เมื่อผมจะขอเขียนรัฐธรรมนูญด้วยคน

คิดมานานว่าจะเขียนเปิดบล็อกด้วยเรื่องอะไรดี สมองไหลไปมาจิปาถะ ตั้งแต่จะเขียนให้เข้ากับชื่อที่ตั้งว่า ‘Archaeo 45 ‘ อันจากส่วนหนึ่งของคำว่า โบราณคดีโดยเขียนให้เป็นเรื่องโบราณคดีไปเลยดีหรือไม่ แต่ก็คิดต่อว่าจะเอาเรื่องราวโบราณคดีแบบไหนมาเขียน ด้านวิชาการสุดขั้วหรือจะแค่เกร็ดความรู้ หรือจะแบบเบาๆเป็นเกร็ดความรักตามวิถีชีวิตของชาวโบราณคดีอะไรทำนองนี้

 

คิดไปคิดมาก็ลงตัวที่ รัฐธรรมนูญนี่เอง เพราะเห็นว่ามันกำลังเป็นกระแสสุดฮิตไปทั่วทุกหัวระแหงในบ้านเมืองสยามเวลานี้ หลักๆก็ทำอยู่ในสภาร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ไม่หลักแว่วๆข่าวมาว่ามีไม่ต่ำกว่าสิบวง กำลังกุลีกุจอเขียนคู่ขนานอยู่

 

แล้ว รัฐธรรมนูญมันเกี่ยวกันตรงไหนกับ ‘Archaeo 45′ น่ะหรือ มันเกี่ยวก็ตรงที่เวลาคุยกับใครในวงการโบราณคดี ไม่ว่าจะครูบาอาจารย์ ลูกศิษย์ลูกหา แม้แต่เพื่อนฝูงในและนอกวงการ มันก็จะพูดว่า “ไม่ใช่เรื่องของโบราณคดี”

 

ในใจลึกๆมันเลยคิดา “แล้วมันเรื่องของใครกันวะ นักกฎหมายหรือ ชาวบ้านหรือ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือ ทักษิณ ชินวัตรหรือ ฟ้าประทานหรือ แล้วก็สารพัดหรือ สุดท้ายไม่พ้นต้องมาคิดกลับอีกทีว่า เฮ้ย ! มันเกี่ยวกับ ทุกคนไม่ใช่หรือ”

 

ความจริงแล้วทุกคนทุกวงการควรจะมีส่วนในการร่างไอ้รัฐธรรมนูญเจ้าปัญหานี่เสียด้วยซ้ำ มันจะยกให้ไอ้บักหำบักหงอกที่ไหนทำแต่เฉพาะเขาคงไม่ถูกเสียกระมัง เพราะไม่ว่ามองอย่างไรแล้วผู้ครอบครอง รัฐธรรมนูญมันก็เปรียบเหมือนเจ้ายุทธจักรผู้ครองครองยุทธภพในหนังจีนดีๆนี่เอง (นึกไม่ออกไปหา เดชคัมภีร์เทวดามาอ่านซะ) เนื่องจากรัฐธรรมนูญหมายถึงอำนาจและข้ออ้างสูงสุดที่จะมาเป็นพันธะผูกพันเราไปจนกว่าจะมีคนมาฉีกมันด้วยคุณธรรมอันสูงส่ง

 

ดังนั้นแม้แต่คนในวงการประวัติศาสตร์ โบราณคดีและมานุษยวิทยา ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องถูกมันตีกรอบและจำกัดสิทธิเอาไว้ส่วนหนึ่งโดยชอบธรรม เช่น ปัญหาหนึ่งที่ดูดีแต่แก้ไม่ตกในรัฐธรรม 2540 เรื่องการรองรับสิทธิชุมชนกับงานโบราณคดีไปด้วยกันได้หรือไม่

 

