พบสุสานโบราณราชวงศ์ซ่ง พร้อมหินสลักรูปสาวชุดเกาะอก

ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาในการเขียนบล็อกเรื่องของตัวเอง เลยเปิดเว็บไซต์ ผู้จัดการเก็บเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาฝาก แม้เรื่องท่าทีทางการเมืองกับความเป็นสื่อมวลชนอาจจะต้องตั้งคำถามกันบ้าง แต่เรื่องเกี่ยวกับจีนนับว่ามีเยอะทั้งน่าสนใจ เรียบเรียงไว้อ่านง่าย คล่องคอ

lady1.jpg 

ผู้จัดการออนไลน์ 26 กุมภาพันธ์ 2550 ซินหัวเน็ต—เมื่อไม่นานมานี้ที่เมืองเจียงจวินซึ่งติดกับนครฉงชิ่งได้มีการขุดค้นพบที่ฝังศพโบราณสมัยราชวงศ์ซ่ง สร้างความแปลกใจให้กับนักโบราณคดีที่ขุดพบ เมื่อภายในพบหินสลักสวยงามมากมาย อาจกล่าวได้ว่าเป็นศิลปะชั้นสูงในสมัยนั้น ที่โดดเด่นคือรูปสลักหญิงสาวซึ่งสลักรูปตนเองไว้บนที่ฝังศพ ปรากฏเป็นศิลปะการแต่งกายด้วยเสื้อเกาะอกรูปแบบสมัยราชวงศ์ถัง สำนักงานกำกับดูแลทางด้านวัฒนธรรมและคณะสำรวจโบราณคดีแห่งเมืองเจียงจวิน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ขุดพบสุสานที่ฝังศพหมู่ “ซานซีจื่อ”จำนวน 9 แท่น ซึ่งอยู่ในระหว่างสมัยราชวงศ์ฮั่นถึงราชวงศ์ซ่ง หมิงและชิงตามลำดับ ตลอดจนสุสานที่ฝังศพคุ้มตระกูลเศรษฐีตามหลักฐานคือแซ่ “จง” จำนวน 4 แท่น ซึ่งอยู่ในสมัยราชวงศ์ซ่ง และสุสานที่ฝังศพ “ต้าเฝินเป่า” รวมไปถึงวัตถุโบราณทางด้านวัฒนธรรมที่สำคัญอีกมากมาย โดยที่ฝังศพในสมัยราชวงศ์ซ่งนั้นได้พบหินสลักสวยงาม ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นศิลปะชั้นสูงในสมัยนั้นภายในสำนักงานโบราณคดีของเมืองเจียงจวิน นักข่าวได้เห็นหินสลักอันล้ำค่ามากมาย โดยด้านบนของสุสานนอกจากจะมีดอกโบตั๋นที่เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความมั่งคั่งแล้ว ยังมีภาพสัญลักษณ์ของเจ้าของสุสานเป็น “รูปกวาง” แทนแซ่ของตระกูล “ลู่”ด้วย (กวาง ในเสียงจีนกลางนั้นออกเสียงว่า ลู่ ซึ่งเสียงเหมือนกับแซ่ ลู่) ในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้นั้น การทำสัญลักษณ์บนที่ฝังศพนั้นจะพบเห็นได้น้อยมาก และบนที่ฝังศพพบหลักฐานการจดบันทึกว่าสร้างขึ้นในปี “ฉุนอิ้วที่11” หรือเมื่อประมาณ 700 กว่าปีที่แล้วนั่นเอง

 ภายในจำนวนที่ฝังศพ 2-3 แท่นของสมัยราชวงศ์ซ่งนั้น ปรากฏมีรูปสลักของคนที่สวยงามในลักษณะนั่งบ้างยืนบ้างอยู่บนแต่ละแท่น นักโบราณคดีอธิบายว่า นี่คือวัฒนธรรมโบราณในเขตเจียงจวิน ที่จะมีรูปสลักของผู้ตายอยู่ภายในแท่นที่ฝังศพ ซึ่งครอบครัวธรรมดาทั่วไปจะไม่สามารถเชิญช่างมาแกะสลักให้ได้ เพราะที่ฝังศพเหล่านี้จะทำได้ก็แต่เพียงผู้มีฐานะเท่านั้น หินสลักของบรรดาเจ้าของเหล่านี้ต่างก็ดูเหมือนมีชีวิตจริงๆ แกะสลักจากหินทรายเนื้อละเอียดปราณีต ซึ่งในช่วง 200-300 ปีที่ผ่านมานี้พบเจอได้น้อยมาก

       เจ้าของที่ฝังศพหญิง สวมเสื้อเกาะอก 

ในแท่นบูชาของที่ฝังศพสมัยราชวงศ์ซ่ง มีหินสลักเจ้าของที่ฝังศพเป็นหญิง เกล้าผมไว้บนศีรษะ นั่งสงบอยู่บนเก้าอี้อันเป็นลักษณะของผู้มีฐานะในสมัยนั้นเท่านั้น อากัปกิริยาอยู่ในท่าสงบนิ่ง สองมือวางซ้อนกัน แต่งกายด้วยเสื้อแพรบาง โดยเสื้อที่เห็นเป็นแบบ “เกาะอก” นักโบราณคดีอธิบายได้ว่า เป็นอิทธิพลมาจากสมัยราชวงศ์ถัง ที่ผู้หญิงในสมัยราชวงศ์ซ่งรับวัฒนธรรมมาอีกที นับเป็นเรื่องใหม่ที่พบเจอ มีความเป็นไปได้ว่าระดับเจ้าขุนมูลนายจะชอบการแต่งกายเช่นนี้ หรือไม่ก็เป็นไปตาม “กระแสสมัยนิยม”ก็ว่าได้ ซึ่งยังต้องศึกษาวิจัยกันต่อไป

 ที่ฝังศพสมัยราชวงศ์ซ่งนิยมสลักรูปตนไว้ก่อนตาย

ตามที่นักโบราณคดีวิเคราะห์ การสร้างสุสานที่ฝังศพให้สวยงามได้เช่นนี้นั้น ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปีกว่า โดยผู้มีฐานะจะเชิญช่างแกะสลักมาที่บ้าน โดยแกะจากคนจริงๆ ในขณะนั้น และในสมัยนั้นท่าทางที่นิยมกันมากที่สุดก็คือการวางมือซ้อนกันบนตักโดยมีแขนเสื้อปกคลุม ทำให้มองดูแล้วมีความสุขุมเยือกเย็น

ในที่ฝังศพเคียงข้างกันนั้น ด้านซ้ายเป็นหินสลักผู้ชาย ลักษณะใบหน้ามีหนวดเครา ด้านข้างของผู้ชายทุกแท่นจะมีคนรับใช้ 1 คนอยู่ข้างๆ ตำแหน่งของคนรับใช้กับเจ้านายแต่ละแท่นจะมีโครงสร้างทางศิลปะที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด น่าจะเป็นไปตามลักษณะนิสัยของผู้เป็นนาย ซึ่งน่าจะมีการปรึกษากับช่างหินก่อนแกะสลักอย่างแน่นอน.

เผยแพร่ใน:  on กุมภาพันธ์ 27, 2007 at 2:29 am ให้ความเห็น

เทศกาลหนังกลางแปลง#14

 

โบราณคดีรามา

ภูมิใจเสนอ

เทศกาลหนังกลางแปลง#14 ตอน หนังควบหนัง ฝรั่ง ไทย จีน

พบกับการฉายหนังและออกร้านขายของของเหล่านักศึกษา ท่ามกลางบรรยากาศแบบกลางแปลงของแท้ พกเสื่อมาสักผืนแล้วปูพื้นนอนดูหนังกลางลานศิลปากร ย้อนรำลึกความหลังครั้งหนังขายยายังรุ่งเรือง

พบกันวันพฤหัสบดีที่22 และศุกร์ที่23 กุมภาพันธ์ 2550 ตั้งแต่18.00.เป็นต้นไป ณ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ (เยื้องวัดพระแก้ว)

 

โปรแกรมหนัง

22 ..

