจี๋ยหรือเจ็ทลีซึ่งยังหนุ่มแน่น แคล่วคล่องและมีพื้นฐานทางกังฟู (ทราบมาว่าเป็นศิษย์ฆราวาสวัดเส้าหลินด้วย)  มาแสดงอย่างสมบทบาทจนไม่อาจปฏิสธใบหน้าของ หวงเฟยหงในจินตนาการว่าเป็นใบหน้าเดียวกับ หลี่เหลียนเจี๋ย’  

หวงเฟยหงผู้นี้จึงครองใจผู้คนยุคนั้นไปได้ไม่ยากนัก 

ผมเป็นคนหนึ่งที่เติบโตมากับยุค 90  และหนังในยุคนั้นแบบพอจะรู้ความและสนุกกับมันได้ นาม หวงเฟยหง ปึงซีเง็ก อุ้ยเสี่ยวป้อ หรือใครอีกหลายๆคนที่ล้วนผ่านตามาไม่รู้กี่ครั้งจึงยังประทับใจในบทบาทมาถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ความรู้ที่มีพอเลาๆคือบุคคลเหล่านี้ล้วนมีตัวตนจริงในประวัติศาตร์จีน ภาพยนต์เหล่านี้จึงยิ่งสร้างความรู้สึกดีและงดงามมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ทันทีที่เว็บไซต์ผู้จัดการ ได้นำ ประวัติของ หวงเฟยหงตัวจริงมาเปิด จึงไม่รีรอที่จะขอลอกมาแปะเผยแพร่ไว้ต่อสำหรับคอภาพยนต์จีนยุค 90 ที่ Archaeo 45 แห่งนี้ 

ที่มา : นรา เรื่อง ผู้จัดการออนไลน์ เผยแพร่ 18 มิ.ย. 50 

ในบรรดาวีรบุรุษที่มีตัวตนอยู่จริงของจีน หวงเฟยหง (หรือ หว่องเฟห่งในสำเนียงกวางตุ้ง) น่าจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังแพร่หลายมากสุด พร้อม ๆ กับเป็นบุคคลที่มีข้อมูลคลุมเครือสับสน เนื่องจากได้รับการเล่าลือแต่งเติมจนพิศดารพันลึก ขณะที่หลักฐานอันแน่ชัด กลับมีอยู่ไม่มากนัก      

 หวงเฟยหงมีชื่อเดิมว่า หว่องเส็กเฉิ่ง (ไม่ทราบชื่อนี้ในสำเนียงจีนกลาง) แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ระบุว่า เกิดเมื่อวัน 9 เดือน 7 ปีที่ 25 ในรัชสมัยจักรพรรดิเต้ากวงแห่งราชวงศ์ชิง (ตรงกับปี 1847)       อย่างไรก็ตาม บางข้อมูลก็บอกเล่าผิดแผกออกไป และลงความเห็นว่า หวงเฟยหงเกิดเมื่อปีที่ 6ในรัชสมัยจักรพรรดิเซียนเฟิง (ตรงกับปี 1856) ทว่าวันและเดือนเกิดนั้นตรงกัน

หวงเฟยหงเกิดที่หมู่บ้าน หลูเจ้า ใกล้ภูเขาสีเฉียว เมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง เป็นบุตรของหวงจี้อิง (หว่องไค่อิง) ซึ่งเป็นครูมวยผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม “10 พยัคฆ์กวางตุ้งอันโด่งดัง (เรื่องราวของบรรดาวีรบุรุษกลุ่มนี้ ได้รับการนำมาสร้างเป็นหนังบ่อยครั้งเช่นกัน)

แม้ว่าหวงเฟยหงจะเป็นทายาทวีรบุรุษ แต่ในขั้นเริ่มต้น หวงจี้อิงกลับไม่ยอมถ่ายทอดวิชาฝีมือให้แก่บุตรชาย (ไม่มีเหตุผลที่แน่ชัด แต่ในหนังปี 1976 เรื่อง Challenge of the Masters หรือ จอมเพชฌฆาตเจ้าสิงโตผลงานกำกับของหลิวเจียเหลียง ซึ่งถ่ายทอดชีวประวัติของหวงเฟยหงในช่วงวัยนี้ ได้ให้คำอธิบายเอาไว้ว่า พ่อของหวงเฟยหงไม่อยากให้ลูกร่ำเรียนวิทยายุทธ เนื่องจากเกรงว่าจะนำไปใช้ในทางไม่ถูกควร ทะเลาะวิวาทต่อยตีกับผู้อื่น) ทว่าเมื่อไม่อาจขัดขืนความตั้งใจมุ่งมั่นอันแรงกล้า หวงเฟยหงจึงได้รับอนุญาตให้ฝึกฝีมือกับลู่อาไค (ลกอาฉอย) ซึ่งเป็นอาจารย์ของหวงจี้อิง (แปลง่าย ๆ ก็คือ สองพ่อลูกตระกูลหวง มีอาจารย์คนเดียวกัน)