แน่นอนว่าสิทธิชุมชนนั้นเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนและรัฐธรรมนุญ 2540 ก็รองรับอย่างเต็มที่ แต่เมื่อมาพูดถึงการจัดการทางโบราณคดีกับสังคมนั้นยังมีบางอย่างที่ต้องการการคุยอย่างลงตัวและรัดกุมยิ่งขึ้น ด้วยเหตุที่ว่างานโบราณคดีโดยเบื้องต้นคือการบันทึกข้อมูลอย่างเที่ยงตรง เพราะความคลาดเคลื่อนของตำแหน่งที่พบหลักฐานเพียงแค่เรื่องการระบุทิศทาง ความลึกชั้นดิน สภาพแวดล้อมวัตถุ มันหมายถึงความหมายที่เปลี่ยนไปในการอธิบายเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นบนพื้นที่นั้นๆ(คล้ายงานนิติวิทยาศาสตร์ของหมอพรทิพย์ไง) อีกทั้งการจัดการทางโบราณคดีอย่างเป็นระบบยังมีความหมายถึงการบันทึกประวัติศาสตร์ที่เป็นประโยชน์สำหรับบุคคลรุ่นหลังใช้ประกอบกับหลักฐานที่ค้นพบได้ใหม่ทุกวินาที ข้อมูลที่มีการจัดการที่ดีจึงมีความหมายอย่างยิ่งสำหรับการมองประวัติศาสตร์และอนาคต

 

แต่สิทธิชุมชนหมายถึงการที่ชุมชุนมีสิทธิในการจัดการพื้นที่ของตัวเอง ดังนั้น ในเรื่องที่เป็นกระบวนการจัดการประวัติศาสตร์เฉพาะทางแบบงานโบราณคดีนี้กับสิทธิชุมชนอาจสวนทางกัน เพราะในขณะที่โบราณคดีต้องการบันทึกและอนุรักษ์ความรู้ทางประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ชุมชนอาจจะต้องการจัดการแหล่งโบราณคดีเป็นอีกแบบหนึ่งก็ได้ เช่น ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยว หรือยิ่งไปกว่านั้น ผู้มีอิทธิพลในบางชุมชนเห็นประโยชน์จากแหล่งทรัพยากร เช่น ระเบิดเขาทำเหมือง แต่เขาลูกนั้นเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่ต้องมีการสำรวจ ขุดค้น เก็บข้อมูล แต่สุดท้ายด้วยอิทธิพลเหนือชุมชุนบางอย่าง (เช่นผู้มีอิทธิพลข่มขู่หรือเล่นเส้นผ่าน อบต.ผู้นำชุมชนให้อนุมัติโครงการระเบิดเหมือง บวกกับการให้ใต้โต๊ะกรมศิลปากรโดยบอกว่าไม่ใช่แหล่งโบราณคดีสำคัญและเก็บข้อมูลแล้ว) การระเบิดเขาลูกนั้นก็จะตามมา ดังนั้น สิทธิชุมชนกับงานโบราณคดีอาจจะต้องมีการพูดคุยที่มากขึ้นเพื่อระบุลักษณะเฉพาะบางอย่างลงไป เพราะการที่ชุมชนมีสิทธิอนุมัติอะไรง่ายๆในขณะที่ผู้ใหญ่บางคนในกรมศิลปากรทำตัวคล้ายพล..สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่รับเงินเดือนราชการทั้งชีวิต แต่ส่งลูกไปเรียนอกได้สบายๆมีรถเบนส์คันโตๆขับโดยไม่ได้มีกิจการอะไรพิเศษ(อาจเป็นสมบัติบรรพบุรุษมั๊ง) พวกนี้กลับมีอำนาจจัดการงานโบราณคดีเป็นสิทธิขาดยิ่งกว่าความเห็นนักวิชาการโบราณคดีที่นำข้อมูลมายืนยัน

 