  • Snake on a plane

  • เด็กหอ

  • คนเล็กตัดห้าเอ

23 ..

  • 007 Casino Royale

  • จักรยานสีแดง

  • The Host

เผยแพร่ใน:  on กุมภาพันธ์ 22, 2007 at 3:34 am ให้ความเห็น

ทฤษฎีใหม่ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ‘ยกสุโขทัยให้สยาม’

ที่มา :ผู้จัดการออนไลน์ 19 ก.พ. 50

อ่านเจอข่าวนี้ บางทีอาจจะต้องถกเถียงกันต่อในหลายๆทาง ทางหนึ่งนั้นเป็นทางวิชาการ แต่อีกทางหนึ่งในเรื่องประวัติศาสตร์การสร้างชาติแบบชาตินิยมซึ่งมีความอ่อนไหวสูงที่การพูดถึงเรื่องเหล่านี้ต้องประเมินผลกระทบทางความสัมพันะระหว่างประเทศพร้อมๆกับการมองเรื่องอคติทางชาติพันธุ์ด้วยเท่าที่ทราบมาเวลานี้ทางกัมพูชาเพิ่งผ่านยุควุ่นวาย การสร้างชาติให้เป็นเอกภาพเพื่อประโยชน์ทางการปกครองจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชนชั้นนำ การใช้ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องหนึ่งในนั้นซึ่งประเทศไทยก็เคยใช้วิธีการแบบนี้มาแล้วจนทำให้เกิด มายาคติ ต่างๆที่ต้องแก้ไขเต็มไปหมดในเวลานี้…. 

ประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของกัมพูชา ได้นำเสนองานวิจัยชิ้นใหม่ซึ่งทำให้นักวิชาการทั่วไปในกัมพูชาแสดงความไม่พอใจและตั้งข้อสงสัย โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (Jayavarman VII) กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แฟ่งยุคเมืองพระนคร (Angkor Wat) นั้นเป็นกษัตริย์เชื้อชาติจาม มิใช่เขมร นอกจากนั้นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ชาวเขมรยกย่องมาทุกยุคทุกสมัย ยังได้ยอมยกดินแดนสุโขทัยของอาณาจักรเขมรแห่งอดีตให้แก่ “พวกสยามโบราณ” ประเด็นนี้จะสร้างความไม่พอใจให้แก่นักประวัติศาสตร์ค่ายความคิดอื่นในกัมพูชาแล้ว ประเด็นนี้ยังดูขัดประวัติศาสตร์ว่าด้วยการก่อตั้งกรุงสุโขทัยของไทย อีกด้วยอีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้ชาวเขมรด้วยกันเองไม่พอใจอย่างมากก็คือ ศ.วรรณสัก ระบุว่า อาณาจักรนครวัดล่มสลาย เนื่องมาจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 “สร้างวัดและปราสาทหินต่างๆ มากเกินไป” บีบบังคับให้ราษฎรต้องกลายเป็นแรงงานทาส ทำให้เกิดปัญหาข้าวยากหมากแพง และ พังทลายลงทุกระบบในอาณาจักรเมืองพระนครจนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีใครทราบว่า เพราะเหตุใดนครวัดกับนครธมที่ยิ่งใหญ่ในศตวรรษที่ 9-12 จึงล่มสลายไป และ ชาวเขมรเหล่านั้นหายไปไหนหมด เพราะเหตุใดจึงไม่มีการถ่ายทอด “อารยธรรมนครวัด” สืบต่อกันมา ในปี 2547 ได้มีนักวิชาการตะวันตกนำเสนอทฤษฎีเกิดโรคระบาด เกิดทุพภิกขภัย และ ภัยแห้งแล้งว่าเป็นเหตุทำให้อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องพังครืนลง ค่ายความคิดนี้ใช้วิธีศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาของโลก จากภาพถ่ายดาวเทียม ในการให้สัมภาษณ์วิทยุเอเชียเสรีภาคภาษาเขมรในวันเสาร์ (17 ก.พ.) ที่ผ่านมา ศ.วรรณสัก ซึ่งปัจจุบันอยู่ในกรุงปารีส ได้ยืนยันในการค้นพบของตน โดยอ้างหลักฐานชั้นต้นชิ้นหนึ่งที่อยู่ในครอบครองและได้ศึกษาเรื่องนี้มาโดยตลอด

ยังไม่มีใครทราบรายละเอียดว่า ปราชญ์ทางด้านประวัติศาสตร์ชาวเขมรผู้นี้ มีหลักฐานชั้นต้นชนิดใดอยู่ในมือ แต่ก็เชื่อกันว่าหากเป็นเช่นนั้นจริงก็น่าจะเป็นศิลาจารึกหลักใหม่ที่ยังไม่เคยมีการเปิดเผยมาก่อน

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้น เป็นที่ยกย่องเทิดทูนของชาวเขมรมาทุกยุคสมัย ปราสาทหินนครวัดก็ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์บนธงชาติของกัมพูชาในทุกยุค กระทั่งในยุคที่ป่าเถื่อนที่สุด ช่วงที่พวกเขมรแดงขึ้นครองอำนาจ

ไม่ว่าพระองค์จะมีเชื้อชาติจามหรือเชื้อชาติอะไรก็ตาม แต่ที่แน่ๆ คือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นกษัตริย์ชาวพุทธ ที่ชาวเขมรยุคใหม่ยกย่องให้เป็น “Chey Puth” (Chey= Jaya= Victory, Puth= Buddha) ซึ่งมีความหมายว่า พระพุทธเจ้าแห่งชัยชนะ (Victory Buddha) เป็นยิ่งกว่ากษัตริย์พระองค์หนึ่ง.

เผยแพร่ใน:  on กุมภาพันธ์ 20, 2007 at 6:26 pm ความเห็น (20)

‘เอมี่ โชติรส’ : การ’ฆาตกรรมอนาคตหญิงสาว’ ด้วยอำนาจแห่ง ‘คำพิพากษา’