เหตุการณ์ช่วงนี้เป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของวิชาฝีมือในแขนงที่เรียกกันว่า หงฉวน” (หงก่า) ซึ่งคิดค้นบัญญัติขึ้นโดยวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่หงซีกวน มีกระบวนท่าอันเลื่องชื่อคือ หมัดพยัคฆ์-กระเรียน       ลู่อาไคเป็นเพื่อนศิษย์ร่วมสำนักเส้าหลินฝ่ายใต้ร่วมกับหงซีกวน และสืบทอดรับช่วงวิชาฝีมือดังกล่าว กระทั่งส่งผ่านมาถึงหวงเฟยหง       กล่าวกันว่า เมื่อถึงรุ่นของหวงเฟยหง วิชาฝีมือเหล่านี้ได้รับการพัฒนาจนกระทั่งสมบูรณ์ลงตัว และเป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่ขยาย กระทั่ง หงฉวนได้รับความนิยมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากกราบกรานลู่อาไคเป็นอาจารย์แล้ว ในวัยเยาว์หวงเฟยหงยังได้ร่ำเรียนวิชา หงฉวนเพิ่มเติมจากหล่ำฟกซิง (ไม่ทราบชื่อจีนกลาง) จากนั้นก็ได้รับการสั่งสอนเพิ่มเติมจากหวงจี้อิงผู้เป็นบิดา       ในวัยเด็กครอบครัวของหวงเฟยหงมีฐานะยากจน ต้องตระเวนรอนแรมไปเปิดทำการแสดงวิชาฝีมือและขายยาตามท้องถนน       โดยสรุปแล้ว ช่วงวัยเยาว์และวัยหนุ่มของหวงเฟยหง เป็นระยะเวลาของการฝึกฝนวิชาฝีมือต่อสู้ป้องกันตัว และการรับมรดกสืบทอดวิชาแพทย์จากบิดา ซึ่งเป็นหมอแผนโบราณที่ได้รับการยกย่องนับถือ

กระนั้นก็มีวีรกรรม 2 เหตุการณ์ ซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง       เหตุการณ์แรกเกิดขึ้นเมื่อหวงเฟยหงมีอายุ 16 ปี ชาวตะวันตกกลุ่มหนึ่งคิดค้นกิจกรรมสร้างความบันเทิง โดยฝึกฝนหมาพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดจนมีสภาพดุร้ายกระหายเลือด จากนั้นก็เปิดเวทีท้าประลองให้ชาวจีนสู้กับหมา ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลมูลค่าสูง แต่หากพลาดพลั้งบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ก็ถือเป็นคราวเคราะห์ที่ไม่มีผู้ใดรับผิดชอบ       ความบันเทิง คนสู้หมากลายเป็นเรื่องเกรียวกราวไปทั่ว ผู้คนจำนวนมากที่เข้าประลองล้วนแล้วแต่พ่ายแพ้ บ้างโชคดีก็แค่บาดเจ็บ แต่มีจำนวนไม่น้อยนำเอาชีวิตเข้าสังเวยและตายไปอย่างสูญเปล่าไร้ค่า

 หวงเฟยหงล่วงรู้เรื่องดังกล่าว จึงเข้าประลองเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีให้แก่เพื่อนร่วมชาติ และเป็นฝ่ายชนะอย่างง่ายดาย ด้วยกระบวนท่า เท้าไร้เงาซึ่งเป็นไม้ตายประจำตัวที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากสุดของเขา (เหตุการณ์ครั้งนี้ ได้รับการนำมาสร้างเป็นหนังเรื่อง How Huang Feihong Vanquished the Terrible Hound at Shamian เมื่อปี 1956)       เหตุการณ์ถัดมาคือ เมื่อครั้งที่ท่าเรือฮ่องกงเพิ่งเปิดทำการ หวงเฟยหงในวัย 21 ปี ไม่อาจทนเห็นผู้อ่อนแอโดนนักเลงท้องถิ่นจำนวนมากรุมรังแก จึงยื่นมือเข้าขัดขวาง ด้วยการใช้กระบองไม้ไผ่เป็นอาวุธบุกเดี่ยวเข้าสู้กับฝ่ายตรงข้ามจำนวนหลายสิบคน กลายเป็นศึกตะลุมบอนอันสะท้านสะเทือน (บริเวณที่เกิดเหตุดังกล่าว ปัจจุบันคือสวนสาธารณะที่ถนนฮอลลีวูด ฝั่งเกาะฮ่องกง)