กระบวนการแบบนี้จึงอาจเป็นการทำลายมิติทางประวัติศาสตร์ไปอย่างน่าเสียดาย แน่นอนการให้เหตุผลแบบนี้ไม่ได้หมายถึงชาวบ้านไม่ควรมีสิทธิ หรือดูถูกว่าไม่มีทางมีความรู้ในการจัดการพื้นที่ของตนเอง แต่มันหมายถึงสิทธินี้ควรจะต้องมีการพูดคุยและหาทางออกอย่างลงตัวแบบใด

 

อย่างนี้แล้ววงการโบราณคดีจะบอกว่ารัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องของกูคงไม่ได้ อีกทั้งหลายครั้งหลายคราประวัติศาตร์นอกจากถูกทำลายแล้วยังกลายเป็นเรื่องไม่สำคัญในประเทศนี้ เพราะความคิด ไม่ใช่เรื่องของกูนี่เอง

 

ความไม่ใช่เรื่องของกูของชาววงการโบราณคดีนี้เองหลายครั้งทำให้ประวัติศาสตร์ถูกเอาไปอ้างจนกลายเป็นอำนาจเฉพาะของใครบางคนบางกลุ่มเอาไว้ข่มเหงคนอื่นไป ตัวอย่างเช่น รัฐธรรมนูญมาตราแรกของแทบทุกฉบับที่ใช้ในประเทศนี้จะปรากฏคำว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกไม่ได้” วิธีเขียนแบบนี้เองที่โครตจะเป็นปัญหาที่ต้องตีความกันวุ่นวาย

 

ทำไมน่ะหรือเพราะด้วยประวัติศาสตร์แบบรัฐชาติตัวเดียวอันเดียวที่สอนในชั้นเรียนเด็กเอ๋ยเด็กดีทุกวันนี้ ได้สร้างมายาคติให้ความยิ่งใหญ่จากส่วนกลางมากเสียจนไม่สามารถจะคิดยอมรับประวัติศาสตร์อื่นๆได้อีก

 

เรียกได้ว่า อะไรที่หนังสือแบบเรียนประวัติศาสตร์บอกว่าบรรพบุรุษกูเก่ง เคยตีเมืองได้ที่ไหนมันของกูหมด กูมีสิทธิทุกอย่างจนปัจจุบันนี้ เรื่องนี้นักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ไม่คิดจะตั้งข้อกังขาให้สังคมเลยหรือว่ามันจริงรึเปล่า ในเมื่อทุกวันนี้คนใน 3 จังหวัดภาคใต้พยามบอกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าเขามีความแตกต่างที่อาจจะต้องการการออกแบบพิเศษในการปกครอง พูดง่ายๆก็คือ ขอกระจายอำนาจ พูดให้ยากขึ้นคือ เขตปกครองพิเศษแล้ววิธีคิดนี้มันมาจากอะไร แน่นอนว่าส่วนหนึ่งที่ถูกยกมาอธิบายก็คือเรื่องประวัติศาสตร์ เป็นอย่างไรนั้นไปถามอาจารย์ด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีกันเอาเอง

 

แต่เอาเป็นว่าหลายครั้งที่ความโคตรคลั่งชาติเหล่านี้สั่งสมมาจากแบบเรียนที่ใช้สอนอย่างน้อยๆก็ตั้งแต่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งเอาความรู้จากสำนักคิดดำรงราชานุภาพมาใช้ให้เป็นประโยชน์เข้าตัว โดยที่นักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี นักสังคมวิทยา นักมานุษยวิทยา หรือสารพัดนักรู้ว่ามัน มีปัญหาแต่ไม่ได้เคยนำความรู้ หลักฐานที่มีไปคัดคานอะไรกับกระทรวงศึกษาที่ไม่ค่อยได้ศึกษาธิการอะไรเลย ก็เลยทำให้มติมหาชนยังเห็นว่าประเทศไทยมันแบ่งแยกไม่ได้ตลอดเวลา(เกิดมาก็เห็นแผนที่ประเทศไทยเป็นแบบปัจจุบันแล้ว ) จนกลายเป็น มาตรา 1 ในรัฐธรรมนูญและถูกอ้างซ้ำไปมาทั้งอย่างเป็นและไม่เป็นทางการเรื่องความเป็นอันหนึ่งอันเดียวแบ่งแยกไม่ได้ แบบนี้เองทำให้การออกแบบรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่เฉพาะอย่าง 3 จังหวัดภาคใต้จึงยังไม่เคยถูกพูดกันอย่างจริงจังสักครั้งเพราะกลัวกระทบกับมายาคติที่สังคมไทยส่วนใหญ่ถูกทำให้เชื่อตามมาตรา 1 ไปแล้ว และเชื่อได้ว่ามาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างก็จะยังเป็นเช่นนี้อยู่ (แต่พื้นที่ เช่น พัทยา หรือ กรุงเทพฯกลับปกครองพิเศษได้โดยไม่มีใครรู้สึกแย้งด้วยมาตรา 1 ซักที หุหุหุ)