ปรากฏการณ์หลังประกาศรางวัลสุพรรณหงส์ครั้งที่ 16 สิ่งที่ได้รับการกล่าวถึงมากกว่าเรื่องใครได้หรือไม่ได้รับผลรางวัลกลับกลายเป็นเรื่องการแต่งชุดหวือหวาของดาราเสียมากกว่าโดยเฉพาะกรณีของ ‘น้องเอมี่ โชติรส’ถึงขนาดที่ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้มีศีลธรรมทางผิวหน้าบอบบางมากๆทนไม่ได้กับการที่ น้องเอมี่ นักศึกษา ‘ธรรมศาสตร์’ ต้องเป็นขี้ปากของสังคมในเรื่องการแต่งตัวจนต้องออกมากรี๊ดกร๊าดรับลูกและขยายความประเด็นให้ใหญ่โตขึ้นด้วยการยืนยันกับ ‘สื่อมวลชน’ ฐานันดรหนึ่งของสังคมที่ไม่รู้จะขายเรื่องอะไรอยู่แล้วว่าให้รองอธิการบดีหนุ่ม ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เรียกน้องเอมี่มาพบ สุดท้ายมีการตักเตือนและให้ไปรับใช้สังคมด้วยการอ่านหนังสืออัดลงเทปให้ผู้พิการทางสายตายฟัง(วิธีการลงโทษน่ารักดี อย่างน้อยก็ดีกว่าให้ไปทำนา สงสารกลัวน้องเอมี่เหนื่อย)เพราะความหน้าบางทางศีลธรรมของอธิการบดีฉายาแสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า(อ้างจาก Visible Man ประชาไท ประจำปี 2549) เรื่องเล็กๆที่จำกัดอยู่เพียงสังคมซุบซิบนินทาก็ขยายตัวกลายเป็นเรื่องระดับสังคมขึ้นมาทันที เนื่องจากการพูดของอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เท่ากับน้ำหนักการพูดที่บวกด้วยเกียรติภูมิทางประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งแต่การที่เคยมีคำว่า ‘และการเมือง’ พ่วงท้ายในสมัยแรกก่อตั้งโดย นายปรีดี พนมยงค์ ผู้มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยในเชิงหลักการอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (ผมยังไม่ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงใน พ.ศ. 2475 คือการเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงสู่การปกครองโดยทหารกลุ่มหนึ่งอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข) ประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย 14 ตุลา 16 การสูญเสียใน 6 ตุลา 19 รวมทั้งเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ที่รองอธิการปริญญาก็เป็นหนึ่งในผู้มีส่วนสำคัญใสมัยยังเป็นนักศึกษาที่รักสิทธิเสรีภาพ ประวัติศาสตร์เหล่านี้ตกผลึกจนกลายเป็นวาทกรรมเรียกขานมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างเลื่องลือไปทั่วว่า ‘ในธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว’ในความภาคภูมิใจนั้นของบรรดาคนธรรมศาสตร์ ผมสัมผัสได้ดีจากการชิดใกล้และร่วมทำงานมาระยะหนึ่ง(ผมไม่ใช่คนธรรมศาสตร์) แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเพื่อนๆพี่ๆของผมเหล่านั้นกำลังงงกับสิ่งที่เปลี่ยนไปในธรรมศาสตร์หรือไม่ หรือกำลังคิดว่ามองหาเสรีภาพจากนิ้วไหนดีระหว่างนิ้วมือกับนิ้วตีน(ฮา)เพราะความจริงแล้วเวลานี้ สิทธิเสรีภาพในธรรมศาสตร์กำลังถูกตั้งคำถามจากสังคมมากขึ้นหลายกรณี จะขอกล่าวถึงเฉพาะกรณีล่าสุดนี้ว่าการที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยที่มีพลังในการชี้นำและมีความคาดหวังสังคมสูงเช่นนี้ลงมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีการแต่งตัวอันเป็นสิทธิส่วนบุคคลคนหนึ่งที่กำลังทำมาหากินโดยอาชีพสุจริตเพียงแต่บวกความเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเข้าไปโดยใช้ภูมิหลังของสถาบันที่มีต่อสังคมมาเป็นประเด็นสำคัญในการเอาผิด วิธีการนี้กำลังเป็นการ ‘ฆาตกรรมอนาคต’ ของหญิงสาวคนหนึ่งหรือไม่น้องเอมี่ที่น่ารักเพียงแต่แต่งตัวในชุดที่มีดีไซน์ของตัวเองโดยมีแรงบันดาลใจจากแฟชั่นตะวันตก รัดกุมในส่วนที่พึงรัดกุมและระวังตัวไม่หลุดในจุดที่ปาปารัชซี่จับจ้อง แสดงออกด้วยความกล้าคิดนอกกรอบในที่สาธารณะอันเป็นพื้นที่ของวงการบันเทิงไม่ใช่พื้นที่อย่างมหาวิทยาลัย(สวยหรือไม่เป็นอีกเรื่อง เพราะการมองความงามเป็นประเด็นทางสุนทรียศาสตร์ที่แต่ละคนมีวิธีมองต่างกัน) หากมองในด้านที่เป็นอาชีพดารานักแสดงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะใส่ชุดให้เป็นจุดสนใจไปร่วมในงานบนพื้นที่ของวงการบันเทิง ในขณะที่ในยามปกติเพื่อนๆเธอก็บอกว่าเอมี่จะใส่ชุดนักศึกษาที่ดูเรียบร้อย นิสัยเฟรนลี่ และออกจะตั้งใจเรียนเสียด้วย