ผลการต่อสู้ หวงเฟยหงสามารถหลบหนีไปได้ และทำร้ายบรรดานักเลงอันธพาลบาดเจ็บไปหลายคน แต่การปะทะครั้งนั้น ก็ส่งผลให้หวงเฟยหงไม่อาจพำนักอยู่ในฮ่องกงได้อีกต่อไป และต้องเดินทางกลับไปยังกวางเจา       ช่วงชีวิตของหวงเฟยหง ซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากสุด โดยผ่านการบอกเล่าของหนังมากมายหลายสิบเรื่อง คือ ช่วงวัยอายุประมาณ 30 ปี หวงเฟยหงกลายเป็นครูมวยผู้มีชื่อเสียง พร้อม ๆ กันนั้นเขาก็ได้เปิดร้านขายยา (จริง ๆ แล้วน่าจะเป็นประมาณคลีนิค เนื่องจากรับรักษาบำบัดผู้ป่วยด้วย) ชื่อ เป่าจือหลิน” (โปจี๋หลำ)

เป่าจือหลินกลายเป็นร้านขายยาที่โด่งดังเป็นตำนานเช่นเดียวกับหวงเฟยหง (บริเวณที่ตั้งของเป่าจือหลิน สันนิษฐานว่าอยู่ที่ตรอกหยั่นออน ถนนสายที่ 13 เขตกวางเจาตะวันตกในปัจจุบัน) ด้วยเหตุที่ให้การรักษาผู้เจ็บป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสำหรับผู้ยากไร้ บ่อยครั้งยังเป็นการเยียวยาพยาบาลโดยไม่คิดเงิน       วิชาแพทย์ของหวงเฟยหง ได้รับการยกย่องไม่น้อยหน้าวิชาฝีมือ ไม่ว่าจะเป็นการต่อกระดูก ตำรับยาเฉพาะประจำตระกูล หรือการรักษาโดยวิธีฝังเข็ม

ในปี 1888 นายพลหลิวหยงฟู่ (เหลาหวิงฟก) ผู้บัญชาการกองธงดำประสบอุบัติเหตุขาหัก และได้รับการรักษาโดยหวงเฟยหงจนกระทั่งหายดี นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพระหว่างทั้งสอง หลิวหยงฟู่ชักชวนหวงเฟยหงให้เป็นหมอประจำกองทัพ และต่อมาทั้งคู่ก็ได้เข้าร่วมสู้รบกับกองทัพญี่ปุ่นที่รุกรานไต้หวัน

ภายในตัวคนคนเดียวหวงเฟยหง เป็นที่ยกย่องทั้งในด้านจอมยุทธผู้ผดุงคุณธรรม (ว่ากันว่า ส่วนใหญ่เป็นการช่วยเหลือผู้อ่อนแอที่โดนรังแกโดยไม่เป็นธรรม) เป็นครูมวยผู้ได้รับความเคารพนับถือ เป็นหมอผู้มีใจโออบอ้อมเมตตา เป็นนักเชิดสิงโตผู้มีชื่อเสียง และเป็นผู้รักชาติที่มีอุดมการณ์สูงส่ง

หวงเฟยหงผ่านการแต่งงานทั้งหมด 4 ครั้ง มีลูกทั้งหมด 10 คน ภรรยาสามคนแรกล้วนเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย ส่งผลให้เขานึกโทษตนเองว่าเป็นต้นเหตุแห่งเคราะห์ร้ายแก่คนที่ตนรัก และตัดสินใจว่าจะไม่ยอมแต่งงานอีก แต่แล้วในปี 1903 เขาได้พบกับหญิงสาววัย 16 ปีชื่อ มอกไกวหลาน” (ไม่ทราบชื่อจีนกลาง) และตกหลุมรักซึ่งกันและกัน จนนำไปสู่การแต่งงาน

มีเรื่องเล่า (ที่ไม่ยืนยันว่าเป็นความจริง) ขณะที่หวงเฟยหงกำลังเชิดสิงโต เขาสะบัดขาแรงเกิน จนรองเท้าปลิวกระเด็นไปโดนมอกไกวหลานในหมู่ผู้ชม ด้วยความรู้สึกผิด ต่อมาหวงเฟยหงจึงพยายามค้นหาตัวหญิงสาวเพื่อกล่าวคำขอขมา นั่นคือจุดเริ่มต้นแห่งการพบกับความรักครั้งสุดท้ายของปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่