 

เกริ่นเสียยาว ทีนี้ขอเข้าเรื่องรัฐธรรมนูญที่ผมออกแบบบ้าง เพราะไหนๆเขาก็ฉีกแล้วโดยกำลังฮิตร่างไปทั่วเลยอยากขอนำเสนอบ้างให้เข้ากับกระแสช่วงนี้

 

รัฐธรรมนูญที่เสนอนี้พูดตรงๆว่าไร้สาระสุดๆ แต่จะเป็นไรไป ในเมื่อรัฐธรรมนูญที่มีสาระอย่างมากก็มีอายุ 15 ปี หรือที่มีสาระและกำลังเขียนกันเป็นสิบๆกลุ่มตอนนี้ ค่ามันก็เท่ากับรัฐธรรมนูญอันไร้สาระของผมนี้เอง เพราะรู้ๆกันอยู่ว่าความจริงในใจของผู้ช่วงชิงอำนาจก็คือการหาข้ออ้างสูงสุดมารองรับอำนาจ ใครจะมารับข้อเสนอคนอื่นมาทอนอำนาจตัวเอง

 

ตังฮึงปุกก่ายมีคัมภีร์ทานตะวัน งักปุ๊กคุ้งและ ลิ้มเพ้งจือมีคัมภีร์ปราบมารไว้รองรับอำนาจจนใครๆก็กลัวฉันท์ใด ผู้อยู่เบื้องหลังรัฐประหารที่ไม่รู้ว่าสะบั้นเครื่องเพศฝึกวิชาไปแล้วหรือไม่ก็ต้องการมีคัมภีร์เทวดาไว้รองรับอำนาจฉันท์นั้น ดังนั้นเขียนให้มีสาระไปก็เท่านั้น(แต่เตรียมไว้ก็ดีเพราะเดี๋ยวฉบับนี้ก็อาจโดนโละจะได้เผื่อไว้ใช้อีก 15 ปี)

 

อย่างไรก็ตาม ในระยะหนึ่ง เดช รัฐธรรมนูญเทวดาที่มีสาระ(เลว) นี้จะถูกชื่นชอบเพราะได้ชื่อว่าเป็นแบบไทยๆที่ได้รสชาติคุณธรรมมากที่สุดตามความต้องการของคนไทยจำนวนมากที่กำลังผอมเกร็ง หัวใจโร สมองปอด ด้วยโรคขาดสารคุณธรรมกันมาอย่างน้อยก็ 5 ปี

 

ผมก็เลยปิ๊งไอเดียว่า ในเมื่อขาดสารคุณธรรมกันขนาดหนักจนต้องเอาคนชอบเดินป่าห่มเหลืองออกบวชมีศีลธรรมแต่เคยลืมตัวสั่งทหารไปกระทืบประชาชนเมื่อพฤษภาคม 2535 มาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ทำไมไม่เอา พระไตรปิฎก 84,000 พระธรรมขันธ์เป็นรัฐธรรมนูญมันเสียเลย คุณธรรมมันจะได้ซาบซ่านเข้าถึงเลือดเนื้อจิตใจและวิญญาณในทุกขณะจิตหายใจเข้าออก ยิ่งเคารพทำตามรัฐธรรมนูญไตรปิฎกมากก็ใกล้นิพพานมากไปอีกขั้น โอวววว้ ซี๊ด คิดแล้วใจปีติ มีวิมุติสุขยิ่ง