แต่เพียงเพราะสังคมซุบซิบนินทาในความหวือหวาของชุดที่ผ่านกระบวนการคิดสร้างสรรค์ นอกกรอบของเอมี่เท่านั้น มหาวิทยาลัยที่เธอเรียนจึงจัดการบูชายันเพื่อสังคมทันทีโดยไม่ได้มองว่า การกล้าคิดนอกกรอบในฐานะเด็กนักศึกษาคนหนึ่งที่ผ่านร้อนหนาวเลย 20 ปีมาไม่กี่มากน้อยนี้ ทางมหาวิทยาลัยจะส่งเสริมหรือขัดเกลาอย่างไรให้เป็นประกายงดงาม การออกมาตัดสินด้วยวิธีคิดตามแบบเรียน ‘เด็กเอ๋ยเด็กดีต้องมีหน้าที่ 10 อย่าง’ ผ่านสื่อโดยตรงและทันทีแทนการพูดคุยถกเถียงเป็นมุมมองกันภายในที่ทำได้ด้วยอาจารย์ที่สอนน้องเอมี่อยู่แล้ว เส้นทางนี้คือการดับการกล้าคิดอย่างเสรีทันที ในสังคมวิชาการระดับมหาวิทยาลัยถือว่าเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ในอีกประเด็นหนึ่ง มหาวิทยาลัยไม่ได้มองว่าการนินทาในสังคมไทยเป็นการควบคุมทางสังคมแบบหนึ่งอยู่แล้ว(อ้างจากนิธิ เอียวศรีวงศ์ ไม่รู้ตอนไหน เล่มไหน จำได้ว่าเคยพูดก็แล้วกัน) การตัดสินใจออกมามีบทบาทเป็นผู้พิพากษาทางศีลธรรมของธรรมศาสตร์กลับไม่ได้ต่างอะไรกับการย้อนยุคไปสู่ยุคมืดในยุโรปที่นำศาสนามากำจัดศัตรูของศาสนจักรและอาณาจักรที่ร่วมมือกันในเกือบทุกๆด้านในฐานะผู้มีอำนาจนำสูงทางสังคม(ยุคหนึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่คิดนอกกรอบศาสนาอันอธิบายด้วยศีลธรรมคือพ่อมดแม่มด สามารถฆ่าได้โดยไม่บาปแม้แต่การเอาลิ่มไม้ตอกอกหรือเผาไฟทั้งเป็น) การกระทำนี้จึงไม่ใช่การกระทำที่มีศีลธรรมแต่กลับเป็นเรื่องไร้ศีลธรรมเสียมากกว่า ทั้งยังไม่ได้ทำหน้าที่ในการอธิบายหรือสร้างสรรค์อะไรให้สังคมไทยเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นการย้ำวาทกรรมของเผด็จการเก่าๆให้นำประเด็น ‘ศีลธรรม’ มาเป็นเครื่องมือในการควบคุมไม่ให้เกิดการคิดนอกกรอบที่อธิบายได้ด้วยผู้อำนาจทั้งที่ ในกรณีน้องเอมี่ที่น่ารัก เพียงการซุบซิบนินทาน่าจะทำหน้าที่กับสังคมได้พอแล้วไม่ต้องให้พลังในการชี้นำทางสังคมต้องมาร่วมอธิบายอย่างทำร้าย ‘ลูกศิษย์’ ตัวเองทราบมาว่าทำร้ายถึงขนาดการใช้วิธีการ ‘ข่มขืนซ้ำ’ แบบกระบวนการยุติธรรมไทยมาสอบสวน ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ที่ต้องอธิบายทุกขั้นทุกตอนว่าป้องกันแบบไหนอย่างไรแล้วก็จับมาแถลงข่าวให้โชว์ว่าป้องกันแล้วยังไงๆกี่ชั้นๆ ตรงไหนบ้าง ชวนให้คิดภาพตามกันวุ่นวาย ไม่รู้ว่าตอนนั่งฟังรองอธิการปริญญาจะอยู่ในอารมณ์แบบใด หรืออยากจะเป็นคนตาบอดให้น้องเอมี่พูดให้ฟังซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ไม่ทราบ การใช้วิธีนี้มันน่าจะเป็นการ harassment โดยตรง ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมมหาวิทยาลัยอันเป็นสถาบันที่ต้องสอนเรื่องสิทธิมนุษยชนให้เป็นพันธกิจหลักแห่งสังคมจิตใจของหญิงสาวควรเป็นสิ่งที่ต้องทนุถนอมดุจกลีบดอกไม้ที่บอบบางแต่สวยงาม ดุจหยกใสที่เยือกเย็นทอประกายคุณค่าแต่เปราะบางแตกหักง่ายยามกระทบความแข็ง น้ำตาแต่ละหยดของหญิงสาวจึงมีความหมายที่พึงตระหนักคิด เพราะน้ำตาแม้เพียงไม่กี่หยดล้วนออกมาจากความสะทกทะท้อนภายในทั้งสิ้น ผมไม่ได้เห็นเอมี่หลั่งน้ำตากับตาแต่พอจะนึกรู้สึกสัมผัสได้ยามรับฟังใครคนหนึ่งบอกเล่าว่าเธอร้องไห้หลังเดินออกมาจากห้องสอบสวนของอาจารย์…ใครจะนึกถึงบ้างว่าที่ผ่านมาเธอใช้ความเข้มแข็งแบบใดในการเป็นนักศึกษาที่ต้องทำทั้งการเรียนให้ดีพร้อมๆไปกับการทำงานในโลกแสงสีมายา หลังจากวันนี้ที่เธอพบกับความจริงที่เป็นมายาของคนรอบตัว เธอจะเดินต่อแบบไหน เอาเป็นว่าผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่รู้จักเธอเลยสักนิดแต่จะเป็นกำลังใจให้ในฐานะที่เราทุกคนต่างก็กำลังร่วมชะตากรรมในการโดนสังคมนี้ทำร้ายเฉกเช่นเดียวกันในสังคมไทยหรือแม้แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คำว่า ‘สิทธิเสรีภาพ’ คืออะไรกันแน่ แต่มันจำเป็นหรือที่ต้องให้อำนาจใครมากำหนด สำหรับผม การซุบซิบนินทาอาจจะเป็นการควบคุมทางสังคมที่ดีกว่าการพิพากษาทางศีลธรรมของมหาวิทยาลัยที่ได้รับการยกย่องว่ามี ‘เสรีภาพ’ ทุกตารางนิ้วทำเป็นแน่ผมเคยไปหาเพื่อนหรือทานเหล้าในงานบางงานของธรรมศาสตร์หลายครั้ง บางทีก็เผลอนั่งมองนวลอนงค์แน่งน้อยเดินไปมา บางอนงค์แช่มช้อยแต่ไม่หวือหวา บางอนงค์หวือหวาแต่ไม่แช่มช้อย บางอนงค์งามทั้งแช่มช้อยและหวือหวา ทั้งหมดล้วนจำกัดความได้ทั้งอยู่ในชุดนักศึกษาและไม่ใช่ (ขอพูดเฉพาะผู้หญิงเพราะไม่เคยนั่งมองผู้ชายเดินไปมา) และทั้งหมดล้วนจำกัดความได้ว่าหวือหวาหรือไม่หวือหวาไปกว่าชุดที่น้องเอมี่ใส่ไปวันงานสุพรรณหงส์ได้เช่นกัน ผมกำลังจะบอกว่าในชีวิตปกติ สังคมหรือคนรอบข้างเราจะเป็นผู้สะท้อนผู้สวมใส่ชุดเหล่านั้นอยู่แล้ว แต่จะสวมใส่อย่างไรนั้นผู้สวมใส่ควรเป็นผู้ตัดสินใจเอง เพราะบางชุดมันขึ้นกับว่าจะยอมรับการเสียดทานของสังคมได้แค่ไหนแบบใด (สมัยผมเรียนชุดโคตรรัดกุมเลย แต่ไม่ใส่ชุดนักศึกษาไปเรียน เสื้อแถมตลอดเผื่อจะมีบริษัทไหนให้เงินค่าโฆษณาสินค้า สกปรกนิดๆ ติสท์หน่อย กางเกงเปื้อนสีและไม่ค่อยซักเพราะมีตัวเดียว เหม็นอับบ้าง ผมยาวเกือบกลางหลัง ฝ่าตีนดำเพราะไม่มีตังซื้อรองเท้าผ้าใบแต่ตัดเล็บเท้าเพื่อความสะอาด สระผมทุกวัน คนภายนอกมหาวิทยาลัยบอกว่าเซอร์ แต่เพื่อนมันด่าทุกวันว่าโส โครกจะไปเข็นผักปากคลองหรือจะมาเรียนวะ ผมก็ยังทำแบบนั้นมาจนจบ และบางทีก็ติดนิสัยมาในที่ทำงานตอนนี้ด้วย)ผมยืนยันมาตลอดๆกับหญิงสาวที่รู้จักกันรอบๆตัวว่า “แต่งหวิวมาพี่ก็ดูนะน้อง…หึๆๆ” ส่วนน้องก็จะว่า “ไม่ได้ใส่มาให้ดูนะพี่ มันเป็นแฟชั่น” นานาจิตตังว่าผมจะโรคจิต หรือน้องจะเซ็กซี่ก็ว่ากันไป (ไปงานกิฟท์ที่ศิลปากรมา แฟชั่นที่ผมชอบเพียบเลยยยย) ดังนั้นขอร้องเถอะ อย่ามาออกคำสั่งหรือชี้นำด้วยอำนาจในเรื่องนี้เลยดีกว่า…. วัยรุ่นเซ็ง เซ็งสาดดด เซ็งเป็ดดดดด !!!!ความจริงแล้ผมตั้งใจจะไม่เขียนเรื่องนี้เพราะหลายคนบอกว่าไม่ควรจะพูดถึงเรื่องนี้อีก เพราะน้องเอมี่คือผู้ที่ได้รับผลกระทบเพียงคนเดียวไม่ว่าเราจะพูดในทางบวกหรือลบก็ตาม ในเบื้องแรกผมเห็นด้วย แต่ ณ วันนี้ด้วยความที่สถานการณ์มันไปแรงมากเหลือเกิน จึงคิดว่าบางความเห็นของผมจะเป็นเสียดทานบางอย่างได้บ้าง อย่างน้อยก็จะได้มีคนมาด่าหรือถกเถียงกับผมแทน นอกจากนี้อาจด้วยความหวังเล็กๆน้อยๆแม้จะเป็นจริงได้ยากคือ บทความนี้อาจเป็นประกายให้มีการตั้งคำถามทางศีลธรรมไปถึงกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยเสรีภาพทุกตารางนิ้วมากขึ้นจะได้เข้ากับวาทะเด็ดของท่านที่ว่า “เราไม่ลงนรก เป็นผู้ใดลงนรก” จะได้สมใจท่านเสียทีอย่าลืมว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองตั้งขึ้นมาบนหลักการแห่งประชาธิปไตย แต่การพูดและทำงานรองรับในอำนาจการทำรัฐประหาร วันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นพฤติการณ์ที่สวนทางกับหลักการแห่งก่อตั้งทั้งสิ้น ต้านไม่ได้ก็นิ่งเฉยเสียยังดีกว่า ผมในฐานะส่วนหนึ่งของสังคมคิดว่าการคาดหวังของสังคมที่มีต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์น่าจะเป็นเรื่องหลักการที่มีต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่าการตามจับผิดนักศึกษาสาวแบบนี้…เรื่องแบบนี้ปล่อยให้แค่กระทรวงวัฒนธรรมบ้าไปกระทรวงเดียวก็พอแล้วครับ

ขุนพลน้อย 17 ก.พ. 50

เผยแพร่ใน:  on กุมภาพันธ์ 17, 2007 at 6:46 pm ความเห็น (7)

ศิลปิน

นพพร เขียนถึง พิเศษ สังข์สุวรรณหรือพี่ตาร์ ที่หลายๆคนในวงการโบราณคดีรู้จักในฐานะพี่ผู้อาวุโสและศิลปินมากฝีมือ วันหลังผมจะเล่าเรื่องราวของเขาให้ฟัง