เดือนมีนาคมปี 1924 (บางข้อมูลระบุว่าเป็นวันที่ 15 ตุลาคม 1924) เกิดเหตุจราจลในย่านการค้าของกวางเจา ห้างร้านจำนวนมากถูกทำลายเสียหายยับเยิน รวมทั้งเป่าจือหลินของหวงเฟยหงที่ถูกเผาจนราบคาบ       ถัดจากนั้นไม่นาน หว่องฮอนซัม (ไม่ทราบชื่อจีนกลาง) ลูกชายคนโตของหวงเฟยหงก็เสียชีวิตจากการทะเลาะวิวาทกับแก๊งค้ายาเสพติด (ข้อมูลบางแหล่งแย้งต่างกันมาก แต่น่าจะถูกต้องกว่า ก็คือ เหตุดังกล่าวเกิดในปี 1890) การสูญเสียบุตรชาย ทำให้หวงเฟยหงประกาศไม่ถ่ายทอดวิชาฝีมือให้แก่ลูกหลาน และจะสอนเฉพาะบรรดาลูกศิษย์เท่านั้น

หวงเฟยหงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25 เดือน 3 ปี 1924 (บางข้อมูลระบุว่า 25 มีนาคม ซึ่งไม่น่าจะใช่เพราะเป็นการนับตามปฏิทินจันทรคติ) หลังจากนั้นมอกไกวหลานพร้อมด้วยลูกศิษย์ 2 คนของหวงเฟยหง คือ หลินจี้หรง (หลำไซหวิ่ง) และตั่งเซาขิ่ง (ไม่ทราบชื่อจีนกลาง) ก็พากันอพยพโยกย้ายไปยังฮ่องกง

ตลอดชีวิตหวงเฟยหงมีลูกศิษย์ทั้งหมด 18 คน (ตั่งเซาขิ่งเป็นคนเดียวที่เป็นผู้หญิง) ว่ากันว่าคนที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาในทุก ๆ ด้าน (ทั้งวิชาบู๊ วิชาแพทย์ และการเชิดสิงโต) คือ เหลิงฟุน (ไม่ทราบชื่อจีนกลาง) แต่โชคร้ายที่ศิษย์เอกรายนี้ เสียชีวิตตั้งแต่อายุประมาณ 20 กว่า

ในบรรดาศิษย์ทั้งหมดของหวงเฟยหง คนที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากสุดคือ หลินจี้หรง ซึ่งต่อมาได้เปิดสำนัก และเขียนตำราหมัดมวยที่สำคัญเอาไว้หลายต่อหลายเล่ม รวมทั้งเป็นผู้มีบทบาทในการถ่ายทอดเผยแพร่วีรกรรมของอาจารย์

หลังจากหวงเฟยหงเสียชีวิต เรื่องราวของเขาก็ได้รับการนำมาเขียนเป็นนิยาย ตีพิมพ์ตามหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ และเป็นที่นิยมในวงกว้าง มีการแต่งเติมสีสันเพิ่มจินตนาการต่าง ๆ มากมาย จนกระทั่งเรื่องราวของหวงเฟยหงกลายเป็นตำนานพิศดาร  

จนกระทั่งถึงปี 1949 เรื่องราวเกี่ยวกับหวงเฟยหงก็ได้รับการนำมาสร้างหนังเป็นครั้งแรก โดยมีกวานตั๊กฮิง (ไม่ทราบชื่อจีนกลาง) ผูกขาดรับบทเป็นหวงเฟยหงถึง 77 เรื่อง (กินเนสส์บุ๊คบันทึกไว้ว่า เขาเป็นนักแสดงที่รับบทเป็นตัวละครเดิมมากที่สุดในโลก) ถึงขั้นว่าในชีวิตจริง ยังมีผู้คนจำนวนมากยินดีเรียกขานกวานตั๊กฮิงว่า อาจารย์หวง

เรื่องน่าแปลกอย่างหนึ่งคือ ขณะที่วีรกรรมของหวงเฟยหงเป็นที่เล่าขานกันอย่างมากมายไม่รู้จบ ทั้งในหนังและนิยาย ทั้งส่วนที่เป็นความจริงและส่วนที่เป็นเรื่องแต่ง มีนักแสดงจำนวนมากสวมบทบาทเป็นบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ แต่ภาพถ่ายหวงเฟยหงตัวจริง ตลอดทั้งชีวิตกลับค้นพบเพียงแค่ภาพเดียว

About these ads

One comment on “หวงเฟยหง

  1. wanta พูดว่า:

    คลั่งใคล้มากครับ
    ถือเป็นฮีโร่ในดวงใจเลย
    ชอบมาตั้งแต่เด็ก
    โดยเฉพาะภาพยนต์เวอร์ชั่นที่หลี่เหลียนเจี๋ยแสดง
    ชอบมากกกกกก

ปิดการแสดงความเห็น