 

แน่นอนครับเดี๋ยวจะหาว่าไม่เคารพความต่างในศาสนาอื่น มีคำพูดว่าทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี ดังนั้นสำหรับศาสนาอื่นก็ให้หลักศาสนานั้นๆเป็นธรรมนูญอิสระของแต่ละศาสนาไปเลย ใครนับถือศาสนาอะไรก็ให้ข้อห้ามศาสนานั้นบังคับ แหะๆ ผู้มีอำนาจตีความผิดถูกอย่างศาสนาพุทธก็ใช้มหาเถระสมาคมไปแล้วกันเอามาแทนศาลรัฐธรรมนูญไปเลยก็ดี ส่วนใครไม่นับถือศาสนาก็ยึดหลักประชาธิปไตยว่า คุณมีสิทธิของคุณเต็มที่ตราบใดที่คุณไม่ละเมิดสิทธิคนอื่น ถ้าไปละเมิดศาสนาใดเข้า ก็ไปรับโทษเอาเองไปตามศาสนานั้น

 

อ่อเพื่อป้องกันการทะเลาะระหว่างศาสนา เสนอว่าหากทะเลาะข้ามศาสากันเมื่อไหร่ให้ตั้งอนุญาโตตุลาการระหว่างศาสนาไปเลยดีไหม? ให้ศาสนาที่ 3 มาเป็นคนกลางตัดสิน

 

หึๆๆ ถ้าจะว่าผมเพี้ยนก็แสดงว่าคุณไม่นับถือศาสนานะครับ หรือถ้านับถือแล้วแสดงว่าศรัทธาไม่พอ อย่างนี้เรียกได้ว่า คุณธรรมไม่ถึงขั้น ไปถามท่านสุรยุทธ์ขอบวชวัดเดียวกับท่านเสียจะได้ใกล้ศาสนา ดูเป็นคน ดีขึ้น ในสังคมคุณธรรมแบบตอนนี้ รัฐธรรมนูญแบบนี้ก็สาแก่ใจดี

 

ส่วนเรื่องธุรกิจการค้าก็คงไม่ต้องห่วงอะไรมาก ในเมื่อรัฐบาลตอนนี้ก็ไม่ได้ห่วงอะไรอยู่แล้ว อยากทะเลาะกับสิงคโปร์เพราะคนๆเดียวก็ทำ กลัวทุนต่างชาติจนขี้หดก็ออกกฎให้ตลาดหุ้นมันเจ๊งซะแสดงว่าธรรมภิบาลเหลือเฟืออยู่แล้ว แบบนี้พร้อมที่จะรับธรรมะจากศาสนาเต็มที่ เพราะหากจะทำการค้าด้วยหลักการพุทธก็ต้องไม่ยึดติด ทุกอย่างเป็นอนัตตา เงินทองของนอกกาย อยากเอาอะไรก็บริจาคต่างชาติเป็น ทานบารมีร่วมกันทั้งชาติไม่ต้องเสียเวลาทำบุญประเทศทุกปี ทำทานสละเมืองทั้งเมืองแบบพระเวสสันดร ชาติหน้าจะได้เสวยชาติเป็นพระพุทธเจ้ากันถ้วนทั่ว ไม่ต้องรอพระศรีอาริยเมตรัยมาโปรดสัตว์ เราก็พร้อมนิพพานกันทั้งประเทศ

 

รัฐธรรมนูญของผมไม่ดีตรงไหนกับสังคมคุณธรรม ว่างๆรัฐบาลคุณธรรมช่วยตอบทีแล้วกัน

 

ขุนพลน้อย

24 มกราคม 2550