 โปรดสดับฟังเสียงสำเนียงเพลงบทนี้เถิด

เพราะข้าพเจ้าได้พร่ำเพียรกลั่นกรองความสดชื่นจากดวงใจภายใต้ร่างกายอันร้าวราน

ด้วยหวังขับกล่อมขับขานให้พวกท่านรื่นเริงและหลงลืมความปวดร้าวจากวันคืนที่แสนเศร้า

ฟังสิฟังสิท่านถ้อยคำเหล่านั้นท่วงทำนองเหล่านั้น

ต่างถูกถักทอขึ้นจากบุคคลซึ่งถูกหลงลืมไว้เบื้องหลัง

อย่าอย่าเลยอย่าคิดเวทนาข้าพเจ้าแม้แต้เพียงนิด

เพราะความเปรมปรีดิ์ของพวกท่านต่างหากที่ทำให้ข้าพเจ้ายังพอมีแรงขยับเขยื้อนเคลื่อนกายเยี่ยงสามัญชน

สุขเถิดท่านทั้งหลายเคลื่อนกายให้สุขสันต์อย่างที่ท่านมิเคยได้รับสุขนั้นมาก่อน

เพราะข้าพเจ้าจะบรรเลงเพลงบทนี้ต่อไป

โอ้กาลเวลาล่วงเลยไป

ขออภัยเถิดท่านทั้งหลาย หากขณะนี้ร่างกายของข้าพเจ้ามันร้าวรานเกินกว่าที่จะสร้างสรรค์ถ้อย-ทำนองอันสุขสันต์ไว้เป็นของขวัญแด่ดวงจิต

น้ำเสียงของข้าพเจ้ามันแหบพร่าเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยวจีอันไพเราะ

แขนขาของข้าพเจ้ามันอ่อนล้าและเหน็บชาเกินกว่าจะคว้าเครื่องดนตรีมาดีดสีให้พวกท่านรื่นรมย์

ขออภัยเถิดท่านทั้งหลาย

ด้วยลมหายใจของข้าพเจ้าก็เริ่มเหนื่อยล้าเกินทานทน

อีกไม่นานหรอกอีกไม่นานท่านก็คงลืมบทเพลงที่ข้าพเจ้าเคยขับขานกล่อมเกลา

อีกไม่นานหรอก..อีกไม่นานจะมีผู้มาขับขานบทเพลงบทใหม่ให้ท่านได้หฤหรรษ์กันต่อไป

อีกไม่นานหรอกอีกไม่นานราตรีกาลจะพัดพาร่างกายและดวงวิญญาณของข้าพเจ้าให้แตกสลายกลายเป็นเพียงผงธุลี และเสียงดนตรีก็จะกลายเป็นเพียงความทรงจำ

อีกไม่นานหรอกอีกไม่นาน

แด่พี่ต้าร์ พิเศษสังข์สุวรรณ ศิลปินผู้ถูกหลงลืม

นพพร

16 ..50

เผยแพร่ใน:  on กุมภาพันธ์ 16, 2007 at 12:27 pm ให้ความเห็น

แด่สงครามและวินาศกรรม

งานเขียนเชิงกวีจาก นพพร ผู้ห่างหายไปจากวงการน้ำหมึกไประยะหนึ่งเพื่อซุ่มผลิตผลงานศิลปะอย่างต่อเนื่องบนโปสการ์ด เสื้อผ้า และตุ๊กตา แวะชมดูได้ที่หน้าร้าน 1000 THANKS’  ตอนนี้เขากลับมาถ่ายทอดรสกวีอีกครั้งบน ‘ARCHAE0 45’  ที่แรก  

แด่สงครามและวินาศกรรม

เหล่ามนุษย์เพื่อนรัก…จงจำไว้เถิดว่า.. ชีวิตและดวงวิญญาณที่เธอเร่งประหัตประหารกันและกัน

แท้จริงแล้วพวกเขาต่างก็คือส่วนหนึ่งของพวกเธอ

เมื่อเธอได้สร้างความเจ็บปวดให้แก่เขา

เธอก็กำลังตอกลิ่มความเจ็บปวดรวดร้าวไว้แก่ดวงใจของเธอด้วยเช่นกัน

แม้ว่าความเจ็บปวดนั้นจะถูกเก็บซ่อนไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดแห่งดวงใจของพวกเธอก็ตาม

…จงรู้ไว้เถิดว่า…เมื่อใดที่เธอประสงค์จะฉีกแขนขาของพวกเขา…

เธอก็กำลังจะฉีกแขนขาของเธอออกด้วยอาวุธชิ้นเดียวกัน

        …ทำไมนะหรือ?…       

ก็เพราะเธอมิได้ถูกสร้างขึ้นมาให้อยู่กันอย่างโดดเดี่ยว

        เธอมิอาจหยัดยืนมีชีวิตอยู่ด้วยการเก็บตัวตามลำพังโดยมิพึ่งพาผู้ใด

        …นั่นแหละ…พระองค์จึงสร้างความรู้สึกเปลี่ยวเหงาอ้างว้างไว้แก่พวกเธอ

มิใช่เพราะพระองค์จะลงโทษให้เธอตกอยู่กับความทุกข์ระทม

แต่พระองค์ได้มอบมันไว้เพื่อเป็นของขวัญสำหรับนำพาเธอและเขา ให้มาพบและเรียนรู้จักการให้อภัย ความรัก และเมตตา เพื่อแปรเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นเป็นพลังในการเกื้อกูล และช่วยเหลือกันและกัน

…สงบเถิดเพื่อนรัก…ปล่อยมือจากอาวุธ และปลดปล่อยดวงใจออกจากความชิงชังเหล่านั้นเสียเถิด เพราะในอีกไม่ช้าไม่นาน…พวกเธอก็จะได้รับรู้ว่า…

ยังมีความโหดร้ายอีกมากมายที่เหล่ามนุษย์อย่างพวกเธอจะต้องฟันฝ่าไปด้วยกัน

…โอบกอดกันเถิดเพื่อนรัก…

บัดนี้พวกเธอมิเหลือใครที่จะช่วยนำพาพาหนะแห่งดวงใจขับเคลื่อนข้ามพ้นมหาตภัยอันยิ่งใหญ่ซึ่งประสงค์จะพรากร่างกายและดวงวิญญาณของพวกเธอออกจากกันนอกจากพวกเธออีกแล้ว

…รัก…รัก…รัก…จงพร่ำพรรณนาถึงคาถาบทนี้เถิด

แล้วไม่ว่าท่านหรือเราก็จะสามารถเดินทางผ่านคลื่นความโหดร้ายแห่งค่ำคืนนี้ไปได้

…ไปเถิดเพื่อนรัก…นำพาดวงใจของเราก้าวผ่านความอัปยศแห่งยุคสมัยของความเกลียดชังไปด้วยกัน

…ไปเถิดเพื่อนรัก… 

นพพร10 ก.พ. 50

เผยแพร่ใน:  on กุมภาพันธ์ 10, 2007 at 1:08 pm ให้ความเห็น

แด่เจ้านกน้อยที่จากไป

เมื่อ 2 คืนก่อน หลังจากที่ผมกลับจากการชื่นชมโลกของกลางคืนตามกติ เมื่อมาถึงห้องพักจึงล้างหน้าด้วยความอ่อนเพลีย พลันสายตามองไปเห็นตัวอะไรมันกลิ้งๆ ขยับไปมาที่อ่างล้างหน้า(มันมืดขี้เกียจเปิดไฟ)

ผมถ่างตาจ้องดูให้ชัดๆจึงเห็นเป็นลูกนกตัวหนึ่งดิ้นไปมาบนน้ำเปียกๆและเปลือกไข่ที่แตกออก มันจะตายรึป่าววะ บาปแล้วกู ผมนึกในใจ

ตั้งสติได้รีบนำเจ้าลูกนกน้อยมาเช็ดน้ำออกแล้ววางบนผ้า ตัวมันเล็กมาก เล็กกว่าปลายนิ้วก้อยเสียอีก ตายังปิดสนิท หัวโตๆ ผิวย่นๆ บอบบางและแดงอมชมพู ยังไม่มีขนขึ้น ด้วยความไม่เคยเลี้ยงนกมาก่อนจึงนำผ้ามาคลุมอีกชั้นเผื่อว่ามันหนาว เห็นเจ้าตัวน้อยยังกลิ้งๆต่อได้เลยเบาใจไปนอน

ตื่นเช้ามาไปดูอีกครั้ง…โล่งอก เจ้านกน้อยยังมีชีวิต ผมเลยรีบออกไปหาข้าวให้มันกิน เคยดูในสารคดีแม่นกจะเอาปากแหย่หย่อนอาหารลงไปในคอ ผมเลยไปเอาไม้เล็กๆมาเขี่ยข้าวผสมน้ำให้มันนุ่มหย่อนลงคอมันบ้าง จากนั้นก็หยอดน้ำตาม ดูมันอิ่มแล้ว ผมจึงเลี่ยงไปอ่านหนังสือ ส่วนเจ้าตัวเล็กก็หลับสบายๆต่อ

สายๆผมให้อาหารมันอีกครั้งก่อนออกจากบ้าน ตอนแรกก็กังวลว่ามันจะตายหรือไม่ แต่คิดว่าเวลาปกติตอนแม่นกออกไปหาอาหารก็ทิ้งลูกไว้ ผมก็เลยเลียนแบบทิ้งไปบ้าง สุดท้ายผมเมื่อกลับมาตอนดึก จึงลองแตะเบาๆมันยังดิ้นได้และดูแข็งแรง เลยให้อาหารอีกรอบ

อย่างไรก็ตาม อากาศช่วงนี้ออกจะหนาว ด้วยความที่คิดว่าคืนก่อนมันรอดผ่านมาได้ ผมก็เลยไม่คิดอะไร คลุมผ้าให้ตามปกติเช่นเดิม ทว่าเมื่อเช้านี้ ตัวมันขาวซีด ผมลองแตะดู ปกติมันจะดิ้นตอบสนองไปมา แต่คราวนี้มันไม่กระดิกสักนิด

เจ้านกน้อยจากผมไปแล้ว….อาจด้วยผมดูเบาความหนาวเกินไปทั้งที่ผมก็เองรู้สึกหนาวในค่ำคืนนั้น

ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งผมลงมือฝังมันลงไป มันมีชีวิตเพียง 2 วัน ก่อนนี้ผมอยากเห็นมันเติบโตและโบยบินสู่โลกกว้าง หลังจากนี้หวังว่าวิญญาณเจ้านกน้อยจะโบยบินไปสู่แดนสุคติภพเถิด   

 ขุนพลน้อย

5 ก.พ. 50

เผยแพร่ใน:  on กุมภาพันธ์ 5, 2007 at 4:30 pm ให้ความเห็น

ชื่นชม ‘จันทร์ผมหอม’

ดวงจันทร์เจ้ายามราตรีเมื่อ 6 คืนก่อนดูแจ่มฟ้าจับตา แม้ไม่กลมจนเกลี้ยงหรือไม่เป็นเสี้ยวจนโค้งดุจรูปเคียวแต่ก็นวลเหลืองอร่ามสว่าง เมื่อยามประกอบกับเสียงทำนองเพลงชาวดินแดนล้านนาประเทศแว่วลอยมาตามลมหนาวช่วงเวลานั้นชวนสำราญใจจนอดมิได้ที่จะต้องหยิบยกจอกสุราขึ้นมาดื่มอีกครั้งหลังปวารณาตัวงดมาได้ 20 กว่า วัน

หวนนึกย้อนกลับไปคืนวันนั้น ทางล้านนาชมรมจัดให้มีเทศกาลพบปะสังสรรค์ชาวล้านนา ณ ลานสนามบาสกว้าง แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเป็นครั้งแรกบนพื้นที่ดินแดนนี้ แม้ที่ทางจะดูคับแคบด้วยผู้คนที่มาเยือนมากมายแบบคาดไม่ถึง ประกอบกับการสัญจรของรถราที่ผ่านไปมาจนต้องเหลือช่องทางไว้ให้จนกลายเป็นการขบกินพื้นที่ให้เสียดายแก่บรรยากาศไปบ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงกับขุ่นหมองใจจนไม่เป็นอันทำอะไร บรรยากาศที่เบียดเสียดนี้กลับดูอบอุ่นไปอีกแบบ

ท่ามกลางผองชาวล้านนาทั้งจากที่อื่นและที่ในศิลปากรก็มีชาวภาคอื่นแทรกแซม โดยชาวล้านนาศิลปากรจัดขันโตกรสเลิศไว้คอยต้อนรับขับสู้ผู้มาเยือน ในเบื้องหน้าก็มีความรื่นรมย์หลายสิ่งให้ชวนมองและชวนฟัง ที่ติดใจเห็นจะเป็นการบรรเลงเปี๊ยะเสียงใสหวานแต่กังวาลก้อง ซึ่งหาฟังและหาศิลปินสืบทอดด้านนี้ไม่ง่ายนัก เสน่ห์อันเฉพาะนอกจากเรื่องเสียงแล้วที่สำคัญคือ ผู้บรรเลงต้องเปลือยท่อนบนอวดเรือนร่างแลกล้ามเนื้อ เนื่องจากจะต้องนำส่วนที่เป็นเต้าคล้ายๆกล่องเสียงวางทาบไปกับผิวเนื้ออก ดังนั้นสตรีคงจะเล่นเครื่องดนตรีชนิดนี้มิได้

ส่วนการแสดงอีกชุดที่ชวนมองนั้นเป็นการร่ายรำแบบหนึ่งที่จำชื่อไม่ได้ แต่พอรู้ว่าทำนองท่วงท่าได้เค้ากลิ่นอายม่านมอญพม่า ที่จังหวะทั้งรุก ทั้งเร้า ทั้งกระชั้น อาจด้วยความเป็นชนชาติที่ห้าวหาญชาญศึกสงครามมาแต่ดั้งเดิม ถึงกระนั้นท่วงทำนองการร่ายรำกลับดูอ่อนช้อย คล้อยเคลื่อน เลื่อนไหล งดงามไม่ขัดเขิน เช่นเดียวกับการแสดงอีกชุดที่ชายหนุ่มและหญิงสาวคู่หนึ่งจะแต่งตัวร่ายรำลอกเลียนท่าทางการยั่วยวนกันและกันของนกชนิดหนึ่ง การแสดงนี้ชวนให้อิจฉาหลงไหลเจ้าน้อยนกคู่นี้เสียจริง

อย่างไรก็ตาม การแสดงหลายชุดเหล่านี้ที่ว่างามแล้วยังต้องยกให้ละครเรื่อง เจ้าจันทร์ผมหอม‘ เป็นเอกของค่ำคืน 

เบื้องแรกเริ่มเรื่อง ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปยังเงาร่างรางๆของ เจ้าจันทร์หญิงสาวในผ้าม่านขาวบางบนเสลี่ยงงดงาม ยามต้องลมผ้าพลิ้วไหวพริบตาหนึ่งเหมือนจะเปิดให้เห็นแจ่มชัด แต่อีกพริบตาเหมือนจะเลือนหายไปให้จินตนาการถึงใบของหน้าหญิงสาวโฉมสะคราญ ขบวนนี้เคลื่อนคล้อยจากเงามืดเบื้องหลังสู่เบื้องหน้า มีหลายบุรุษแบกหามแห่แหนดูมากพิธีรีตองสะท้อนความสูงศักดิ์แบบหนึ่งที่ยากเข้าถึงแตะต้อง

พลันที่ เจ้าจันทร์ผู้นี้เปิดผ้าม่าน แสงไฟสว่างขึ้นจับจ้าเผยร่างหญิงสาวตัวน้อยในชุดโบราณล้านนา แม้จะไม่แย้มยิ้มซ้ำดูขรึมเข้มแต่ก็กลายเป็นอำนาจประหลาดตราตรึงผู้พบเห้นแบบหนึ่ง แววตาชวนเพ่งมองให้ลึกซึ้งถึงความบอบบางหวั่นไหวที่ซ่อนในใบหน้านิ่งเฉยนั้น มีคำเล่าลือว่าเส้นผมเธอมีกลิ่นหอมจางๆแต่รัญจวนกระจายให้ผู้อยู่ใกล้เคลิบเคลิ้มงมงาย ส่วนข้าพเจ้าเท่าที่ใช้ตาสัมผัสมองเห็นว่าเส้นผม เจ้าจันทร์ดูเล็กละเอียดเหมือนเส้นไหม สีผมดำขลับแม้รวบไว้เป็นหางม้าก็ยังยาวสลวยทอดตรงจนประเอวสวยงามแปลงกตากว่าหญิงงามคนอื่นที่พบผ่านทั่วไป

ทว่า เจ้าจันทร์นี้มีรัก ยามนี้ในตาเธอบ่งบอกความมุ่งมั่นสะท้อนออกกระตุ้นสำนึกให้ชายอื่นพึงระวังว่ามิอาจโยกคลอนจิตใจเธอนี้ให้เป็นอื่นไปจาก เจ้าหล้าหนุ่มรูปงามผู้มีพักตร์สำอางค์คมคาย แต่ด้วยโชคไม่ดีด้วยพันธะวิกฤติแห่งบ้านแห่งเมือง บิดาจึงให้ เจ้าจันทร์รับปากแต่งงานกับพ่อเลี้ยงคนหนึ่ง พ่อเลี้ยงหนุ่มผู้นี้ความจริงก็ดูเหี้ยมหาญชาญกล้าแต่หน้าตาค่อนละม้ายคล้ายไปทางโจร ด้วยประการฉะนี้แม้ใจจักต้องฝืนกล้ำกลืนแต่มิอาจไม่ทำตาม สร้างความลำบากใจแก่ เจ้าจันทร์นัก

แต่ใจสตรีนั้นบางทีก็โลเลหยั่งยาก ด้วยพ่อเลี้ยงหนุ่มยึดมั่นมุ่งใช้ใจแลกกับใจ ยาม เจ้าจันทร์‘ คนงามเปรยความต้องการอยากได้ดอกไม้บนผาสูง ดอกไม้หนึ่งดอกกับเพียงยิ้มเดียวของหญิงงาม แม้ต้องใช้ชีวิตแลกใยมิคุ้มค่า ครั้นนึกได้ดังนั้น พ่อเลี้ยงก็ปีนป่ายผาจนได้ดอกไม้มาแต่ก็พลาดพลั้งตกผาครั้งหนึ่ง โชคดีไม่ถึงกับเสียชีวิตแต่บาดเจ็บทางกายไม่ใช่น้อย เจ้าจันทร์จึงเริ่มหวั่นใจในความกล้าและความรัก แต่ยังไม่เอนเอียงตัดสินใจ ยกสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่ตั้งขอเสี่ยงทายต่อพระธาตุอินทร์แขวนแดนพม่า หากผมหอมบนเกศานี้ลอดผ่านใต้ศิลาอินทร์แขวนไม่ได้จักยอมแต่งด้วยกับพ่อเลี้ยงผู้ใจมั่น แต่หากผมหอมนั้นลอดผ่านศิลาอินทร์แขวนได้ เจ้าจันทร์จักขอแต่งด้วย เจ้าหล้ารูปงาม

เหตุการณ์พลิกผันวูบวาบอีกครา ก่อนช่วงเพลาเสี่ยงเป็นเสี่ยงทายที่กระชั้นขึ้น ใครเล่าจะรู้ใจเจ้าจันทร์ว่าคิดอันใด ภาวนาอันใด ในช่วงสับสนนี้กลับมีกองโจรบุกมาถึงเรือน เข่นฆ่าทำร้ายคนจนใครก็ไม่อาจต้านทานต้านทานอยู่ จะมีแต่ก็พ่อเลี้ยงหนุ่มที่หาญเอาตัวผู้เดียวมาเสี่ยงสู้วัดความเป็นตายปกป้องเจ้าจันทร์อันเป็นที่รักไว้ ครั้นเมื่อโจรจะบุกมามากจึงใช้ดาบต่อดาบปะทะหักหาญ ประกายดาบวูบวาบชวนหายใจหายคอ พ่อเลี้ยงหาจุดอ่อนเลี่ยงจุดแข็ง ทำลายผู้ไร้ฝีมือก่อนด้วยเวลาอันสั้น ฝูงโจรนั้นคิดแต่จะหักหาญผลาญชีวิตด้วยกำลังต่อตีเอาซึ่งหน้าถ่ายเดียวแทนการล้อมล่อหลอกให้หมดแรงค่อยเอาชัยจึงต้องล้มตายจนเกือบหมด เหลือเพียงหัวหน้าโจรที่มีฝีมือพอตัวคนเดียว

พ่อเลี้ยงนั้นแม้เหนื่อยใจแทบขาด แต่ถือเคล็ดดาบออมกำลัง ฟันมาไม่รับ ยกดาบเหมือนขึ้นรับทางตรงแต่ทอนกำลังพลิกข้อมือสอดท้ายดาบม้วนสู่ข้อมืออีกเจ้าโจรร้ายจนถือดาบไม่มั่น ยืมกำลังม้วนวนนี้พลิกกระชากจนดาบหลุดมือ ก่อนจะพุ่งโจนฟันเต็มกำลังแรงหมายจะเผด็จศึกในทีเดียว

แต่ได้ชื่อว่าหัวหน้าย่อมไม่ใช่ชนชั้นไร้ฝีมือ วินาทีผลาญชีวิตกลับยึดสติมั่นใช้ความเร็วพุ่งตัวจับแขนรั้งดาบพ่อเลี้ยงไว้มิให้เฉือนคมเข้าเนื้อ บิดข้อจนดาบหลุดไปเช่นเดียวกัน ยื้อยุดกันไปมาจนเสียหลักแยกห่างกันทั้งคู่ ยามไร้ดาบก็ใช้หมัดต่อมือ เข่าต่อศอก วัดวิชาฝีมือเชิงหมัดมวย ผลัดกันแก้ทางรุกรับเป็นหลายครั้ง สุดท้ายโจรร้ายเสียทีด้วยท่วงท่าฤาษีบดยา เมื่อโดนพ่อเลี้ยงเหยียบเข่าส่งแรงดีดตัวขึ้นพุ่งข้างบน ก่อนใช้ศอกบดขยี้กระแทกลงมากลางกระหม่อมจนสลบพ่ายแพ้ จากนั้นเป็นตายประการใดมิอาจทราบได้

แต่การนี้พ่อเลี้ยงหนุ่มก็ใช่ไม่บาดเจ็บหรือชนะโดยง่าย เข่าอ่อนซวนทรุดอยู่ตรงหน้า เจ้าจันทร์ยิ่งมาตอนนี้ใครเล่าจะหยั่งใจหญิงสาวคนงามผู้นี้ได้ว่าระหว่างรักแรกต่อ เจ้าหล้าผู้สง่าสำอางค์กับ พ่อเลี้ยงผู้เหี้ยมหาญ ใจนางจะหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปประการใด”

บัดนั้นเองสุราก็เข้าปากข้าพเจ้าอีกคำหนึ่ง ทางหนึ่งติดตามชมดูละคร อีกทางหนึ่งขบคิดถึง มาลา คำจันทร์ ผู้ประพันธ์ เจ้าจันทร์ผมหอมดุจเนรมิตรให้หญิงสาวผู้นี้เป็นความงามในจินตนาการของผู้คนได้อย่างหมดจด ตราตรึงหอมหวานยามคิดประหวัดถึง ยิ่งชมดูละครมาถึงตอนท้ายเรื่องยิ่งใคร่รู้ตอนจบว่าจะเป็นอย่างไร ความศักดิ์แห่งอินทร์แขวนแดนพม่าจะดลบันดาลใจ เจ้าจันทร์หรือใจ เจ้าจันทร์จะดลบันดาลตนเอง เส้นผมบนเกศาที่ทั้งยาว ทั้งบาง ทั้งละเอียดและวาวลื่น เมื่อสอดแทรกไปใต้ศิลาบางทีอาจจะลอดผ่านได้ แต่คิดย้อนอีกทางคงไม่อาจลอดผ่านได้ หรือแม้ลอดผ่านได้ใจกลับลอดผ่านไม่ได้ก็เป็นได้ เสี้ยวบางๆทางจิตใจสตรีนี้คงเหมือนกับพระธาตุอินทร์แขวนบนก้อนศิลากลมอันตั้งอยู่บนพื้นผาลาดเอียงที่บางครั้งเหมือนจะเปลี่ยนแปลตามภาวะการณ์ให้ตกหล่นสู่ก้นเหวได้ตลอดเวลา แต่เวลาเดียวกันกลับยังดูตั้งมั่นบนความหมิ่นเหม่ได้อย่างอัศจรรย์ ใจ เจ้าจันทร์เอยตอนนี้นั้นเจ้าคิดอะไรหนอ

คำตอบเป็นอย่างไรนั้นคงต้องไปคิดต่อกันเอาเอง จริงอยู่ในละครวันนั้นมีคำเฉลยแต่ใจข้าพเจ้าไม่อยากเฉลยที่นี้ อาจเพราะคิดเอาเองว่าหนังสือ เจ้าจันทร์ผมหอมของ มาลา คำจันทร์ คงจะให้ทั้งคำเฉลย ความคิด และห้วงอารมณ์ที่เพริศแพร้วสุดหยั่งคาดได้หลายหลายไปหลายทางกว่าตามธรรมชาติของอักษร คือที่สุดแล้วขึ้นอยู่กับใครจะจินตนาการไปสู่จุดใด ในอดีตไม่มีโอกาสอ่านด้วยหนังสือใดเมื่อได้รางวัลมันมักแพงเกินกลั้นใจซื้อ ครั้นจะหยิบยืมก็ไม่อยากรีบเร่งอ่าน แต่ตอนนี้ใจข้าพเจ้าเองคิดอยากไปหาอ่านเทียบกับละครที่เห็นนี้ดูสักคราเสียแล้ว

เจ้าจันทร์เบื้องหน้าหายลับไปแล้วกับงานเลี้ยงที่เลิกรา แต่วงสุรายังไม่เลิกรา ความคิดก็ยังไม่เลิกรา งานแสดงค่ำคืนนี้มิเพียงน่าชื่นชมด้วยเนื้อหาหรือด้วยความน่าค้นหาในตัวของ เจ้าจันทร์เท่านั้น กระบวนการดำเนินเรื่องกลับน่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เมื่อทีมสร้างนำความร่วมสมัยมาประกอบการนำเสนอ เช่น การนำหน้ากากขาวมาใส่ตัวละครบางตัว ปรับการใช้เสียงและลีลาไม่ให้ดูคร่ำครึ บางครั้งก็สื่อความด้วยภาษากายแทนคำพูด ทำให้จากละครที่ดูย้อนยุคแบบเก่าๆกลายเป็นละครเวทีสมัยใหม่อันมีชั้นเชิงท่วงทีไม่ต่างกับการชมโรงละครของเจ้าชายอู๋หลวน ในภาพยนต์ Blanque

ความสร้างสรรค์เหล่านี้ คงต้องผ่านการร่วมมือและทุ่มเทเวลา ความคิดกันพอสมควร จึงชวนเคลิบเคลิ้มหลงไหลเช่นนี้ งานแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นบ่อยนักในศิลปากรยุคหลัง แม้แต่งานสำคัญอย่างวันศิลป์ พีระศรี ยังดูจืดชืดกว่าเสียอีก นับว่าเหล่าศิษย์น้องรุ่นหลังเวลานี้มีทั้งความตั้งใจและฝีมือ รวมทั้งมีการร่วมมือกันอย่างน่าชื่นชม

ที่น่าชื่นชมยกย่องไม่แพ้กันด้วย คงเป็นคนเบื้องหลังที่ทำงานหนักไม่แพ้คนเบื้องหน้า ใครเล่าจะรู้ว่าเสลี่ยงงามที่นำพา เจ้าจันทร์ให้งามสง่าเมื่อแรกเห็นนั้นกว่าจะเสร็จสิ้น หนุ่มคนหนึ่งที่มีจิตใจเข้มแข็งห้าวหาญมุ่งมั่นไม่แพ้พ่อเลี้ยงในเวทีได้ใช้แรง เวลาและความคิดไปมากน้อยเท่าไหร่หลังเวที ในรอบหนึ่งเดือนมานี้ ยามข้าพเจ้าเข้าไปจิบสุราใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งกรุงเทพมหานคร ณ ศิลปากร ไม่ว่าจะมีผู้คนมากหรือน้อย แต่แทบทุกครั้งจะเห็นบุรุษหนุ่มผู้นี้กำลังเลื่อยไม้ ตอกตะปู ออกแบบ สร้างแล้วรื้อใหม่ เป็นอย่างนั้นตลอดจนกลายเป็นเสลี่ยงสวยงามในวันงาน

ส่วนอาหารรสเลิศแกล้มสุราที่ข้าพเจ้าพอใจนั้น หากไม่มีความห่วงใยของคนกลุ่มหนึ่งต่องานของสหายแลพี่น้องแล้วคงขลุกขลักขัดข้องมาก ทุกอย่างกลับง่ายดายขึ้นเมื่อเกิดการยื่นมือช่วยเหลือกันคนละหนึ่งนิดหนึ่งแรง วันนั้นสายตาของข้าพเจ้าพบเห็นแม้กระทั่งสหายรุ่นพี่ที่ขณะนี้กลายเป็นอาจารย์ประสาทวิทยาแก่ศิษย์น้องรุ่นหลังไปแล้วกำลังทอดหมูในกระทะใบใหญ่เพื่อใช้ในงานลูกศิษย์อย่างยิ้มแย้ม แม้จะต้องพลาดการฟังเสียงสำเนียงดนตรีพื้นบ้านล้านนาและระบำรำฟ้อนอันเป็นที่โปรดปรานมาตลอดก็ตามที

หรือแม้สหายรุ่นน้องหลายคนที่เดิมทีตั้งใจจะมานั่งสังสรรค์ดื่มสุรากันให้หนำใจในวันงานหลังคร่ำเคร่งกับการศึกษาสู่การเป็นบัณฑิตมายาวนาน ยามทราบว่าขาดแคลนกำลังคนในส่วนที่เฉพาะหน้าก็ปลีกตัวไปช่วยจนเต็มแรงแบบไม่เป็นอันดื่มสุรา

ภาพเหล่านี้บางทีก็อร่อยกว่าอาหารตรงหน้าเป็นไหนๆ

ส่วน เจ้าจันทร์ผมหอมนั้นวันรุ่งขึ้นก็เปลี่ยนเป็นสวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงสามส่วนกระทัดรัด ถอดความแบบบางน่าทนุถนอมยามค่ำคืนกลับกลายเป็นเด็กน้อยวัยรุ่นธรรมดาที่ดูสดใสร่าเริง แต่เส้นผมเธอยังยาวตรงประเอวเป็นที่สะดุดตาเหมือนวันวาน  กระนั้นก็มาร่วมลงแรงเก็บข้าวเก็บของทั้งวัน

สำหรับข้าพเจ้ายามนั้นแม้เปลี่ยนจากถือจอกสุรามาเป็นถือถ้วยกาแฟแล้วก็ตาม แต่ยังใช้วิธีนั่งชื่มชมภาพตรงหน้าแทนการเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เฉกเช่นเดิม

งานนี้จะเสียก็เพียงอย่างเดียว คือ ไม่ว่าจะกลางคืนหรือกลางวันก็มองเห็น เจ้าจันทร์เพียงระยะไกลจนสงสัยแก่ใจว่า เจ้าจันทร์ผมจะหอมดังคำคนเขาลือจริงหรือไม่ เห็นทีเรื่องนี้คงไม่ต้องตัดสินใจยากถึงกับต้องไปบนบานเสี่ยงทายถึงที่อินทร์แขวนแดนพม่า เพียงแต่เดินไปมาหากันใกล้ๆกว่านี้อีกสักนิดก็พอ….หึหึหึ

ขุนพลน้อยรำพันยามค่ำคืน

30 .. 50

 

 

 

 

 

 

เผยแพร่ใน:  on กุมภาพันธ์ 1, 2007 at 4:15 pm ความเห็น (4)